2. เลือดพินิตนันท์จะไปไหนดี

 

 

แล้วเวลาก็ผันล่วง  ทิ้งความรุ่มร้อนสุมใจไม่สร่าง  แต่ไม่ทันไรพี่อ้อมก็นัดหมายให้ฉันมาพบปะพูดจายังออฟฟิศ  ดูหน้าตาราศีว่าจะเหมาะกับตำแหน่งผู้จัดการกองถ่ายมากน้อยเพียงใด  นี่คงเป็นกุศโลบายของทุกที่ทำงานกระมัง  ที่จะต้องเรียกว่าที่พนักงานมาดูตัว  แท้จริงแล้วจะเรียกให้เป็นทางการก็คือการเรียกสัมภาษณ์นั่นเอง  เขาคงไม่อยากดูหน้าตาเท่าไหร่หรอก  แต่เป็นความคิดความอ่านต่างหากเล่า  ที่เขาสนใจ

ฉันสะพายเป้หนักอึ้งเดินเข้ามาในซอยเรื่อยๆตามเส้นทางที่ได้รับการบอกกล่าว  มีอยู่ประมาณ10เลี้ยว  ต้องใช้สมาธิอย่างสูงในการจำ  หากเลี้ยวพลาดไปสักเลี้ยวนึงนาวาชีวิตคงหักเหอย่างไม่หวนคืนแน่  ประดุจพจมาน พินิตนันท์กำลังย่างเท้าเข้าบ้านทรายทองยังไงยังงั้น  ถ้าพจมานทิ้งชะลอมไว้หน้ารั้วแล้วออกสู่ถนนใหญ่แทน  อาจจะไปกินลมชมวิวที่บางปู  รึไปเต้นฟลอร์เฟื่องฟ้าที่สวนลุมเสียแล้ว  ชีวิตพจมานก็คงไม่เป็นอย่างที่เราท่านคุ้นกันมา

ฉันวางชะลอม  เอ๊ย  เป้หนักอึ้งไว้แทบเท้า  ตามองไปที่ป้ายบริษัทซีเนมาเซียด้วยความเหนื่อยอ่อน  แต่ในหัวยังคงไม่คลายเสียง  "…เพียงเดียวดาย  อาจตายเพราะโง่  โอ้อนิจจา  โปรดอย่าอิจฉาสมาชิกใหม่  ของบ้านทรายทอง"  ฉันไม่ได้พบหม่อมพรรณรายหรือหญิงเล็ก  พบแต่นางฟ้าผู้อารีกำลังรอรับฉัน

พี่อ้อมก้าวเข้ามาในชีวิตฉัน  หรือเป็นฉันเองก็ไม่รู้ที่ก้าวเข้าไปในชีวิตพี่เขา  ถ้าให้เล่าคงยาวทีเดียว  เอาเป็นว่าก่อนนี้เกือบสิบปี  ฉันเพิ่งพ้นรั้วมหาวิทยาลัยหมาดๆ  เป็นปีแรกของชีวิตการทำงาน  ยังทำอะไรซุ้มโบ๊ะซุ้มเบ๊ะไม่เป็นโล้เป็นพายอยู่เลย  (ซุ่มซ่าม+โบ๊เบ๊)

ตอนนั้นเอ็กแซ็กท์ก็เพิ่งก้าว  เป็นขวบแรกของบริษัทด้วยเช่นกัน  พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณคงอิดหนาระอาใจเหล่าน้องๆพนักงานที่ยังไม่เข้าใจงานของตนดีพอ  พอมีปัญหาก็  "พี่บอยขา  ช่วยดูตรงนี้ให้หนูหน่อย"  นั่งก้นยังไม่ทันร้อน  "พี่บอยขา  มีปัญหาอีกแล้วค่ะ"

พี่บอยเป็นผู้บริหาร  ต้องดูภาพรวมทั้งหมดขององค์กร  มิใช่มาเผชิญเรื่องยิบย่อย  ท่อประปาแตก  อาหารกองถ่ายสาย  คิวดาราไม่ได้  พี่อ้อมจึงก้าวเข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายผลิต  คอยดูแลลูกน้องในสายงานการผลิตละครโทรทัศน์  ซึ่งค่อยต่อยอดไปถึงผู้บริหารอีกทีหนึ่ง

งบประมาณการผลิต  ต้องมีพี่อ้อมอนุมัติชั้นแรกก่อน  มิใช่พุ่งตรงสู่ตัวพี่บอย  กว่างบประมาณจะถึงมือพี่บอยนั้น  กว่าที่พี่บอยจะเซ็น  ซึ่งหมายความว่าฉันตัดสินใจเปิดกระเป๋าสตางค์แล้วนะ  เธอจงเอาเงินไปใช้ให้คุ้มค่าที่สุดนะ  ก็ต้องผ่านด่านอรหันต์พี่อ้อม  ซึ่งมีหูมดตาแมลงซักละเอียดเอาเป็นเอาตาย

"…เทปเบต้านี่  เปิดละครแต่ละที  ก็ตั้งงบสูงๆกันมาทั้งนั้น  มีทางเป็นไปได้ไหมน้องที่เราจะสามารถลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้?  หรือเอาที่ใช้แล้วมารีไซเคิล?"

"หนูจะพยายามค่ะ"

"…ทำไมในงบต้องมีค่าเสื้อผ้าถาวร?  ในเมื่อมีค่าเสื้อผ้าแต่ละตอนอยู่แล้ว  ตัดค่าเสื้อผ้าถาวรออก  แล้วบริหารให้ได้ในงบตอน"

"หนูจะแจ้งฝ่ายเสื้อผ้าค่ะ"

"เอ๊ะ  แล้วตรงนี้มีการแก้ไขเลข  ถ้าพิมพ์ผิดหรือแก้ไขอะไรต้องเซ็นกำกับด้วยนะ"

"เซ็นแล้วค่ะ"

"เซ็นแล้วทำไมถึงเป็นชื่อMary"

"อุ๊ย  โทษทีค่ะ  ชื่อหนูขึ้นต้นด้วยพอพาน  เซ็นตวัดมากไปหน่อยเลยดูเหมือนตัวM"

พี่อ้อมตั้งท่าจะเซ็นอนุมัติ  แต่ชะงักมือ  "นังนี่!  ชั้นชื่อดวงกมล  มาพิมพ์ชื่อชั้นเป็นดวงกลมได้ยังไง"

คุณคิดดู  พี่อ้อมจะไม่ปวดหัวกับน้องๆเช่นฉันได้อย่างไร

และแล้วชีวิตก็ผกผัน  ฉันหลุดวงโคจรบริษัทใหญ่  ออกมาเป็นฟรีแล๊นซ์เปะปะ  เทียวทำละครกับบริษัทนู้นเรื่องนึง  ผละมาทำกับบริษัทนี้อีกเรื่อง  จนตกงาน  ฉันนึกถึงพี่อ้อม  รีบค้นสมุดโทรศัพท์เล่มเก่าหาเบอร์บ้านพี่เขา  พลางภาวนาในใจอย่าย้ายบ้านไปที่อื่นเลย  ฉันต้องจบเห่แน่ๆเพราะไม่มีเบอร์โทรศัพท์มือถือหรืออะไรที่เป็นเครื่องติดต่อตรงกับพี่อ้อม  โชคเข้าข้าง  เบอร์นั้นเป็นเบอร์บ้านพี่เขาจริงๆ  แล้วฉันก็ได้เบอร์โทรศัพท์มือถือของพี่อ้อมในที่สุด  ฉันรีบหมุนหาในขณะที่ใจระรัวเหมือนมีคนเป็นฝูงเข้าไปนั่งตีกลอง

"สวัสดีค่ะพี่อ้อม"

"จ้า  ว่าไง?"

"ตรงๆเลยนะคะ  หนูตกงาน"

"เออดี"

เอ๊  มันจะดีได้ไงคะพี่อ้อม  ไม่มีจะกินนี่มันไม่สนุกเลยนะ  ตอนนี้หนูซึ้งในรสชาดตกงานอย่างถ่องแท้  เข้าใจความหมายว่ามีค่าทุกแดงเป็นยังไง  จะขึ้นรถเมล์ทีก็นับแล้วนับอีกจนสลึงสุดท้าย  เวลาให้ค่าโดยสารกระเป๋าถึงกับค้อน  เพราะเหรียญลูกกระจ้อยเต็มกำมือ

พี่อ้อมคงเดาใจฉันออก  "…พี่หมายความว่าดี  งั้นเรามาทำงานด้วยกัน  แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้นะ  ต้องรอก่อน"

"งานอะไรคะ?"

"เออน่า  รับรองว่าดี  แต่ยังบอกไม่ได้ว่างานอะไร"  พี่อ้อมตัดบท  เพียงให้ฉันทิ้งเบอร์ติดต่อกลับไว้เท่านั้น

คุณคงรู้แล้วสินะ  ว่าเป็นงานอะไร  ฉันดีใจที่พี่อ้อมรักษาสัญญา  หนทางพิสูจน์ม้า  กาลเวลาพิสูจน์คนฉันใด  ฉันก็ปลื้มใจที่ได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังสมองให้กับงานของพี่ต้อมและพี่อ้อม  เริ่มงานแรกกับพี่เขาทั้งสองในภาพยนตร์"มนต์รักทรานซิสเตอร์"  จนได้มีโอกาสร่วมงานอีกครั้งในLast Life in the Universeฉันนั้น

การเป็นฟรีแล๊นซ์หรือที่เรียกทั่วไปว่ามีอาชีพอิสระนั้น  มีทั้งข้อดีและข้อเสีย  เหมือนที่ฉันมักพูดติดปากเสมอ  "ทุกๆสิ่งเหมือนดาบสองคม  มีทั้งด้านดีและด้านร้าย  ร้ายนักก็อย่ามัวไปพะวง  เราก็เอาคมที่ดีของมันมาใช้สิ"    คุณอย่าคิดว่าฉันหยิบยืมมาจากนิยายกำลังภายในนะ  โวหารของพี่โกวเล้งเขาคมกริบกว่าของฉันมาก  ฉันเพียงหาหลักนำใจสักอันที่พอเรานึกถึงทีไร  ก็ขจัดปัดเป่าความมึนหัวตึ้บลงได้  ดั่งเช่นในเรื่องการเป็นฟรีแล๊นซ์  ข้อดีก็เห็นโต้งๆว่าอิสระ  อยากจะรับงานไหนหรือปฏิเสธงานใดก็ย่อมได้ขึ้นกับความพอใจของเจ้าตัวเป็นข้อใหญ่  แต่ข้อเสียคือทำให้ใจแขวนทุกครั้งที่งานชิ้นใดเรารับมาแล้วกำลังจะสำเร็จลุล่วงไป  เราก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาหางานใหม่เป็นวัฏจักรมิจบสิ้น

วงการหนัง,ละครบ้านเรามีฟรีแล๊นซ์(freelance)มากมาย  ฉันก็หนึ่งในนั้น  ฉันกำลังรับทำละครโทรทัศน์เรื่องสัญญาเมื่อสายัณห์  ผลงานจากบริษัทของพี่ตู่และพี่นุช  (คุณนพพล โกมารชุน  และ  คุณปรียานุช ปานประดับ)  ซึ่งใกล้แล้วเสร็จเต็มที  อยู่ในช่วงพยายามหาสิ่งชูใจกระทั่งฝันกลางวันอันเพริศแพร้วที่พอจะทำให้ฉันลืมกังวลได้บ้าง  เสียงโทรศัพท์จากพี่อ้อมจึงเป็นเสมือนโมเสส  ผู้ใช้ฤทธิ์แหวกทะเลแดงให้ฉันเห็นทางสว่างไสวตรงหน้า

ความวิตกในใจลึกๆราวชั้นครีมที่ฝังในเนื้อแยมโรลเพราะกลัวจะไม่มีงานทำต่อนั้น  สลายสิ้น  และแล้วเจ้าชายก็ขี่ม้ามาหาฉันจริงๆ  แม้หนนี้จะเป็นเจ้าหญิงรุ่นพี่ก็ตาม

โทรศัพท์มาอีกแล้ว  ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร  "…เธอต้องไปประชุมนะ  เพราะต้องไปแทนพี่  พี่ติดธุระสำคัญอันอื่น"  พี่อ้อมบอกวันเวลาของการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของภาพยนตร์เรื่องLast Life in the Universe  ฉันคำนวณในหัวอย่างเร็ว

"ได้ค่ะพี่อ้อม  วันนั้นหนูว่างพอดี"

ฉันคิดถึงพี่ต้อมขึ้นมาฉับพลัน  ผู้ชายคนที่เคยเกรง  แต่เมื่อได้ร่วมงานด้วยเรื่องหนึ่งจึงรู้ว่าพี่เขาละมุน  ในท่าทีดูเป็นเล่นไม่จริงจังของเขากลับประกอบไปด้วยแนวคิดลึกซึ้งมากมาย  ไอ้ที่เห็นว่าเป็นคนกั๊กๆเจรจาพาทีชอบกลคงเป็นเพราะในการสัมภาษณ์ออกทีวีพี่เขาประหม่า  อยากอยู่ใกล้เพราะพี่ต้อมเป็นคนไม่ร้อนรนกับชีวิต  เราพลอยสบายใจตามไปด้วย  อยากฟังพี่เขาพูดถึงหนังLast Life in the Universeในทุกแง่มุม  พี่ต้อมมักมีแนวคิดคมฟังกระจ่าง  และคำพูดชวนขันประดับประดาไปด้วยพร้อมกันเสมอ  พี่เขามีคุณสมบัติ'ปากเป็นเอก'จริงๆ

และแล้วชีวิตฉันก็เข้าสู่วงจรการประชุม ประชุม ประชุมแล้วประชุมเล่า  โดยที่ฉันไม่ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนของใคร  เบี้ยประชุมที่ฉันได้รับมักเป็นมื้อใหญ่ๆไม่ว่าจะเป็นสปาเก็ตตี้จานโตที่ร้านhome work  เบี้ยเนื้อปูผัดผงกระหรี่ที่ร้านชายคลอง  หรือเบี้ยสองสามเมาตามผับต่างๆ  พี่อ้อมจะคอยตามจ่าย  ขอยืมคำอมตะของพี่ดู๋-สัญญา คุณากรที่ว่า  "รูดการ์ดเสียจนหัวถลอก"  (ศีรษะนักรบบนบัตรอเมริกันเอ็กเพรสถลอก)

ถ้าฉันจะเป็นผู้แทน  ก็แค่ตัวแทนของพี่อ้อม  เช่นในขณะนี้ที่ฉันกำลังม้วนเส้นสปาเก็ตตี้ด้วยส้อมอยู่  ชิ้นเบค่อนช่างใหญ่ปิดหน้ามิด  หนำซ้ำซ๊อสมะเขือเทศก็แสนชุ่มฉ่ำยวนปากยวนฟันดีแท้ๆ  ฉันคิดในใจ  "พี่อ้อมน่าจะมา  ประชุมครั้งนี้ฝ่ายศิลป์และฝ่ายสถานที่เสนองานกับผู้กำกับเป็นครั้งแรก  ต้องมีประเด็นสำคัญเกี่ยวพันกับงบหนังอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่ๆ" 

พี่ต้อมกำลังพินิจรูปภาพที่พี่หรั่งถ่ายมา  "พี่นี่โคตรมืออาชีพ  ผมบรี๊ฟไปนิดหน่อย  แต่พี่ช่างหาโลเคชั่นได้ตรงใจผมจริงๆ"  สายตาพี่ต้อมยังไม่ละจากรูปทั้งที่ปากพูด  สถานที่ที่พี่หรั่งหามาคงโดนใจพี่เขามากๆ  พี่ต้อมถึงขนาดถอดแว่นเพื่อใช้ตาเนื้อดูให้ถ้วนถี่  ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่เขาไม่ค่อยทำบ่อยนัก  เล่นเอาพี่หรั่งยิ้มไปยิ้มมา

"ชมแค่นี้อย่าเหลิง  กินเข้าไปของที่สั่งมาน่ะ  แก่แล้วดูแลสุขภาพด้วย  จะได้ทำงานกับผมนานๆ"  พี่ต้อมหัวเราะร่วนพลางยกมือไหว้ขอโทษพี่หรั่ง

"ผมก็หาตามที่ต้อมอธิบายมาแหละ"

"ไม่ต้องถ่อมตัวพี่หรั่ง"  และแล้วน้ำเสียงพี่ต้อมก็จริงจัง  "ผมว่าอพาร์ทเม้นท์ของพระเอกนี่โดนแล้ว  ญี่ปุ่นต้องอยู่อย่างนี้  เนี๊ยบๆสะอาดกริบ  แต่แล้งๆยังไงไม่รู้  ผมคิดว่าเขาน่าจะมีเพดานสูงๆ  พอผมถ่ายพระเอกอยู่ในอพาร์ทเม้นท์คนเดียว  มันจะได้ดูอ้างว้างมากๆ  ชอบ  ชอบ"

"เอาเป็นว่าอพาร์ทเม้นท์โอเคแล้ว?"  พี่หรั่งถาม

"ใช่  แต่บ้านนางเอกยังไม่ปักจึ้กใจผม  ผมอยากเห็นเขามีบ้านซึ่งดูแล้วรู้ว่าเคยอบอุ่น  เคยรวย  ผมนึกไปถึงบ้านสไตล์50  ที่เด็กในช่วงอายุเท่านางเอกโตมาต้องเห็นทุกคน  ใช่มั้ยครับพี่ตั้ม"

พี่ตั้มซึ่งเครดิตในภาพยนตร์ต้องขึ้นว่า'ออกแบบงานสร้าง'ลูบคางอย่างใช้ความคิด  "อืม  ผมคิดไปว่าบ้านควรโมเดิร์นกว่านี้  แต่ไม่เป็นไร  เดี๋ยวผมกับพี่หรั่งจะหามาใหม่  พร้อมเสนอโลเคชั่นอื่นซึ่งยังไม่ได้ดูกัน  โอเคมั้ยครับต้อม?"

พี่ต้อมคีบชิ้นเนื้อเข้าปาก  ยิ้มแทนคำตอบรับ

ฉันเห็นว่าวาระประชุมใกล้เสร็จสิ้น  เตรียมควักกระเป๋าจ่ายแทนพี่อ้อม  แต่พี่ต้อมชิงพูด  "ไม่เป็นไรครับคุณฟะฟาฟิเน  มื้อนี้ผมเปย์เอง  ถือว่าเป็นเลี้ยงต้อนรับการเปิดจ็อบของภาพยนตร์เรื่องนี้"

ฉันยกมือไหว้พี่เขาแสดงความขอบคุณ  พลางนึก  "ทำไมพี่ต้อมพูดถึงญี่ปุ่น?  มีต่างชาติมาทำอะไรในหนังเรื่องนี้อีกแล้ว?  …ช่างเป็นโปรดักชั่นอินเตอร์แนชั่นแนลจริงๆ"

คราวนี้ฉันเป็นฝ่ายโทร.หาพี่อ้อม  จับยามสามตาดูแล้วว่าพี่เขาคงไม่ยุ่ง  ประสบการณ์ในอาชีพบอกให้รู้ว่าเวลาที่ควรเลี่ยงในการติดต่อผู้คนคือระหว่างมื้อ  เวลาที่ถึงบ้านและยังไม่ออกจากบ้าน  มันเป็นเวลาส่วนตัวสุดๆ  ถ้าไม่สลักสำคัญจริงๆเลี่ยงได้ก็ควร

ตอนนั้นประมาณบ่ายสาม  คำนวณดูแล้วพี่เขาคงเสี่ยคะเสี่ยขาอยู่บนถนนแห่งหนึ่งแห่งใดเป็นแน่  ฉันตั้งกฎกับตัวเองจะต้องรายงานความเคลื่อนไหวทุกอย่างที่พ้นสายตาพี่อ้อม  แต่มีฉันคอยดูแลอยู่  ให้ทราบเป็นระยะๆไปตามหน้าที่ของผู้จัดการกองถ่ายพึงมีต่อโปรดิวเซอร์

"ยุ่งอยู่รึเปล่าคะพี่อ้อม?"

"ไม่ยุ่งจ้ะเธอ"  เสียงพี่อ้อมแห้งระโหย  ตายล่ะหว่า  กูโทร.มาผิดเวลาเข้าแล้ว

"มีอะไรจ๊ะ?"

ฉันเลยรายงานปากเปล่าเป็นฉากๆถึงการประชุมครั้งที่ผ่านมา  และสรุปตบท้ายว่าครั้งหน้าจะเป็นการไปสำรวจสถานที่  แน่นอนต้องมีการประชุม  แต่เป็นการประชุมเคลื่อนที่บนรถตู้ในระหว่างการตระเวนนั่นเอง

"อืม  ดูแลให้พี่ด้วยนะ  ดีๆอย่าให้ขาดตกบกพร่อง  พี่ยังไปไหนไม่ได้  ยังติดธุระ"

ฉันวาดภาพในใจ  รายงานคราวหน้าเห็นทีต้องเขียนลงกระดาษพี่อ้อมจะได้อ่านสะดวก  ไม่ต้องรับโทรศัพท์แบบสุ่มสี่สุ่มห้าโทร.อย่างนี้  การไปดูสถานที่ต่างๆภาษาทำงานเรียกว่าไปscout location  ลงหลักปักฐานได้ไม่นานก็ต้องรี่หาที่ใหม่  ทำให้คนึงถึงแต่ละที่ที่ได้แวะชม  เหมาะล่ะ  ฉันกระหยิ่ม  กูจะเขียนนิราศให้พี่อ้อมอ่าน

"พี่อ้อมอยู่ที่ไหนคะ?"  บ้าน?  คอนโด?  จะได้ส่งรายงานถูก

"โรงพยาบาล  พี่เพิ่งตัดมดลูก"

อ้าว!  สองสามวันที่แล้วยังได้ฟังเสียงใสๆอยู่เลย  โถ  นี่คงไม่มีเวลาให้กับตัวเองแม้สักนิด  พอว่างวันสองวันก็รีบรุดทำธุระสำคัญ

"นี่คุณต้อมได้คุยกับอาซาโน่รึยัง?"

"อาซาโน่ไหนคะ?"

"ดาราญี่ปุ่น  เค้าจะมาเป็นพระเอกเรื่องนี้ไง  หนังสือพิมพ์เมืองนอกขนานนามอาซาโน่ว่าking of indie-filmเชียวนะ"

ฉันถึงบางอ้อ  …โกอินเตอร์จริงๆ

"ไม่เป็นไรจ้ะเธอ  เดี๋ยวพี่โทร.หาคุณต้อมเอง  คุณต้อมจะต้องอีเมล์คุยกับเค้าคืนนี้  ให้เค้ารับปากเล่นหนังของเราแน่ๆไปเลยจะได้หมดห่วง  นอนบนเตียงอย่างนี้แต่พี่มีโทรศัพท์  พี่ก็ตามงานได้แล้ว"

ฉันนึกถึงแม่  วันหนึ่งแม่เดินมาหาพี่สาวซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวด้วยเสียงอ่อยๆ  "แม่เจอก้อนอะไรไม่รู้ที่นี่…"  แม่ชี้ที่ทรวงอกขวา  พี่รีบพาแม่ไปเอ็กซเรย์  หมอผ่าตัดแม่ด่วน  พี่สาวมาบอกทีหลังว่า  "หมอบอกแม่เราโชคดีจริงๆ  ถ้าช้ากว่านี้ไม่เท่าไหร่มันจะฟอร์มตัวเป็นมะเร็ง"  ปัจจุบันแม่ฉันมีทรวงอกข้างเดียว

ฉันนิราศห่างหายไปตระเวนดูโลเคชั่นได้สักสองวัน  เสียงใสๆก็กลับมาอีกครั้ง  "มะรืนนี้ช่วยไปรับคริสโตเฟอร์ ดอยล์ที่กันตนาให้หน่อย  บ่ายสาม…หึ่ง…หึ่ง…"  สายก็ตัดไป

ฉันนึกในใจ  ยังไม่หายป่วยดี  ก็รีบร้อนมาทำงานเสียแล้ว  …หญิงเหล็กอะไรขนาดนี้

"พี่อ้อมใช่มั้ยครับคุณฟะฟาฟิเน"  พี่ต้อมชะโงกหน้ามาถามเพราะฉันนั่งหน้าสุดของรถตู้

ฉันหันไปรายงาน  "มะรืนนี้หนูต้องไปรับมิสเตอร์ดอยล์ค่ะ"

คุณสังเกตไหมว่าชาววงการบันเทิงมักเดาทางกันถูกเสมอ  ยังไม่ต้องอธิบายให้มากความพี่เขาก็ทราบว่าในสายเป็นพี่อ้อม  พี่ต้อมคงจับน้ำเสียงสังเกตกิริยาเวลาฉันโทรศัพท์อยู่บ่อยๆจึงได้ถ่องแท้  พี่เขามักให้สัมภาษณ์ตามหน้านิตยสารว่าเขาชอบสังเกตคน  ชอบทำหนังเกี่ยวกับเรื่องของคนโดยเฉพาะ  …สมคำเขาไหมล่ะ?

"ใช่  ใช่  ตอนนี้ดอยล์กำลังcorrectสีหนังเรื่องThreeอยู่ที่แล่ปกันตนา    เค้าเป็นตากล้องในส่วนของหนังฮ่องกง  บ่นเช็ดว่าคิวแล่ปจองเต็มเพราะหนังMinority Reportกวาดไปหมด"  พี่ต้อมเสริมต่อ  "ดอยล์พอมีเวลาว่าง  เราต้องรีบเอาเค้าไปดูโลเคชั่นด้วย  เค้าน่ะชอบดูโลเคชั่นมาก  ชอบอีเมล์มาถามผมว่าโลเคชั่นเป็นยังไง  ไปถึงไหนแล้ว  ดี  เดี๋ยวจะพาตระเวนเสียให้เข็ด"

โทรศัพท์พี่อ้อมเข้ามา  "โทษที  เมื่อกี๊แบตหมด"

ฉันทวน  "มะรืนนี้,มิสเตอร์ดอยล์,กันตนา,บ่ายสาม"

"บ่ายสามครึ่ง!"  พี่อ้อมเน้นเสียงสูง  อ๋อ  ไอ้หึ่งหึ่งมันคือครึ่งนั่นเอง

"ตรงไหนของกันตนาคะ?"  ก็กันตนาออกกว้างใหญ่  นี่ฉันจะวอนโดนโปรดิวเซอร์ด่าไหมนี่

"ที่โอเรียนท่อลโพสต์จ้ะ"  พี่อ้อมออกสำเนียงอย่างชัดเจน

ฉันนึกนิยมพี่อ้อมรวมถึงผู้อื่นที่ออกสำเนียงชัดเจน  ย้ำว่าต้องชัดทั้งไทยและอังกฤษนะ  มิใช่พอภาษาอังกฤษชัดแล้วภาษาไทยเลยติดตัวเอสเต็มไปหมด  ดูเป็นนักเรียนนอก  ประเทศไทยมีรากมาหลายร้อยปี  ทำไมใครๆถึงอยากให้เห็นว่าเป็นนักเรียนนอก?  ที่น่ายกย่องอีกผู้หนึ่งคือพี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ  พี่บอยเป็นคนแรกที่สอนให้ออกเสียงภาษาอังกฤษให้ชัด  มิใช่พี่บอยยืนที่หน้ากระดานแล้วฉันนั่งที่โต๊ะ  แต่พี่บอยจะสอนโดยอ้อมให้เห็นว่าพูดไทยก็ชัดต่างประเทศก็ชัด  เข้าท่าขนาดไหน  แต่ก่อนฉัน…centralเป็นเซ็นทรัล  กระทั่งเซ็นทั่นด้วยซ้ำ  แต่เดี๋ยวนี้ถ้า…oriental  ฉันก็โอเรียนท่อลอย่างภาคภูมิใจ

ฉันพยายามหลบตาพี่ต้อม  ไม่ให้เห็นว่ากำลังจ้องเนื้อปูที่ฟูเต็มจานคลุกเคล้ามากับผงเหลืองฉ่ำเยิ้ม  กลิ่นผงกระหรี่แตะจมูกทำให้สมาธิฉันโหรงเหรงเต็มทน  ได้ยินเสียงพี่ๆปรึกษางานกันแค่เพียงแว่ว

"อา  ใช่เลยครับพี่หรั่ง  นี่  บ้านของน้อยนางเอกมันต้องอย่างนี้"  พี่ต้อมตบผางรูปบ้านที่พี่หรั่งถ่ายมาใหม่  "โทรมๆแต่ดูยังไงก็รู้ว่า  เคยรวย  เคยอบอุ่น"

พี่ต้อมพูดเสมอว่าหนังเรื่องนี้พอเปิดภาพมา  คนดูต้องเข้าใจได้แล้วครึ่งค่อนด้วยสถานที่  ตัวอย่างคืออพาร์ทเม้นท์ของพระเอกที่เรียบร้อยไปทุกซอกทุกมุม  แต่เปล่าเปลี่ยวนัก  ไม่อย่างนั้นพระเอกไม่คิดพาตัวเองไป…(เรื่องอะไรฉันจะบอก)

1.ปั้นซูชิ

2.ซื้อดอกไม้มาจัดอิเคบานะ

3.ถูกทุกข้อ

คุณไปดูหนังเอาเอง

ฉันชะโงกหน้าดูภาพว่าที่บ้านนางเอกด้วย  "อืม  จริงด้วยค่ะ  กว้าง  แต่ร้าง…"

"ดูสิคุณฟะฟาฟิเน  มีสระน้ำด้วย"  อยากให้คุณเห็นหน้าผู้กำกับเวลานี้จัง  เขาดีใจยังกะได้ของเล่น  "ฮ่า ฮ่า  เขียวอื๋อเลย  ลองนึกสินางเอกกับน้องคงเคยว่ายเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ  …เค้าเคยอยู่กันมาอบอุ่นขนาดไหน"

ฉันคิด  เออว่ะ  มีสระน้ำนี่มันบอกกลายๆว่าชีวิตเป็นมาอย่างไร  บ้านใครเขามีสระกันได้บ่อยๆบ้างล่ะ?  ฉันเองต้องไปว่ายแม่น้ำเล่นสมัยยังเด็กเลย

เสร็จจากรูปของบ้านนางเอก  คราวนี้ถึงทีลงลึกบ้านพระเอก  "ต้อมครับ  ผมคิดว่าหน้าตาอพาร์ทเม้นท์พระเอกควรเป็นอย่างนี้…"  พี่ตั้มผู้ออกแบบงานสร้างเสนอแบบร่างให้ผู้กำกับพิจารณากลางวงมื้อเที่ยง  แบบร่างตามมาทีหลัง  จากที่ผู้กำกับได้ตัดสินใจเลือกจากรูปก่อนนี้

"ตรงใจผมครับ"  พี่ต้อมชม  "เรื่องผังนี่แล้วแต่พี่ตั้มเลย  แต่สีผมอยากเห็นเทาๆทึมๆกว่านี้ได้มั้ยครับ  มันจะได้ชวนหดหู่"

พี่ต้อม…ผมอยากเห็นอย่างนู้น  ผมว่าต้องเป็นอย่างนี้  อีกหลายๆอยาก  พี่ตั้มพยักหน้าเป็นมั่นเหมาะ  ทุกคนในที่ประชุมดำเนินการประชุมไปเรื่อยๆด้วยการเคี้ยวตุ้ยๆ

พี่ต้อมซึ่งเปรียบประธานสภากล่าวปิดวาระว่า  "กองนี้เน้นแ_ก  ไม่ค่อยได้ถ่ายได้ทำเท่าไหร่หรอก"  อย่างอิ่มน้ำใจพี่อ้อมทั้งที่เจ้าตัวไม่อยู่  และแซวตัวเองเรื่อยไป

ฉันหัวเราะก๊ากจนสำลักข้าว  ก็ฉันเป็นหนึ่งในผู้ติดอามิสเบี้ยประชุมด้วยเหมือนกัน