3. วนเวียนในบ้านทรายทอง
ธุระสำคัญอันหนึ่งที่ประดังเข้ามา คือการพบปะพูดคุยเพื่อวางแผนยกกองไปถ่ายยังญี่ปุ่น แลยิ่งใหญ่ด้วยคำว่าไปถ่ายทำถึงต่างประเทศ
ทอง ภาคที่ 118
ขอแนะนำ! มิสเปรี้ยวเซี้ยวซ่า
อลังการงานสร้าง รวมดาราคับคั่ง ถ่ายทำถึงต่างประเทศ…
แต่ขอเกริ่นว่า เป็นการยกกองไปถ่ายเพียง 1 ฉาก กระนั้นฉันก็หวั่น เฝ้าเตือนตัวเองเนืองๆว่าอย่าได้พลาดเชียว ไปถึงเมืองนอกจะหยิบจะฉวยอะไรไหนจะคล่องเท่าอยู่ในบ้านเรา ฉันรีบสรุปแผนการถ่ายอันนี้ไว้ให้เนิ่นที่สุด จะได้มีเวลาพอขยับขยายทันท่วงทีหากเกิดอุปสรรค ขอคำปรึกษาจากพี่อ้อมว่าควรใช้สตางค์เท่าใด พี่เขาบอกว่าตั้งงบไว้ก่อนเลย 3 ล้านบาทในชั้นต้น สามล้านกับการถ่าย 2-3 วันเนี่ยนะ…
อูย อะไรจะมากขนาดนั้น!
พี่อ้อมคงได้คำนวณไว้ในหัวเสร็จสรรพแต่ยังมิได้แจงรายละเอียดแก่ฉัน เป็นหน้าที่ของฉันที่จะต้องไปเก็บไปงำข้อมูลมาประมวลว่าค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น มันจะ'fit'กับสามล้านที่เราตั้งไว้ไหม
งานบางเรื่อง เช่นการกินการอยู่ของผู้คนในกองถ่าย ใครจะไปใครจะมาต้องจัดรถราต้อนรับ หรือแม้กระทั่งการสั่งฟิล์มจำนวนเท่านั้นเท่านี้ เหมือนน้ำพริก ฉันรู้จบถ้วนกระบวนความว่าต้องโขลกกระเทียม,เกลือและพริกก่อนนะ จึงตามด้วยกะปิ แต่งด้วยน้ำตาลทรายอีกนิด แล้วปิดท้ายด้วยน้ำมะนาว แต่งานบางอย่างเรารู้จักเพียงหน้าตาเท่านั้น รู้ว่าซูชิหน้าตาเป็นอย่างนี้ แต่จะให้ขยายผลต่อไปว่าต้องปั้นข้าวก่อน แล้วในข้าวต้องใส่อะไรบ้างล่ะ น้ำส้มสายชูนิด? โชหยุหน่อย? อะไรทำนองนั้นฉันยังไม่เป็น ยังต้องเรียนรู้พร้อมไปกับงานนั้น สไมล์ฟิล์มคือโปรดักชั่นเฮ้าส์ที่ได้รับเลือกมาเพื่อช่วยฉันคิดแผนทำซูชิ แผนที่จะนำพาผู้คนไปถ่ายทำ ณ ประเทศญี่ปุ่นให้ลุล่วงไปด้วยดี
วันนี้ช่างเป็นวันแสนเร่งรัด เพิ่งขวนขวายเรื่องฟิล์มเสร็จแหม่บๆ ยังมีเรื่องคิดไปญี่ปุ่นอีกในวันเดียวกัน นึกถึงตอนเด็กๆเพิ่งเริ่มอาชีพ ฉันเป็นแค่สวัสดิการ หน้าที่คอยหาข้าวหาน้ำให้กองถ่าย กำลังนั่งรอเคลียร์เงินที่ใช้หาซื้อเสบียงกับพี่ลำไย พี่ผู้ทำหน้าที่เช่นฉันในปัจจุบัน เคลียร์เงินหมายถึงฉันต้องเขียนแจกแจงบัญชีว่าใช้จ่ายออกไปเท่าไหร่ ถ้าเหลือสตางค์ทอนก็ต้องให้พอดีกับเงินที่ได้เบิกทดรองมา พลันสายตาก็เหลียวไปประสบหญิงทรงอำนาจ พี่เล็ก-คุณบุษบาดาวเรือง จงมั่นคง เวลานั้นพี่เล็กเป็นหัวหน้าฝ่ายรายการโทรทัศน์ทั้งหมดของบริษัทแกรมมี่ มีลูกน้องในสายงานเป็นร้อย ลูกน้องจะผลัดเปลี่ยนเวียนหน้าเข้าหาพี่เล็กอย่างที่เรียกได้ว่าหัวกะไดไม่แห้ง ให้พี่เล็กช่วยแก้ปัญหาเผชิญอุปสรรคแปลกๆแต่ละวันไม่ซ้ำ พี่เล็กจะนั่งประจำการยังโต๊ะใหญ่ประหนึ่งท่านเปา หันซ้ายก็ "เอ้าว่ามาแผนกมิวสิควิดีโอ ตัวใหม่ของพี่เบิร์ดจะออกทันมั้ย?" หันทางขวา "คอนเสิร์ตล่ะ? เตรียมคอนเสิร์ตรับปีใหม่ไปถึงไหนแล้ว" ผู้บริหารอย่างพี่เล็กจะคอยแก้ปัญหาอย่างนี้ชั่วนาตาปี มีคนเคยถามว่าพี่เขาไม่ปวดหัวบ้างหรือ พี่เล็กจึงถ่ายทอดวิชาอันเป็นคุณวิเศษให้เหล่าน้องๆว่า "เราต้องทำหัวให้เหมือนลิ้นชัก ดึงอันนี้ออกมาก็ อ๋อ คอนเสิร์ตยังเตาะแตะ เหลืออีกมากต้องดูแล ดึงอีกอันออกมา อืม มิวสิควิดีโอเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว รอขัดเกลาอีกนิดหน่อย …จัดระบบความคิดได้อย่างนี้ไม่มีหรอกปวดหัว มีแต่จะลื่นปรื๋อ" พี่เล็กไม่วายหยอดมุขทิ้งท้าย
วันนึงฉันเจอแค่สองเรื่องยังเวียนหัวแทบตาย เมื่อไหร่ถึงจะได้เศษเสี้ยวกระผีกของพี่เล็ก?
ฉันขาดความมั่นใจอย่างแรง นึกในใจเมื่อไหร่พี่อ้อมจะมา พี่เขาจะได้เป็นหัวเรือในเรื่องใหญ่เรื่องโตเช่นการวางแผนไปญี่ปุ่น จ๊ะเอ๋ แหม คิดถึงก็มาพอดีเชียว แต่คราวนี้พี่อ้อมมาในสายโทรศัพท์ "ว่าไงเธอ สไมล์ฟิล์มถึงรึยัง?"
"ยังค่ะ โทร.ไปเมื่อตะกี๊เค้าบอกว่ากำลังon the way คงอีกไม่นานค่ะ" ปากจะถามว่าพี่อ้อมล่ะเดินทางถึงไหนแล้ว แต่
"เธอจัดการไปเลยนะ พี่ยังติดธุระอยู่ทางนี้"
อ้าว! ฉันคนเดียวจะพูดจากับเขาได้เรื่องได้ราวยังไง แต่เอาเถอะ ลองจัดหัวให้เป็นลิ้นชักดูซักตั้ง คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงกับความพยายามไปได้หรอกน่า
…
ใกล้บ่ายสามเข้าไปทุกที ฉันพุ่งจี๋ขึ้นรถตู้ที่รอรับหน้าออฟฟิศพร้อมบอกปลายทางแก่น้ากวย โชเฟอร์ผู้คร่ำหวอดทุกถนน เขาพยักหน้ารับอย่างมาดมั่น แถมสำทับว่าถึงที่นัดหมายทันบ่ายสามครึ่งแน่นอน สร้างความอุ่นใจให้ฉันที่มีทีมงานแม้กระทั่งในเรื่องการขนส่ง รู้จริงในสิ่งที่ทำ
รถตู้บ่ายหน้าสู่ถนนรัชฎาฯ ชะอุ๋ย เต็มพรืดไปหมดทั้งถนน ฉันจะถึงกันตนาทันเวลาได้อย่างไร? ในใจอยากยืมรถทอม ครู๊ซในMinority Reportมาใช้ พาหนะของโลกอนาคตแห่งนั้นสามารถวิ่งได้ในแนวตั้ง ฉันจะให้รถยกตัวเองขึ้น แล้วพุ่งพรืดลัดเลาะให้ถึงที่หมายทันใจที่กำลังร้อนเป็นไฟ
น้ากวยบ่ายหัวเข้าซอย แล้วเริ่มต้นยุทธวิถีขอมดำดิน หากแต่คราวนี้เป็นขอมดำซอยเพื่อหาทางลัด ฉันใจตุ๊มๆต่อมๆ บุคคลที่ฉันจะต้องไปหาเป็นถึงตากล้องถ่ายภาพยนตร์ระดับโลก นี่ฉันจะสร้างความประทับใจครั้งแรกในทางลบแก่เขาก่อนที่จะได้ร่วมงานกันจริงๆจังๆเลยหรือ คริสโตเฟอร์ ดอยล์จะคิดยังไงที่เห็นทีมงานไทยไม่รักษาเวลา?
15.30 น. ฉันยืนยิ้มแต้หน้ากันตนาฟิล์มแล่ป ความป่วนมวนท้องหายไป ขวัญก็ไม่หนีดีก็ไม่ฝ่อ น้ากวยยืนสูบบุหรี่อมยิ้มอยู่ข้างๆอย่างโล่งใจเช่นกัน ฉันวาดภาพคริสโตเฟอร์ ดอยล์ จะอ้วนเตี้ยสูงใหญ่เป็นอย่างไรหนอ? ผู้คนที่ทำหนังระดับโลกจะมีหน้าตาท่าทางเช่นไร? เขาคงใส่สูทดำดูเคร่งขรึม ถือกระเป๋าเนี๊ยบๆที่ดูเป็นงานเป็นการอย่างเจมส์ บอนด์ก็เป็นได้ ฉันก้มลงหยิบกระเป๋าที่วางกับพื้นกะจะหาตลับยาอมมาทำให้ตัวเองกลิ่นหอมชื่นใจ ฉับพลันฝรั่งคนหนึ่งก็มายืนใกล้ๆ
"Are you from Pen-ek's movie?"
ฉันรีบกระพุ่มมือไหว้เพราะเขาเป็นชายในวัยกลางคนแล้ว คนไทยในวัยนี้น่าจะได้รับการทักทายอย่างไร แม้เขาเป็นฝรั่ง ก็ควรได้รับเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน
"Right, Mr Doyle." ฉันรีบตอบ โล่งอกที่หัวหาคำสนทนากับเขาทัน
"Beer?" มิสเตอร์ดอยล์ล้วงลงในถุงก๊อบแก๊บที่หิ้วติดมือมา แล้วยื่นเบียร์ 1 กระป๋องให้ฉัน
"It's not the proper time for drinking, I think. But thanks."
มิสเตอร์ดอยล์ยังไม่ละความพยายามที่จะแจกของ ล้วงถุงอีกครั้ง คราวนี้ได้ชามะนาวกระป๋องติดมือมา ฉันรับไว้ด้วยมารยาท ในใจนึก ดีเชียว กำลังหิวน้ำพอดี
"But I think it's time to drink." ว่าแล้วก็ซดเบียร์อวดฉันสองอั้กใหญ่
มิสเตอร์ดอยล์ยื่นมือมาให้ฉันสัมผัส "Hello, and please don't call me Mr Doyle. Call me Chris."
"Hello Chris, I'm Nong." อุ๊ย ดีใจจัง บทสนทนาในหนังสือแบบเรียนอ็อกฝอร์ดเมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาได้งัดออกมาใช้แล้ว นึกถึงครั้งยังเป็นนักเรียน คุณครูจะให้ทักทายHow are you? หรือHow do you do?ใส่กันไปมา สิทธิการิยะท่านว่าเป็นการฝึกให้เด็กหัวดำมีทักษะในการพูด ด้วยภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนไทยส่วนมากจะอ่านเป็น เขียนเป็น ฟังก็พอลุ้น แต่พูดนี่สิ พอเจอมนุษย์หัวแดงลิ้นนักเรียนจะโดนสาปเป็นหินขึ้นมาเฉยๆ
"Let's go." มิสเตอร์ดอยล์สะกิดฉัน
ฉันรู้สึกตัว รีบเดินนำไปที่รถตู้ สำหรับเย็นวันนี้ฉันยังมีอีกหลายจุดหมายปลายทางนัก จากกันตนาก็ต้องมุ่งหน้าไปรับพี่ต้อมที่บ้านในละแวกสุขุมวิท แล้วก็จะถึงการตระเวนดูโลเคชั่นยามราตรีตามที่ตากล้องระดับโลกเรียกร้องมานักหนา
จอมยุทธ์หนุ่มของฉันซอยเท้าถี่ๆกึ่งกระโดดลงมาจากหอคอยงาช้าง เผลอแผล่บเดียวก็มาอยู่หน้ารถตู้ ฉันเปิดประตูรอรับ พอพี่ต้อมพบหน้าคริสโตเฟอร์ ดอยล์ที่นั่งยิ้มเผล่รออยู่แล้ว ทั้งคู่ต่างก็เข้าสวมกอดอย่างถึงพริกถึงขิงด้วยแรงคิดถึง
"It's time?" พี่ต้อมเอ่ย
"Right, It's time." คริสโตเฟอร์ ดอยล์ตอบคำถามกลั้วหัวเราะร่า ฟังไปฟังมาฉันอยากแปลให้คุณใจความดังนี้
"ถึงเวลาไปตระเวนดูโลเคชั่นแล้วนะ จะไปกับฉันมั้ยจ๊ะ?"
คำตอบของคริสโตเฟอร์ ดอยล์คงเป็นทำนองนี้ "…ไปซีจ๊ะ" หรือไม่ก็ "ได้เสมอจ้ะ"
นั่นเพียงผิวเผิน ลึกซึ้งแล้วพี่ต้อมเคยเล่าให้ฉันฟัง
"ผมเคยเจอคริสมาตั้งนานแล้ว ที่เทศกาลหนังรอตเตอร์ดัมหรือเทศกาลเมืองนอกอะไรซักแห่ง เจอทีไรก็ได้กลิ่นเนี้ยะ เหมือนพี่แกใส่น้ำหอมกลิ่นเบียร์ทุกครั้งไป แล้วก็ไฮเปอร์สุดๆ เดี๋ยวๆอีเมล์มา หนังยูไปถึงไหนแล้วเป็นเอก ไออยากเห็นแต่ละโลเคชั่นมาก"
"…คริสนี่เค้าซีเรียสเรื่องโลเคชั่นมากเลยนะคุณฟะฟาฟิเน สคริปต์ที่ผมส่งไปให้เค้าอ่านเค้าจะทำการบ้านตลอด เรื่องแสงเรื่องshotเรื่องอะไรต่างๆจดลงในนั้นเต็มไปหมด พี่แกมีcommentในแต่ละซีนว่าเป็นเอกยูเอาอย่างนี้มั้ยอย่างนั้นไหม แล้วก็อีเมล์มา วันรุ่งขึ้นทำการบ้านซีนใหม่อีเมล์มาใหม่อีกแล้ว ผมเลยเอาเค้าเป็นถังขยะ ผมคิดอะไรได้ก็จะอีเมล์ไปหาบ้าง แข่งกัน"
"…เจอกันก็กินเบียร์กันแหละคุณฟะฟาฟิเน ผมก็พูดขึ้นว่า คริส ยูไปทำหนังที่เมืองไทยซักเรื่องเอามั้ย พี่แกทำยังไงรู้มั้ย พี่แกหันมาจ้องหน้าผม ถามว่าหนังของยูเหรอเป็นเอก ทำไม? หนังของกูแล้วจะทำไม มึงไม่อยากทำเหรอคริส อันนี้ผมไม่ได้ถามนะ คิดเองในใจ แล้วพี่แกก็ตอบว่า เอาเลยเป็นเอก ไปทำกันวันนี้เลย …แม่งบ้า" ฉันยังจำท่าทางที่พี่ต้อมเล่าไปลงลูกคอเอิ้กอ้ากไปได้อย่างชัดเจน
ณ บัดนี้ ทั้งคู่ก็ได้ร่วมงานตามปรารถนา แต่ฉันนึกแย้งพี่ต้อม ไฮเปอร์อะไร? ก็เป็นฝรั่งกลางคนติดจะค่อนคนมากแล้ว เดินเหินก็เซอย่างคนเมาผสมเพราะด้วยวัย เมื่อกี๊นั่งรถตู้มาด้วยกันเจอพิษแอร์เข้าคริสโตเฟอร์ ดอยล์ถึงกับม่อยกระรอก ผมเผ้ายู่ยี่เสื้อผ้าเละตุ้มเป๊ะ ฉันยังแอบคิดเลย พี่แกต้องเมาแฮงก์มากองถ่ายไม่ได้เข้าสักวัน นี่กูต้องกันเงินบางส่วนไว้จ้างตากล้องไทยเผื่อกรณีฉุกเฉินไหมเนี่ย?
และแล้วรถตู้ก็พาเราถึงสะพานพระพุทธยอดฟ้าสถานที่ในการถ่ายฉากสำคัญอีกที่หนึ่ง ต้นเรื่อง พระเอกพบกับนางเอกก็ที่สะพานพุทธ์แห่งนี้ โรแมนติกเป็นบ้า ฉันอมยิ้มคนเดียว แต่พอนึกถึงวันที่จะต้องมาถ่ายทำแล้วความรู้สึกกลับกลับด้าน ปิดสะพานพุทธ์เพื่อถ่ายภาพยนตร์นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย ไหนจะโดนชาวบ้านด่า จะจอดรถจอดราที่มีมากกว่าสิบได้ไหม? จะตั้งกองบัญชาการตรงไหน? กินอยู่และสุขาล่ะจะทำยังไง? คิดเพลินแต่สายตาเหลือบไปเห็นคริสโตเฟอร์ ดอยล์ ฉันอยู่ข้างล่าง โน่น พี่แกเผ่นแผล็วขึ้นไปอยู่บนสะพานตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันรีบสาวเท้าให้ทันขบวน คริสโตเฟอร์ ดอยล์เป็นหัวหอกเกือบถึงปลายสะพานแล้ว ทิ้งห่างพี่ต้อมซึ่งอยู่กึ่งกลางสะพาน ส่วนฉันยังไม่พ้นขั้นบันไดเลย
คริสโตเฟอร์ ดอยล์สำรวจสะพานฝั่งโน้นทีก็จ้ำด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงมายังฝั่งนี้ที วนเวียนอยู่หลายรอบ ราวกับว่ารู้จักฝั่งธนบุรีแล้วนะ ขอไปรู้จักฝั่งกรุงเทพบ้าง อืม คิดถึงฝั่งธนบุรี ขอไปดูอีกทีก็ดีเหมือนกัน
คืนนั้น คริสโตเฟอร์ ดอยล์ทำให้พี่ต้อมและฉันขาแข็งไปตามๆกัน …ถูกของพี่ต้อม ไฮเปอร์จริงๆด้วยแฮะ
…
"เป็นไง? เมื่อคืน"
"อูย เหนื่อยซะ" ฉันตอบพี่อ้อม พลางดูดน้ำปั่นอย่างแรงเหมือนจะขอให้ความเย็นช่วยละลายเมื่อยล้าที่ติดมาตั้งแต่เมื่อคืน "…พี่แกเล่นเดินวนไปวนมาตั้งหลายรอบ แล้วก็ส่องกล้องอะไรของแกไปตลอดทาง"
"เครื่องวัดแสง" พี่อ้อมไข
"นั่นล่ะค่ะ แล้วพี่แกก็ชี้ไปตรงนั้นตรงนี้ ท่าเรือ ราวสะพาน ดาดฟ้าตึก พี่แกจะเอาไว้ตั้งไฟหลายที่พราวไปหมด หนูว่านะพี่อ้อม จุดตั้งไฟแต่ละที่เราต้องตามเอาเงินจ่ายชาวบ้านเช็ดแน่ๆ"
"เออ เอาเหอะ ขอให้หนังออกมาสวยเป็นพอ" คำตอบของโปรดิวเซอร์พลอยให้ฉันใจชื้นตาม
"พี่อ้อมคะ หนูว่าที่เราตั้งไว้3ล้านสำหรับไปถ่ายที่ญี่ปุ่น ท่าทางจะไม่พอ"
"หา!" พี่อ้อมตาโต
"คือยังงี้ค่ะ ไม่ทราบพี่อ้อมทราบหรือยังที่พี่ต้อมต้องการเห็นหิมะในฉากนั้นด้วย?"
"รู้แล้วจ้ะ"
"นั่นล่ะค่ะ ปัจจัยสำคัญมันอยู่ที่หิมะนี่แหละ ก็แต่เดิมในสคริปต์ไม่มีหิมะเขียนระบุไว้ ทางสไมล์ฟิล์มเค้าเลยquoteราคามาฟิตกับสามล้านพอดิบพอดี พอหนูบอกเค้าว่าต้องมีหิมะด้วย เค้าถึงกับนิ่งไปพักนึง แล้วก็อธิบายให้ฟังว่าถ้าเราจะยกกองไปถ่ายที่โอซาก้าปลายปี หิมะยังไม่ตก ต้องรอไปถึงต้นปีหน้า ดังนั้นถ้าอยากถ่ายประมาณเดือนพฤศจิกาหรือธันวาให้ได้ เราต้องไปถ่ายที่ซับโปโร เพราะที่นั่นอยู่เหนือโอซาก้าขึ้นไปและหิมะตกแล้ว ซึ่งถ้าไปซับโปโร เราจะต้องเสียค่าคมนาคมอีกบานเลย"
พี่อ้อมคนน้ำหวานไป สีหน้าก็ไตร่ตรองอย่างหนัก
"แถมเค้ายังแนะนำหนูอีกนะคะ ว่าตัวแสดงที่ใช้ จะญี่ปุ่นที่นี่หรือญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่น หนูก็บอกว่าต้องญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่นซี่ เราจะเสียค่าใช้จ่ายขนคนญี่ปุ่นจากเมืองไทยไปทำไมกัน เค้าก็บอกว่าดีแล้ว เป็นนโยบายที่ดี แต่ได้มีการcastกันที่ญี่ปุ่นไว้บ้างหรือยัง หนูว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะสำคัญอยู่เหมือนกัน คือตามท้องเรื่องตัวละครเป็นยากูซ่า ซึ่งมีมากมายที่โอซาก้า ถือว่ามีที่โอซาก้าที่เดียวก็ว่าได้ ดังนั้นเราก็ควรcastตัวแสดงเป็นชาวโอซาก้าจริงๆ เพราะสำเนียงโอซาก้าพิเศษไม่เหมือนใคร"
"อืมมม" พี่อ้อมครุ่นคิด
"สไมล์ฟิล์มเค้าเปรียบให้ฟังว่าเหมือนเรามีชาวปักษ์ใต้ ชาวอีสาน ชาวเหนือทำนองนั้นแหละค่ะ"
"เอางี้ พี่ว่าเราไปปรึกษาคุณต้อมถึงประเด็นสำเนียงโอซาก้า และอีกประเด็นสำคัญคือเรื่องหิมะซะพรุ่งนี้เลยเป็นไง"
…