5. หลายๆสำเนียงในบ้านทรายทอง
ตอนเด็กๆเมื่อบ้านไหนมีงาน ไม่ว่าทำบุญบ้าน แต่งเมีย หรือกระทั่งงานศพ บ้านใกล้เรือนเคียงจะช่วยเหลือทั้งแรงทั้งของ ฉันเห็นจนเจนตาว่าแม่ของฉันกำลังหุงข้าวด้วยกระทะใบบัว โน่นตาสถิตย์กำลังปอกมะพร้าวเหงื่อไหลไคลย้อย นั่นน้าเปี้ยนกำลังโขลกเครื่องแกง น้าหนอมวิ่งวุ่นคอยส่งของสดของแห้งให้เหล่าแม่ครัวหัวป่าก์ ดูพร้อมหน้าพร้อมตาสามัคคีก่อเกิดไม่ต้องบอกกล่าว
ประชุมครั้งนี้ก็เช่นกัน กว่าจะนัดลงตัวก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีกเพราะแต่ละแผนกเวลาว่างไม่ตรงกันเสียที ฉันเทียวกดโทรศัพท์นับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะเอาข้อมูลวันว่างหรือ'คิว'ของแต่ละคนมาชนกันครบองค์ นัดหมายได้ถ้วนคนฉันน่ะถอนหายใจเฮือกใหญ่ทีเดียวคุณ เห็นทีมงานตบเท้าเข้าห้องประชุมอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ฉันปิติจนบรรยายไม่ถูก
ประชุมเปิดภาพยนตร์พร้อมหน้าพร้อมตาอย่างนี้ภาษาการทำงานของฉันเรียกว่าfirst meeting หันไปทางนั้นเป็นพี่หรั่งผู้เสาะหาสถานที่ในการถ่ายทำ ถัดมาเป็นพี่ตือผู้ดูแลด้านเสื้อผ้า ถัดมาอีกเป็นพี่ตั้มและบรรดาน้องๆแผนกศิลปกรรม ผู้ออกแบบงานสร้างเช่นพี่ตั้มต้องใช้สายตาที่มากด้วยคุณูปการทางศิลปะดูแลว่าหน้าตาและบรรยากาศโดยรวมของภาพยนตร์จะออกมาในทิศทางใด ไม่ใช่ว่าหนังเรื่องนั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชนบท เห็นท้องนาเกือบทุกฉาก จู่ๆมีบ้านเสาโรมันแหยมขึ้นมา หรือตัวละครบางตัวใส่เสื้อผ้าสีแสบสันเป็นชาวกรุง ก็ใช่ที่ เพราะฉะนั้นบรรยากาศที่เป็นรูปธรรมของภาพยนตร์ สี แบบ รูปทรงใด เป็นสถาปัตยกรรมสมัยไหน ฯลฯ ต้องผ่านสายตาอันเห็นชอบแล้วของผู้ออกแบบงานสร้างเสมอ
เห็นพี่ตั้มนั่งรวมกลุ่มก้อนกับพี่หรั่งผู้เพียรหาสถานที่ และพี่ตือผู้เห็นควรว่าเสื้อผ้าจะออกมาสีแสบสันเพียงใด ฉันอดอมยิ้มไม่ได้ พี่ๆหัวหน้าแผนกทั้งสามช่างประสานกลมเกลียวทั้งในเรื่องงานและที่นั่ง
ใครรู้บ้างว่างานออกแบบงานสร้างกำเนิดมาแต่ครั้งใด? โน่น ตั้งแต่เรื่องGone with the Wind ปี 1939 หรือพ.ศ.2482นู่นแน่ะ ภาพยนตร์ดังกล่าวเล่าเรื่องสงครามกลางเมืองของอเมริกาเขา กี่ร้อยปีล่วงมาล่ะ เมื่อจะต้องจำลองให้เหตุการณ์ดูสมจริงสมจังบนแผ่นฟิล์ม ตึกรามบ้านช่องหน้าตาเป็นอย่างไร เสาเกลี้ยงๆหรือประดับด้วยลูกไม้สลักเสลา การแต่งกายยังใส่กระโปรง 8 ชั้น 10 ชั้นกันอยู่ไหม คงถือกระเป๋าลูกปัดหรือสะพายย่ามรองเท้ายางหรือไม่ หน้าที่ออกแบบงานสร้างจึงถือกำเนิดนับแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นหน้าที่อันใหญ่หลวงนัก
อ๊ะๆ ตัวละครใส่เสื้อผ้าสีแสบสันกับบรรยากาศท้องนาท้องไร่ก็ใช่ว่าไม่สามารถเห็นร่วมกันได้ 'มนต์รักทรานซิสเตอร์'นั่นไง ประชุมFirst meetingเมื่อ 2 ปีก่อนก็เช่นนี้ ภาพของพี่ตือนำเสนอแบบเสื้อผ้ายังคงแจ่มชัด ฝ่ายพี่ตั้มก็ควักหนังสืออ้างอิงขึ้นมากางเต็มโต๊ะยังไม่เลือนจากความทรงจำ หนังสืออ้างอิงเล่มหนึ่ง เป็นแต่เพียงหนังสือเชิงสารคดีที่ฝรั่งผู้อยากรู้อยากเห็นความเป็นอยู่ของเพื่อนร่วมโลกจัดทำขึ้น ว่าด้วยเรื่องการดำรงชีวิตของชาวเผ่าพื้นเมืองแอฟริกัน ภาพเดิมๆที่เราเคยเห็นจนจดจำฝังสมองคงเป็นในทำนองชาวเผ่าที่บนหัวมีมุ่นมวยเสียบด้วยกระดูก กึ่งเปลือยนุ่งก็แต่ใบไม้ใบหญ้า ถือหอกถือหน้าไม้เข้าป่าล่าสัตว์ แต่สภาพปัจจุบันที่หนังสือเล่มนั้นนำเสนอชวนตื่นตะลึงนัก กลับเป็นป่าเขาเขียวขจีที่มีชนเผ่าดำมะเมื่อมในอาภรณ์แบรนด์เนม! เสื้อผ้ามียี่ห้อเหล่านั้นสีช่างแช๊ดตัดกับผิวพรรณของผู้สวมและช่างขัดกับบรรยากาศ เป็นของบริจาคจากประเทศเพื่อนร่วมโลกชาวฝรั่งผู้อยากรู้อยากเห็นนั่นเอง ทั้งโอเวอร์โค๊ท ถุงมือ หมวกไหมพรม กระทั่งจักรยานซึ่งประดิษฐ์จากกระป๋องโค้ก คุณไม่มีทางจินตนาการออกหรอก ต้องเห็นจากหนังสือเองว่าภูมิปัญญาชาวเผ่าน่ะเจ๋งขนาดไหน
พอพี่ตั้มวางหนังสือดังกล่าวบนโต๊ะ จู่ๆพี่ต้อมก็ปรี่เข้าหา จับมือถือแขนเชคแฮนด์ด้วยความดีใจราวกอร์บาชอฟพบเติ้งเสี่ยวผิงก็ไม่ปาน แล้วพี่ต้อมก็ควักอีกเล่มออกมาซึ่งเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน ทั้งคู่คิกคักที่ต่างเห็นพ้องกันโดยมิได้นัดหมาย ฉันฉงนคนเดียวเงียบๆ หนังสือมีเป็นล้านในโลก เจ้ากรรมจริง ทำไมโดนใจคนสองคนได้พร้อมกัน? ก่อนนี้ พี่ตั้มคงได้รับbriefและไปทำการบ้านมาล่วงหน้า พอเอามานำเสนอก็ถูกโจทย์อย่างที่ผู้กำกับต้องการ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเขาผู้นี้จะอยากเห็นบรรยากาศโดยรวมของหนังเป็นอย่างไร จะมืดทึมซึมเซาหรือสีสันจัดจ้านตัดกับสิ่งแวดล้อมปานไหน ทุกแผนกจะต้องทำให้ออกมาตามภาพฝันของชายผู้นี้ผู้เดียว คือผู้กำกับ
"ทุกคนได้รับสคริปต์กันหมดแล้วใช่มั้ยครับ" พี่ต้อมตั้งคำถามเสมือนเป็นการเริ่มFirst meetingของภาพยนตร์เรื่องLast Life in the Universe
รอยยิ้มหลายๆแห่งแทนคำตอบของทุกคน
"คงได้อ่านกันมาบ้างแล้ว…" พี่ต้อมสัพยอก
ต้องอ่านสิ อ่านจบแล้วด้วยแถมพกคำถามมาอีกกระบุงโกย สีหน้าสีตาของแต่ละคนบอกอย่างนั้น
"พี่ตั้มครับ สีโดยรวมของอพาร์ทเม้นท์พระเอกที่จะเป็นสีเทาน่ะ เป็นยังไงครับ?"
เทานกพิราป เทาควันบุหรี่ ฯลฯ มีตั้งหลายเทาแน่ะ ฉันคิดตาม
"นี่ครับ…" พี่ตั้มเปิดกรุมหาสมบัติซึ่งภายในบรรจุด้วยชิ้นกระเบื้องตัวอย่าง แต่ละอันกะจิดริดน่ารัก แถมยังมีสมุดตัวอย่างผ้าม่าน อัลบั้มวอลล์เปเปอร์ นึกตามนะ แทนที่ในอัลบั้มจะใส่รูปถ่ายกลับเป็นวอลล์เปเปอร์ขนาดพอสังเขป ทั้งกระเบื้อง ผ้าม่าน วอลล์เปเปอร์ต่างเรียงสีราวชะลอแถบรุ้งมาไว้ที่นั่น สวยขาดใจ พี่ตั้มนำเสนอโดยชี้ไปที่สีเทาสีหนึ่ง พี่ต้อมอ้าปากจะพูด
"นี่ป๋า ป๋าว่านางเอกควรแต่งฮิปๆหรือเป็นในแนวvintageดี?" พี่ตือถามขึ้น
"เดี๋ยวสิอีตือ ผู้ใหญ่เค้ากำลังคุยกัน" เสียงพี่ต้อมดังชัด
ฉันรู้ทันทีว่ากริยาที่ทำเป็นเอ็ดบวกกับน้ำเสียงราวฟ้าผ่านั้น กลับระคนไปด้วยความเอ็นดู พี่เขาสองคนอายุไล่เลี่ยกัน และก็ชอบขัดขาขัดคออย่างเอาสนุกทุกครั้งที่มีโอกาส พี่ตือรู้ว่าพี่ต้อมเขินที่ถูกเรียกว่าป๋า ก็จะเรียกอย่างนั้นติดปากจนกลายเป็นความเคยชินที่อยู่บนฐานความนับถือ ข้างพี่ต้อมก็จะขัดคอพี่ตือร่ำไป เพราะขัดคอทีไรพี่ตือก็จะงอนชั่วประเดี๋ยวแล้วก็หาย สามารถนำเสนอความคิดนู้นความคิดนี้ได้ต่อเรื่อยๆ อาการงอนคงจุดชนวนขำแก่พี่ต้อม อย่างนี้ไม่เรียกระคนเอ็นดูแล้วจะให้เรียกอะไร
"ดีครับพี่ตั้ม เทาอ่อนๆอย่างนี้แหละที่ผมอยากเห็น" พี่ต้อมหันไปรับรองกับพี่ตั้ม
"แต่เป็นในแนวvintageก็ดีนะป๋า เอาของเก่าๆมาประสมประสาน" แล้วพี่ตือก็หันมาพยักพเยิดกับฉัน "ไม่ใช่ของเน่าเก่าเก็บนะคุณฟะฟาฟิเน แต่เป็นของแคลสสิคที่ดูสมัยไหนๆก็ยังสวยอยู่ เช่น หมวกไหม กระเป๋าลูกปัด…"
"เอ๊ะ อีนี่ กำลังสรุปสีวอลล์เปเปอร์กันอยู่ดีๆ มึงก็มากระเป๋าลูกปัดอยู่ได้"
"เอ๊ ป๋านี่ ก็ชั้นอ่านบทจบแล้วอยากเห็นนางเอกออกมาเป็นรูปเป็นร่างยังไง จะแต่งเนื้อแต่งตัวสวยงามขนาดไหน ชั้นผิดเหรอ"
"พี่ตั้มครับ สักครู่นะครับ ให้อีนี่มันได้พูดๆซะ มันจะได้ไปๆพ้นหน้าเสียที"
พี่ตั้มอมยิ้ม
"เอ้า ว่ามา ยังไง? นางเอกจะแต่งฮิปปี้ยังไง" พี่ต้อมซัก
คราวนี้ถึงทีพี่ตือควักหนังสืออ้างอิงขึ้นมาบ้าง ทั้งโว้ก แอลล์ คอสโมถูกลำเลียงวางบนโต๊ะเป็นตั้งสูง พี่ตือเปิดหนังสือหน้าแล้วหน้าเล่าเสนอ พี่ต้อมพยักหน้าหงึกหงักคล้อยตาม
"นี่ป๋า ขออย่างนึงได้มั้ย"
"อะไร?"
"ป๋าช่วยแปลบทเป็นภาษาไทยหน่อยซี่ ชั้นจะได้อ่านให้ละเอียดอีกรอบ"
"อ้าว ก็เมื่อกี๊บอกว่าจบแล้ว"
"ก็มันเป็นภาษาอังกฤษน่ะ"
"มึงไม่ได้อ่านเลยใช่มั้ยอีตือ?"
"กูอ่านโว้ยอีป๋า อ่านแต่หัวๆแล้วให้ลูกน้องช่วยสรุปทั้งเรื่องให้ แต่ยังไงซะจะได้อรรถรสสู้อ่านภาษาไทยได้ยังไง"
"ไปเลยไปอีตือ ทำเป็นพูดโน่นพูดนี่ มึงอยากรีบทำให้เสร็จๆแล้วขอกลับก่อนใช่มั้ย"
"เออๆ กูไม่พูดแล้วก็ได้ พี่ตั้มฮะ เชิญพี่ตั้มได้ก่อนเลยฮ่ะ เดี๋ยวตือรอได้"
"หนอย ทำเป็นแม่พระ…"
ฉันก้มหน้าอ่านทบทวนบทภาษาอังกฤษในมือให้ถี่ถ้วนอีกสักรอบสองรอบในขณะที่ร่างสั่นเทิ้มเพราะพยายามกลั้นมิให้เสียงหัวเราะลอดออกไป
…
ฉันต้องอวดตัวบ้างล่ะ ว่าฉันนี่ขนาดคุณเป็นเอกยังว่าไว้ดังนี้ “รสนิยมคุณฟะฟาฟิเนมีมาตรฐาน” เหตุเพราะครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับพี่เขาในมนต์รักทรานซิสเตอร์ ชื่อภาพยนตร์ก็บอกอยู่แล้วว่าเกี่ยวพันกับเพลง โดยเฉพาะลูกทุ่ง พี่เขาเอ่ยพาดพิงเพลงไหน ส่วนมากฉันมักตามพี่เขาทัน บางทีฉันยังไม่แน่ใจ นึกซ้ายนึกขวาจะเจาะข้อมูลจากไหนดี นึกขึ้นได้ ฉันก็โทร.หารายการโทรทัศน์“บุปผาสวรรค์” ทางรายการก็แสนดีให้โอกาสฉันได้พูดคุยกับที่ปรึกษาของเขา ปริศนาของคุณเป็นเอกเช่น เพลงนี้ใครเคยร้องไว้? เพลงนี้ครูเพลงคนไหนเขียน? ก็กระจ่าง ขอขอบพระคุณคุณอาณรงค์ รอดเจริญ ที่ปรึกษารายการบุปผาสวรรค์ มา ณ ที่นี้
สำหรับหนังก็เช่นกัน แน่ล่ะที่ผู้กำกับภาพยนตร์ชอบดูภาพยนตร์ พี่ต้อมก็ไม่ต่างจากผู้อื่น สิ่งที่พี่เขาชอบพูดอยู่เสมอเมื่อมีเวลาว่าง อันดับแรกคือเรื่องเกี่ยวกับหนัง ถ้าฉันอยู่ในสภาการประชุมแห่งนั้น งานที่ทำอยู่ตรงหน้าจะถูกละโดยอัตโนมัติ แล้วนั่งหูผึ่งฟังพี่ต้อมเล่าถึงหนังที่เพิ่งไปดูมาในโรง หรือหนังเก่าที่พี่เขาได้ดูเป็นรอบที่สองที่สามจากเคเบิลทีวี แต่พบว่ามีสิ่งใหม่ชวนให้ขบคิด พี่เขาก็เอามาแถลงซะกลางวงเดี๋ยวนั้น
“วู้ดดี้ อัลเลนทำหนังเพลง แบบไม่ใช่หนังเพล๊งหนังเพลง…” หนังเพลงน่ะฉันเข้าใจ แต่หนังเพล๊งหนังเพลงล่ะ? น่าสนใจไหม ที่ผู้กำกับหนังแนวจริงจังฉีกกระแสแกมประชดเช่นคุณเป็นเอกพูดถึงหนังชวนรื่นรมย์
พี่ต้อมเห็นฉันเงยหน้าขึ้นพร้อมตาโตเบิ่ง ก็ขยายต่อ “…จู่ๆมันนึกจะร้อง มันก็ร้องขึ้นมาเฉยๆซะยังงั้น ดูไปผมกลับเห็นว่าเป็นธรรมชาตินะ หนังเพลงเรื่องอื่นมีเสียงดนตรีโหมมาก่อนเลย แล้วค่อยเข้าร้อง ดนตรีจบก็พอดีร้องเสร็จ แล้วหันกลับมาพูดกันต่อ เดี๋ยวร้องเดี๋ยวพูด ผมว่าตัวละครในหนังพวกนั้นดูไม่จริงใจ หน้าไหว้หลังหลอกยังไงไม่รู้”
“ตอนหนูอยู่เอ็กแซ็กท์ พี่บอยเคยแนะให้เห็นว่าในหนังเพลงนั้น การจะเชื่อมโลกแห่งความจริงที่คนพูดเป็นปกติ กับโลกแฟนตาซีที่คนพูดจากันด้วยเพลง ดนตรีเสมือนประตูให้สองโลกนี้ทะลุถึงกันได้ ดนตรีในที่นี้หนูหมายถึงช่วงอินโทร หรือช่วงที่มีเพลงคลอไปเรื่อยๆเพื่อรอรับท่อนร้อง พี่บอยเรียกรวมกันว่าprologue” ฉันสาธยายได้ยาวๆก็ด้วยการสังเกตที่หนังเพลงส่วนมากเป็นเช่นนั้น เปิดเรื่องมาเห็นทิวเขาลิบๆเขียวขจี ดนตรีก็กระหึ่มแล้วกระหึ่มอีก ภาพเข้าใกล้กว่านั้นจึงเห็นเป็นหญิงสาวผู้หนึ่ง กำลังหมุนตัวติ้วๆอย่างระรื่น ฉับพลันก็ร้อง “The hills are alive…”
แต่ตอนที่ฉันชอบที่สุด คือตอนที่สามแม่ชีจับกลุ่มวิจารณ์หญิงสาวผู้นั้น กำลังพูดกันอยู่ดีๆ มีดนตรีคลอขึ้นมานิด ก็ร้องเพลงใส่กันอย่างถึงพริกถึงขิง ได้อารมณ์โดยไม่ตะขิดตะขวง
“แต่ขนบในหนังเพลงที่คุณฟะฟาฟิเนพูดถึง วู้ดดี้ อัลเลนเค้าจับหลอมเป็นก้อนเดียว พูดก็พูดไป พอร้องก็ร้องเลย ผมเห็นว่ามนุษย์ที่ไหนก็ทำ ธรรมดาอย่างเราๆ คุยโทรศัพท์กับแฟนเสร็จ อารมณ์ดี เข้าครัวชงกาแฟ ชงไปก็ครวญเพลงหงุงหงิงตามไป ก็ดูมีเหตุมีผล”
ฉันมีปุจฉา-วิสัชนาเกี่ยวเนื่องเรื่องหนังอย่างนี้กับพี่ต้อมเนืองๆ จนพี่เขาพูดถึงรสนิยมของฉันดังที่เกริ่นนั่นแหละ คุณพอนึกตามได้แล้วสินะ ว่าผู้กำกับผู้นี้ทำหนังเพลงออกมา แต่ดูจริงจังได้สาระตามไปด้วยนั้น กลมกลืนขนาดไหน?
ในครั้งมนต์รักทรานซิสเตอร์อีกเช่นกัน พี่ต้อมตกลงใจจะให้เสียงร้องของพระเอกในเรื่องเป็นเสียงนักร้องลูกทุ่งมืออาชีพระดับคุณภาพ แต่ต็อก-ศุภกรณ์ กิจสุวรรณผู้รับบทพระเอก ไม่สามารถต้านทานความรู้สึกของตัวเองที่หลั่งไหลล้นพ้นสู่บทเพลงได้ ในเมื่อตลอดทั้งเรื่องก็เป็นเขาที่เข้าใจไอ้แผนมากที่สุด พูดให้ง่าย มีเพียงเขาที่เข้าถึงบทไอ้แผนที่สุด ไฉนเมื่อไอ้แผนจะร้องเพลงจึงเป็นเสียงคนอื่น?
ต็อก(ตัวจริง) ฟูมฟายคร่ำน้ำตาให้พี่ต้อมขบคิด จนพี่เขาไม่มั่นคงในความตั้งใจเดิมของตน รี่หาคนข้างกายคือพี่อ้อม ขอให้ช่วยไตร่ตรอง พี่อ้อมมาเล่าให้ฉันฟังหลังจากนั้นว่า “…พี่อ้อมครับ มาช่วยกันตัดสินใจหน่อย แล้วเอาคุณฟะฟาฟิเนมาช่วยกันฟังเพลงที่ไอ้ต็อกร้องด้วย ผมเชื่อรสนิยมของคุณฟะฟาฟิเน” หลังจากพี่อ้อมเล่าสิ่งที่พี่ต้อมพาดพิงถึงฉัน ฉันแสบหน้า เพราะหน้าบานคับซอย ตัวเบาเอามือแตะเมฆได้
ไม่นาน ภาพยนตร์เรื่องใหม่อีกเรื่องหนึ่งของพี่ต้อมก็ก่อร่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ถึงขั้นยังไม่ปิดกล้องเรื่องเดิมแต่บทภาพยนตร์เรื่องใหม่เสร็จอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว พี่ต้อมบอกฉันว่า “คุณฟะฟาฟิเน บทหนังเรื่องใหม่เสร็จแล้ว คุ่นเค้าเพิ่งส่งมาให้ผม สนใจจะลองอ่านมั้ย?” ฉันคิดในใจ อ๋อ นี่คงเป็นวิธีที่ผู้กำกับคนดังเช่นสปิลเบิร์ก หาทางพบปะเมอริล สตรีป รึไม่ก็แองเจลิน่า โจลี่ เพื่อชักนำมาเล่นหนังตน “…ช่วยอ่านหน่อย อยากรู้ว่าสนุกมั้ย” พี่ต้อมตบท้าย ฉันอ๋ออีกครั้ง พี่ต้อมแค่อยากหยั่งประชามติ ฉันเป็นแค่แบบสอบถาม มิใช่ดาราออสการ์แต่ประการใด
แต่ฉันก็มีโอกาสอ่านบทภาพยนตร์เรื่องนั้นในที่สุด อู้ฮู เป็นภาษาอังกฤษแน่ะ ฉันนึกต่อไปอีกว่า เอาดาราญี่ปุ่นมาเล่นเป็นพระเอก มิต้องมีบทภาษาญี่ปุ่นอีกหนึ่งฉบับหรือ? แล้วก็จริงดังคาด เพียงไม่นานพี่อ้อมก็กระวีกระวาดหาคนแปลบทออกมาอีก 2 ภาษา คือ ไทย และญี่ปุ่น ฉันนึกโมโหตัวเองสมัยอยู่รั้วมหาวิทยาลัย ไม่น่าไปกินเหล้าเล้ย ตอนนั้นฉันไขว่คว้าลงเรียนภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานเป็นวิชาเลือก ด้วยประทับใจภาพยนตร์ชุดทางทีวี ซามูไรพ่อลูกอ่อนเอย วิญญาณพยาบาทเอย หรือเรื่องอะไรก็ไม่รู้ที่ตัวเอกฝ่ายหญิงเอาแต่เล่นเปียโน ฉันยังไม่เต็มสิบขวบดีแต่ก็แก่แดดพอที่จะรู้ว่าเธอผู้นั้นหลงรักครูเปียโนผู้อายุอ่อน ที่เธอจ้างมาสอนลูกสาวตัวเอง! หนังญี่ปุ่นเป็นตอนๆเหล่านั้นจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เคร่งขรึมแต่ไม่เอื่อย ละไมในอารมณ์แต่บอกกล่าวชัดแจ้ง ค่อยๆเปลี่ยนภาพ ค่อยๆดำเนินเรื่อง ครานั้นฉันติดหนึบอยู่หน้าจอทีวี เพราะสถานีสุราษฎร์ธานีชอบฉายหนังดีๆเหล่านี้ดึกดื่น พ่อซึ่งนอนไปแล้วครู่ใหญ่ เดินหัวยุ่งลงมาจากเล่าเต๊ง แต่มีไม้เรียวมาด้วย ฉันวิ่งจู๊ดแทบไม่ทัน
บางคราว ฉันขอต่อรองกับไม้เรียวว่า ขอดูจนตัวอักษรโค้งๆขีดๆขึ้นมาก่อน เมื่อพ่อเห็นว่าเป็นในทางหนังสือหนังหาก็ใจอ่อน ยอมรอโดยเคาะสิ่งที่ถือในมือก็อกๆกำกับไปด้วย จนตัวอักษรโค้งๆขีดๆท้ายภาพยนตร์เหล่านั้นขึ้นมา ฉันจึงยอมให้พ่ออุ้มขึ้นนอน
ฉันมารู้ตอนโตว่าตัวอักษรโค้งๆขีดๆอ่านว่า ทซึ-ทซึ-คุ แปลว่า โปรดติดตามต่อไป และฉันก็เสียดายที่ไม่น่าไปเมาหัวราน้ำ จะได้ทำคะแนนวิชาภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้นให้มากพอ สามารถลงเรียนตัวถัดไปได้อีก และจะได้อ่านบทภาษาญี่ปุ่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ถูๆไถๆไปได้บ้าง เฮ้อ
มีบทถึง 3 ภาษาในกองถ่าย ดูอินเต๊อร์อินเตอร์นะคุณ พี่ต้อมเอ่ยถึง“คุ่น” ต้นตอความสนุกของภาพยนตร์Last Life in the Universe ใครๆก็รู้จักคุ่น เดี๋ยวนี้พ่อแม่ยุคใหม่มักอินเทรนด์ตั้งชื่อเล่นลูกสั้นๆไทยๆแต่เจ๋ง แนวลูกครึ่งประเภท น้องเปิ้ล น้องปีเตอร์ น้องนาเดีย น้องนาวิเกเตอร์ เริ่มขาดความนิยม ต้องน้องตุ่น น้องมด น้องปลวก รึถ้ามีลูกแฝด ก็น้องรัก น้องยม จึงจะดูเก่งกาจ เขียนหนังสือหนังหาได้รับรางวัลระดับประเทศ พี่ต้อมเล่าให้ฉันฟังว่า แนวเรื่องLast Lifeได้พูดคุยกับคุ่นมาเนิ่นนานแล้ว ส่วนรายละเอียดและความสนุกสนาน มาจากการเสกสรรของคุ่น หรือ“คุณปราบดา หยุ่น”ผู้นี้ผู้เดียว ภาพยนตร์นี้เป็นภาพยนตร์รัก มีพระเอกญี่ปุ่น และนางเอกไทย จะกลมเกียวสมัครสมานหวานชื่นเพียงใดเมื่อมีถึงสองนางเอก? คนพี่ชื่อน้อย คนน้องชื่อนิด พี่อ้อมบอกว่าอีกไม่นานLast Life in the Universeจะมีชื่อภาษาไทยด้วย ฉันก็เฝ้ารอ แล้วก็แสนทึ่งในกึ๋นของคุณปราบดาเมื่อเขาตั้งให้ว่า “เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล”
ได้ความหมายล้นปรี่ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องรักของคนชื่อน้อยกับนิด หรือ เรื่องรักจิ๊ดนึง แต่…มหาศาล คุณควรไปหาความหมายในภาพยนตร์เอาเองจ้ะ
ฉันอดปากไม่ได้ ราวกับให้หลวงพ่อคุ่นเจิมชื่อฉะนั้น
เพื่อนฉันคนนึง มักมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้ชายให้ฉันฟังเนืองๆ ไม่ว่าจากที่ทำงาน หรือประสบตามร้านอาหาร กระทั่งพบเจอข้างถนน ก็อยู่ในความคำนึงของเจ้าหล่อนหมด และล้วนเป็นในแนวโรมานซ์ทั้งสิ้น ตอนนี้เจ้าหล่อนสนใจอินเตอร์เหน็ทอยู่ “…ชั้นก็ไม่รู้ว่าเค้าaddชื่อชั้นในfriend listของเค้า พอชั้นon line เค้าเห็นปุ๊บ เค้าก็พุ่งมาคุยทันทีเลยแก” ฉันน่ะไม่ค่อยเข้าใจกรรมวิธีการใช้เครือข่ายใยพิภพเช่นเจ้าหล่อน นึกเห็นก็แต่มีหัวคนโผล่ออกมาจากคอมพ์ แล้วคุยกัน ต่อมาภายหลังฉันจึงเข้าใจแล้วว่า“คุยกันผ่านตัวหนังสือ” เธอพิมพ์มา ฉันพิมพ์ไป เธอพิมพ์หยอดคำหวานกลับมา ฉันพิมพ์ตอบโต้ พร้อมใส่สัญลักษณ์บอกอารมณ์ตัวเองเสร็จสรรพว่าเขินอาย …ทำนองนี้ นึกครึ้มฉันก็ลองกับเขาทีนึง แล้วพบว่า แสนจะเมื่อยนิ้ว เรื่องของตัวเองก็ยุ่งพออยู่แล้ว มัวมาเคลิ้มกับคำว่าmy sweetheart รึmy honey ทั้งๆที่ฉันก็แก่รุ่นแม่ไอ้เจ้าคนนั้น เอาเวลาไปนอนดีกว่า
นังเพื่อนคนนี้รู้ว่าฉันทำภาพยนตร์อยู่ เธอเปิดฉาก “…เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นเค้าon lineเลย ไม่รู้ไปไหน บางทีเห็นเค้าอยู่ห้องอื่น ชั้นพิมพ์เข้าไปทัก ก็ไม่พูดด้วย แกน่าเอาเรื่องของชั้นไปทำหนังนะ” ห้องที่ว่านี้ มิใช่ส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้าน แต่เป็นจุดหนึ่งจุดใดในเครือข่ายใยพิภพอันกว้างใหญ่ประหนึ่งห้วงมหรรณพ เจ้าหล่อนพบเจอ“เค้า”เข้า ก็คงดีใจตามประสา แต่ถ้าอยากให้ฉันเอาเรื่องมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ฉันคงตั้งชื่อว่า“เรื่องรักชวนหงุดหงิดมหาศาล”
ฉันเชื่อว่าพอLast Life in the Universeออกฉาย ชื่อภาคไทยต้องติดปากแพร่ไป จนหนังเรื่องอื่นอาจนึกตั้งชื่อไปในทำนองเดียวกัน เรื่องรักจับจิตมหาศาล เรื่องรักหวุดหวิดมหาศาล เรื่องรักสถิตย์มหาศาล ฯลฯ คุณอย่าลืม นามมงคลนี้มาจากหลวงพ่อคุ่นเชียวนะ
…