กรณีศึกษา
เรื่อง Acute bronchitis
ข้อมูลทั่วไป
ผู้ป่วย อายุ 12 ปี เพศหญิง เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ศาสนา พุทธ เรียนอยู่ชันประถมปีที่ 6 โงเรียนบ้านหนองพลอง
ที่อยู่ปัจจุบัน 102 ม. 11 บ้านปรางค์ ต. หินดาด อ. ห้วยแถลง จ. นครราชสีมา
เข้ารับการตรวจรักษาที่แผนกห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน วันที่ 15 พฤศจิกายน 2552 เวลา 07.25น.
รับไว้ในโรงพยาบาลห้วยแถลง วันที่ 15 พฤศจิกายน 2552 เวลา 09.10น.
อาการสำคัญ (CC)
ไข้ ไอ หายใจหอบ เป็นเมื่อคืน
ประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบัน (PI)
เมื่อคืนประมาณ 20.00 น.เริ่มมีอาการหายใจหอบ ไข้ ไอมีเสมหะเหลือง เจ็บคอ ไม่มีน้ำมูก ไม่อาเจียน ถ่ายปกติ ไม่มีเจ็บแน่นหน้าอก ปัสสาวะปกติ เป็นขณะนอนดูทีวีที่บ้าน ปฏิเสธการเดินทาง ปฏิเสธอุบัติเหตุ. ไม่มีแผล แขนขาไม่บวม
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
ปฏิเสธโรคประจำตัว ยังไม่เคยหอบ/ไม่เคยนอน รพ. ไม่เคยผ่าตัด
ประวัติการแพ้ยา
ปฏิเสธแพ้ยา
ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว
ผู้ป่วยอาศัยที่บ้านมีสมาชิกทั้งหมด 5 คนประกอบด้วย ตา ยาย พี่สาว 1 คน และผู้ป่วย
บิดา มารดา แยกทางกันอยู่ ในครอบครัวบิดามารดา ไม่มีโรคประจำตัว ไม่แพ้ยา ยายของผู้ป่วยเป็นเบาหวานรับยาที่ รพ. ห้วยแถลง
ผู้ป่วยปกติสุขภาพแข็งแรง ไม่มีมีโรคประจำตัว เวลามีไข้ หรือเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ จะไปตรวจที่ สถานีอนามัยบ้านหนองพลอง
ประวัติส่วนตัวและสุขนิสัย
ผู้ป่วยตื่นนอนเวลาประมาณ 6.00น. ตื่นมาล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ รับประทานอาหารเช้าเวลา 07.00น. หลังจากนั้นจะไปโรงเรียน เรียนหนังสือ และจะรับประทานอาหารกลางวันเวลา 12.00น. เลิกเรียนเวลา 16.00น.จะกลับมาบ้าน รับประทานอาหารเย็นเวลา 18.00น. (ข้าวจ้าว) หลังรับประทานอาหารเสร็จจะดูที่วี แล้วเข้านอนเวลาประมาณ 20.00น. นอนหลับปกติ ปฏิเสธใช้ยานอนหลับ.
การขับถ่ายผู้ป่วยถ่ายอุจจาระทุกวัน วันละ 1 ครั้งตอนเช้า ปัสสาวะวันละประมาณ 3-4 ครั้ง
การตรวจร่างกาย
General Appearance : Thai gril not pale no jaundice febrile mild dyspnea no cyanosis no dehydrate norpersonal hygiene.
Skin : Warm no pethichiae no edema no bleeding
Head : Normal shape no deformitry
Eyes : Normal conjunctiva not injection pupils 3 mm. React to right both eye
No FB no discharge
Ear : No discharge good hearing Earcanal not injection Ear drum no perporate
Nose : No septum deviation no perporate no discharge
Thorat : Normal oral cavity pharynx mark injected tonsils mild injection
Neck : Normal side no deforemities thyroids grand not enlarge
Lymphonde : No palpable lymph node
Chest : Normal shape tachypnea
Lung : wheezing and Rrhonchi Both lung , CXR perihilar infiltration BL , after NB 3 dose wheezing rhonchi
Heart : normal no murmur
Abdomen : Soft not tender no guarding no mass Bowel sound normal no distenced
Musculoskeletal :Muscle power grade 5 all.
Neurological sustem : Good consciousness motor function and sensation normal.
อาการและอาการแสดง (15 พฤศจิกายน 2552 )
07.25 น. แรกรับหายใจหอบ O2 sat=93 ฟัง lungs ; wheezing Both lungs ดูแลพ่นยา salbu 1cc.:NSS 3 cc.
07.50น. PR=140/min RR=46/min O2 sat=94 ใจเต้นแรง lunb:rhonchi Lt.lung,cause crepitation Rt.lung ดูแลให้นอนพัก on O2 Canular 4 lit /min ----> O2 sat=95 ให้ ยา para (500) 1 tab oral stat
08.00น.รับใหม่ผู้ป่วยต่อจากเวรดึกแรกรับรู้สึกตัวดี ยังมีอาการหายใจหอบเหนื่อย มีไข้ เพลีย lung: wheezing/rhonchi BL ดูแลให้นอนพัก on O2 canular 4 LPM rest at ER.
08.20น.แพทย์เวรตรวจผู้ป่วยยังมีอาการหอบเหนื่อย ใจเต้นแรง พิจารณาให้ NB berodual dose II and CXR.
08.50น.หลังพ่นยา 2 ครั้ง ผู้ป่วยยังหอบเหนื่อย lung SAME P130/min R 32/min O2 sat 95% NB berodual dose III
09.10น. แพทย์เวรตรวจซ้ำผู้ป่วยยังหายใจหอบเหนื่อย พิจารณาให้นอน รพ. ดูแล on5%DN/2 1000 ml V drip. ส่ง LAB. CBC CR E'lyte.ส่งรับยา
09.40น. ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง ยังมีอาการหายใจหอบเหนื่อย BT39C P130/min R40/min BP100/70 mmhg ย้าย ward โดยรถนอน on O2 canular with nurse
Problem lists
- ไข้ ไอ หายใจหอบ
S : ญาติและผู้ป่วยให้ประวัติว่า “เมื่อคืนประมาณ 20.00 น.เริ่มมีอาการหายใจหอบ ไข้ ไอมีเสมหะเหลือง เจ็บคอ ไม่มีน้ำมูก เป็นขณะนอนดูทีวีที่บ้าน”
O : Lungs ; wheezing Both lungs febrile BT 38.7 C P 93/min R 32/min mild dyspnea O2 sat 93 %
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์
Blood
BUN 6.9 (8-23)
Creatinine 0.7 (0.6-1.1)
Na 140 (137-145)
K 3.3 (3.5-5.1)
CL 104 (98-107)
CO2 24 (2-30)
CBC
WBC count 15700 (5000-10000)
RBC conut 5.58 (4.37-5.15)
Hb. 11.1 (12.45- 14.35)
Hct 32.3 (37.3-42.7)
MCV 57.9 (80-94)
MCH 19.9 (27-32)
MCMC 34.4 (31.2-36.5)
RDW 15.6 (11.1-15.2)
Platelet 444000 (140000-400000)
Neutrophil 86.8 (40-72)
Lymphocyte 7.5 (18-49)
Monocyte 5.8 (2-9)
Eosinophil 0.7 (0-8)
Basophil 0 (0-2)
การวินิจฉัยแยกโรค.
- ไข้
- หายใจหอบเหนื่อย
ไข้
สาเหตุของการเกิดไข้.
1. การติดเชื้อในร่างกาย (infection)……………………………………………………….
2. การอักเสบ (inflammatory).............................................................................................
3. แพ้ภูมิต้านทานร่างกายตัวเอง…………………………………………………………..
4............................................................................................................................................
ไอ หายใจหอบเหนื่อย
สาเหตุของการหายใจหอบเหนื่อย
- ระบบทางเดินหายใจ.......................................................................................................
- ระบบประสาท…………………………………………………………………............
- ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก…………………………………………………………….
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด............................................................................................
5 ระบบmetabolism ในร่างกาย.........................................................................................
จากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ผู้ป่วยน่าจะมีไข้จากสาเหตุจากการติดเชื้อในร่างกายจากระบบทางเดินหายใจ คือ Acute bronchitis
หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน(Acute bronchitis)
หลอดลมอักเสบ แบ่งเป็นชนิดเฉียบพลัน กับชนิดเรื้อรัง
ในที่นี้จะกล่าวถึงชนิดเฉียบพลันก่อนส่วนชนิดเรื้อรังได้แยกกล่าวไว้ในโรคที่
16 ต่างหาก หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน
เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งมักพบหลังเป็นไข้หวัด
หรือไข้หวัดใหญ่ ส่วนมากเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งจะมีอาการไอ มีเสมหะขาว
บางครั้งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะไอมีเสลดสีเหลืองหรือเขียว
นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการถูกสารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่,
ไอเสียรถยนต์,ฝุ่นละออง เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้มีอาการเรื้อรังได้
อาการ
มีอาการไอ ซึ่งจะเป็นมากตอนกลางคืน ระยะแรกจะไอแห้งๆ อาจมีเสียงแหบ
และเจ็บหน้าอกเพราะไอมาก 4 - 5
วันต่อมาจะมีเสมหะเหนียวเป็นสีขาว(เชื้อไวรัส)หรือขุ่นข้นเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว(เชื้อแบคทีเรีย)
ในเด็กอาจไอจนอาเจียน อาจมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีก็ได้
บางคนอาจมีอาการหอบหืดร่วมด้วยเรียกว่า หืดจากหลอดลมอักเสบ (Asthmatic
bronchitis)
สิ่งที่ตรวจพบ
ส่วนมากจะไม่พบสิ่งผิดปกติ บางคนอาจมีไข้
การใช้เครื่องฟังตรวจปอดอาจได้ยินเสียงหายใจหยาบ(coarse breath sourd)
หรือเสียงอึ๊ด (rhonchi) คนที่มีอาการหอบหืดร่วมด้วย
การฟังปอดอาจได้ยินเสียงวี้ด (wheezing)
อาการแทรกซ้อน
โรคนี้มักหายได้ภายใน 1 - 3 สัปดาห์แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน
ที่พบได้บ่อยได้แก่ หลอดลลมอักเสบเรื้อรัง , หลอดลมพอง , ถุงลมพอง
การรักษา
- แนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้มากขึ้นอย่าตรากตรำงานหนัก ควรดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อช่วยให้เสมหะออกได้ง่ายขึ้น,,ไม่ควรดื่มน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง อาจทำให้ไอมากขึ้น ควรงดสูบบุหรี่ อย่าอยู่ในที่ๆมีอากาศเสียหรือฝุ่นละอองมาก
- ให้ยาขับเสมหะ เช่น มิสต์แอมมอนคาร์บ ไม่ควรให้ยาแก้ไอชนิดกดการไอ เช่น ยาแก้ไอน้ำดำ ยาแก้ไอน้ำเชื่อม หรือยาที่เข้ายาแก้แพ้ หรือโคเดอีน (codine) เพราะจะทำให้เสลลดเหนียว ขากออกยาก และอาจอุดกั้นหลอดลมเล็กๆทำให้ปอดบางส่วนแฟบได้
- ยาปฏิชีวนะ ถ้าเสลดขาว(เกิดจากเชื้อไวรัสหรือการระคายเคือง) ไม่ต้องให้ ถ้าเสลดเป็นสีเหลืองหรือเขียว(เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย) ควรให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนวี ,แอมพิซิลลิน หรือ อีริโทรมัยซิน
- ถ้ามีอาการหอบหืด(ฟังเสียงปอดได้ยินเสียงวี้ด) ให้ยาขยายหลอดลม
- ถ้าไอนานเกิน 3 สัปดาห์ หรือมีไข้นานเกิน 1 สัปดาห์ หรือน้ำหนักลด ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องเอกซเรย์ ตรวจเสมหะ หาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุ
การรักษาในกรณีศึกษา
- Salbutamol NB 0.5%
- Berodual forte NB
- Paracetamol 500 mg 2 T opral prn fore fever or q 4-6 hr.
- Cef- 3 2 gms V drip OD
- Roxitromycin T 150 mg 1*2 O ac
- Oseltamivir T 75 mg 1*2 O pc
- Bromhexine T 8 mg 1*3 O pc
Paracetamol
ชื่อสามัญ Paracetamol(ชื่ออื่น)
รูปแบบยา ยาน้ำสำหรับรับประทาน
- ยานี้ใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการไข้และอาการปวดระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
ยานี้อาจใช้เพื่อรักษาโรคหรืออาการอื่นๆ ดังนั้นหากมีข้อสงสัยจึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
- ยานี้อยู่ในรูปแบบยาน้ำใช้สำหรับรับประทาน โดยทั่วไปรับประทานทุกๆ 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการปวด หรือใช้ยานี้ตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด โดยห้ามใช้ยาในขนาดที่มากหรือน้อยกว่าที่ระบุ และหากมีข้อสงสัยให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
- รับประทานยานี้ได้ทั้งก่อนหรือหลังอาหาร แต่ควรเหมือนกันทุกครั้งที่รับประทาน และควรรับประทานยาให้ตรงเวลาทุกครั้ง
- สำหรับทารกและเด็กเล็ก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยานี้
- สำหรับผู้ใหญ่ ห้ามรับประทานยานี้มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อครั้ง
- สำหรับผู้ใหญ่ ห้ามรับประทานยานี้มากกว่า 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน
- สำหรับผู้ใหญ่ ห้ามรับประทานยานี้ติดต่อกันเกิน 5-10 วัน
- สำหรับเด็ก ห้ามรับประทานยานี้ติดต่อกันเกิน 3-5 วัน
- ห้ามรับประทานยานี้มากกว่าหรือน้อยกว่า หรือบ่อยกว่าที่แพทย์สั่งให้ใช้
- การรับประทานยานี้มากกว่าหรือบ่อยกว่าที่แพทย์สั่งให้ใช้อาจเป็นอันตรายต่อตับ
- เขย่าขวดก่อนการใช้แต่ละครั้ง
- ควรใช้ภาชนะหรือเครื่องตวงที่ให้มากับยานี้ในการตวงปริมาตรยา
ไม่ควรผสมยานี้กับนมหรืออาหารสำหรับเด็ก
สิ่งที่ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบ
- ประวัติการแพ้ยา paracetamol หรือยาอื่นๆ
- ยาอื่นๆ ทั้งยาที่แพทย์สั่งจ่ายและยาที่ใช้เอง วิตามิน อาหารเสริม และยาสมุนไพร ที่ท่านใช้อยู่ในขณะนี้หรือกำลังจะใช้
- การตั้งครรภ์ การวางแผนในการตั้งครรภ์ หรือการให้นมบุตร
- ประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากๆ หรือบ่อยๆ และ/หรือประวัติการเป็นโรคพิษสุรา (alcoholism)
- การมีหรือเคยมีความผิดปกติของการทำงานของตับ เป็นหรือมีประวัติเคยเป็นโรคตับ
- โรค ภาวะ หรืออาการทางการแพทย์อื่นๆ ที่มี เช่น ภาวะ phenylketonuria (PKU)
อายุหรือวัยของผู้ใช้ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ในกรณีที่เป็นทารกหรือเด็กเล็กควรบอกน้ำหนักตัวแก่แพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบด้วย
ทำอย่างไรหากลืมรับประทานยาหรือใช้ยา
- โดยทั่วไปยานี้ใช้เฉพาะเมื่อมีอาการปวดเท่านั้น หากรับประทานยาไปครั้งหนึ่งแล้วอาการปวดลดลงหรือหายไป ก็ไม่ต้องรับประทานยาครั้งต่อไป (การลืมรับประทานยาจึงไม่เป็นอันตราย) แต่หากยังมีอาการปวดอยู่ สามารถรับประทานยานี้ได้ทุก 4-6 ชั่วโมงและไม่ควรเพิ่มขนาดการใช้ยาในครั้งต่อไป
หากแพทย์สั่งให้ใช้ยานี้เป็นประจำทุก 4-6 ชั่วโมง ถ้าลืมรับประทานยา ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าเป็นเวลาที่ใกล้กับมื้อต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานยามื้อต่อไปเลยโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า
อาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
-
อาการอันไม่พึงประสงค์ที่ต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที
- มีอาการแพ้ เช่น ผื่นคัน ผื่นลมพิษ บวมตามอวัยวะต่างๆ เช่น ใบหน้า คอ ตา ริมฝีปาก ลิ้น มือ แขน น่อง ขา ข้อเท้า หายใจหรือกลืนลำบาก มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ มีไข้ เจ็บคอ เสียงแหบ ปัสสาวะลำบากหรือมีปริมาณเปลี่ยนแปลงไป มีเลือดออกหรือมีรอยช้ำอย่างผิดปกติ อ่อนเพลียหรือไม่มีแรงอย่างผิดปกติ ตาหรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างผิดปกติ
ปวดศีรษะ ปวดหรือไม่สบายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
- เก็บยานี้ในภาชนะบรรจุเดิมที่บรรจุมา ปิดภาชนะให้สนิท และเก็บให้พ้นมือเด็ก
- เก็บยานี้ที่อุณหภูมิห้องระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส เช่น บริเวณที่ถูกแสงแดดโดยตรง และไม่เก็บยาในบริเวณที่เปียกหรือชื้น ทิ้งยานี้เมื่อยาหมดอายุ
Salbutamol
ชื่อสามัญ Salbutamol
ชื่อการค้า Asmasal, Bronchosol, Butamol, Ventolin, Salmol
ทำไมต้องใช้ยานี้
บรรเทา และ เปิดทางเดินอากาศไปที่ปอด ทำให้การหายใจสะดวกขึ้น
ช่วยบรรเทาหอบหืดเฉียบพลัน และบรรเทาอาการหายใจไม่ออกจาก
โรคหลอดลมอักเสบ โรคถุงลมโป่งพอง และ โรคปอด ใช้ป้องกันการหายใจลำบาก
การหดเกร็งของหลอดลม เมื่อมีการออกกำลังกาย
Pharmacokinetics
Peak effect : Oral: 2-3 ชั่วโมง Nebulization/oral inhalation: เกิดขึ้นภายใน 0.5-2 ชั่วโมง
Duration of action: Oral: 4-6 ชั่วโมง Nebulization/oral inhalation: 3-4 ชั่วโมง
Metabolism : เกิดขึ้นที่ตับ กลายไปเป็น inactive sulfate ;อีก 28%
จะพบในปัสสาวะในรูปของ unchanged drug
Half life : Oral: 2.7-5 ชั่วโมง Inhalation: 3.8
ชั่วโมง
Elimination : 30% พบใน urine ในรูปของ unchanged drug
วิธีใช้ยา
- ให้ 2-4 ครั้งต่อวัน โดยให้โดยการรับประทาน
- ถ้าให้โดยทางยาพ่น จะให้ทุก 4-6 ชม.
- ใช้ 15 นาที ก่อนการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันปัญหาของการหายใจ โดยปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด
- ยาพ่นจะเริ่มได้ผลภายใน 5-15 นาที และ จะมีการออกฤทธิ์ได้เป็นเวลา 3-4 ชม.
คำแนะนำระหว่างใช้ยา
- ยาพ่น ต้องทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ และถ้ายาหมดประสิทธิภาพ หรือ คุณมีอาการแย่ลง ให้พบแพทย์ทันที
- ไม่ควรใช้ยาในขนาดที่เพิ่ม หรือ บ่อยมากขึ้น เพราะทำให้เกิดอันตายได้
- เวลาจะเดินทาง ต้องเอายาไปด้วยทุกครั้ง
อาการข้างเคียงของยา
การรับรสไม่ปกติ ปากและคอแห้งหรือระคายเคือง จากการใช้ยาพ่น แก้โดยการให้กลั้วปากด้วยน้ำ
ตัวสั่น อาการตื่นเต้น นอนไม่หลับ คลื่นไส้ เสียงแหบ ไอ ให้พบแพทย์ถ้าอาการเหล่านี้รุนแรงหรือยาวนาน
หายใจลำบากมากขึ้นจากการใช้ยาพ่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ให้หยุดใช้ยาและพบแพทย์
คำเตือนและข้อควรระวัง
ก่อนใช้ยาตัวนี้ ให้บอกแพทย์ก่อนว่า คุณเป็น หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ต่อมธัยรอยด์ overactive, โรคลมชัก หรือ โรคเบาหวาน
ยาตัวนี้ มีผลกระทบถึงการตอบสนองของคุณต่อยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคหวัด ยา MAO inhibitors (isocarboxazid, phenelzine และ tranylcypromine) ยากดระบบประสาท หรือยาโรคหอบหืด และ beta-blockers (atenolol, carteolol, esmolol, labetalol, metoprolol, nadolol, propranolol, sotalol และ timolol
การเก็บรักษา
เก็บในภาชนะปิดสนิท และเก็บให้พ้นมือเด็ก เก็บในอุณหภูมิห้องถ้าเป็น syrup อาจเก็บในตู้เย็นได้ แต่ถ้าเป็นยาพ่น ไม่ควรเก็บในตู้เย็น หรือ ใกล้ความร้อน
Roxithromycin
ชื่อสามัญ Roxithromycin
- รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคทอลซิลอักเสบ โรคไซนัสอักเสบ โรคหลอดลมอักเสบ โรคปอดอักเสบ การติดเชื้อที่ผิวหนัง เป็นต้น
อาจใช้เพื่อรักษาโรคหรืออาการอื่นๆได้ ดังนั้นหากมีข้อสงสัยควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
- ยานี้ใช้สำหรับรับประทาน สำหรับผู้ใหญ่ขนาดยาโดยทั่วไปรับประทานวันละ 300 มิลลิกรัม อาจแบ่งรับประทานวันละ 1-2 ครั้ง สำหรับเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 40 กิโลกรัม ขนาดยาโดยทั่วไปรับประทาน 150 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง หรือให้ใช้ยานี้ตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด โดยห้ามใช้ยาในขนาดที่มากหรือน้อยกว่าที่ระบุ และหากมีข้อสงสัยให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
- ควรรับประทานก่อนอาหาร 15 นาทีหรือหลังอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
- รับประทานยานี้จนจบช่วงการรักษา แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
- ห้ามใช้ร่วมกับยารักษาไมเกรนในกลุ่ม ergot alkaloids เช่น Migral, Cafergot, Ergodryl, Dihydergot เป็นต้น
- ยานี้อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะได้ ควรระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ
สิ่งที่ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบ
- ประวัติแพ้ยา roxithromycin, azithromycin,clarithromycin, erythromycin หรือยาอื่นๆ
- ใช้หรือกำลังจะใช้ ยาอื่นๆ ทั้งยาที่แพทย์สั่งจ่ายและยาที่ใช้เอง วิตามิน อาหารเสริม และสมุนไพร
- ตั้งครรภ์ วางแผนจะตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร มีหรือเคยมีโรคไต โรคตับ
ทำอย่างไรหากลืมรับประทานยาหรือใช้ยา
โดยทั่วไปถ้าลืมรับประทานยา ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าเป็นเวลาที่ใกล้กับมื้อต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานยามื้อต่อไปเลยโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า
อาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
-
อาการอันไม่พึงประสงค์ที่ต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที
- อาการแพ้ เช่น ผื่นที่ผิวหนัง ผื่นคันหรือลมพิษ หน้าบวม ปากบวม หรือลิ้นบวม ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการกลืนลำบาก หรือหายใจลำบาก ท้องเสียอย่างรุนแรง ปวดเกร็งท้อง
Oseltamivir
ยานี้ใช้สำหรับ
- ใช้ในการรักษาไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยผู้ใหญ่และเด็กที่อายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป (ตามเอกสารกำกับบยาที่ขึ้นทะเบียนในไทย)
- ใช้ในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ใหญ่และวันรุ่นอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป (ตามเอกสารกำกับบยาที่ขึ้นทะเบียนในไทย)
ในขณะนี้ oseltamivir เป็นยาที่แพทย์ใช้สำหรับไข้หวัดใหญ่ (H3N2) ไข้หวัดนก (H5N1) และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1)
ชื่อการค้า
- Tamiflu
- GPO-A-Flu
รูปแบบยา
- ยาเม็ดแคปซูล 75 mg
- ยาผงแห้งสำหรับผสม 12 mg/ml
วิธีการใช้ยา และขนาดสำหรับการรักษา (ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมโรค สหรัฐอเมริกา)
- ผู้ใหญ่และเด็กอายุ 13 ปีขึ้นไป
รับประทานในขนาด 75 mg วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน การรักษาควรเริ่มให้ภายใน 2 วันแรก หลังจากผู้ป่วยเริ่มปรากฏอาการ
- ในผู้ป่วยเด็กอายุ 1-12 ปี
ขนาดยาขึ้นกับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย
- การใช้ยาในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี
ข้อมูลความปลอดภัยในการใช้ยา oseltamivir ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปียังมีไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงและเสียชีวิตสูงจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เป็นไปได้ว่าการรักษาด้วย oseltamivir อาจได้ประโยชน์
- การใช้ยาในสตรีมีครรภ์
คณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกาจัดให้ oseltamivir อยู่ใน pregnancy category C ซึ่งบ่งชี้ว่ายังไม่มีการศึกษาทางคลินิกเพื่อประเมินความปลอดภัยของยานี้ในสตรีมีครรภ์ ดังนั้นการใช้ยานี้จึงต้องชั่งน้ำหนัก
ระหว่างประโยชน์ที่จะได้รับกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานการเกิดผลข้างเคียงในคนที่ใช้ยานี้ระหว่างตั้งครรภ์รวมถึงเด็กที่เกิดมา
ถ้าไม่สามารถกลืนยาเม็ดได้ทำอย่างไร
ถ้ากลืนยาไม่ได้แนะนำให้ใช้ยาน้ำแทน แต่ถ้าไม่สามารถหายาน้ำได้ สามารถแกะแคปซูลผสมกับน้ำหวานทดแทนได้
การเตรียมยา oseltamivir ชนิดผงแห้งสำหรับผสม
ยาชนิดผงแห้งสำหรับผสมอาจเตรียมให้โดยเภสัชกร
- เขย่าให้ผงยากระจายตัว
- ตวงน้ำ 23 มิลลิลิตร โดยอุปกรณ์ตวงที่เที่ยงตรง
- เติมน้ำลงไปทั้งหมดเขย่าขวดนาน 15 วินาที
- เขย่าขวดก่อนใช้ยาทุกครั้ง
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือ คลื่นไส้ อาเจียน โดยปกติจะไม่รุนแรงและจะเกิดอยู่ในช่วง 2 วันแรกของการรักษา การรับประทานยาร่วมกับอาหารจะช่วยการเกิดผลข้างเคียงนี้ ผลข้างเคียงอื่นที่พบได้บ่อยในเด็ก ได้แก่ ปวดท้อง เลือดกำเดาไหล มีปัญหาเกี่ยวกับหู ตาแดง ผลข้างเคียงในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบยัง