แนวคิดเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจนอกระบบ


เศรษฐกิจนอกระบบ

แนวความคิดเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจนอกระบบนั้น เริ่มจาก นักมานุษยวิทยาทางด้านเศรษฐศาสตร์ชื่อ เคธ ฮาร์ต (Keith Hart) เดินทางไปศึกษาเกี่ยวกับแรงงานของสำนักงานองค์การแรงงานสากล (International Labor Office) เขาได้พบข้อแตกต่างระหว่างสิ่งที่การศึกษาแบบอังกฤษให้แก่เขา กับประสบการณ์ตรงที่เขาประจักษ์อยู่เบื้องหน้าจากตลาดแรงงานในเมืองในทวีปแอฟริกา ซึ่งได้สะท้อนออกมาในรายงานที่เขานำเสนอสำนักงานแรงงานสากล (ค.ศ.1973) เขาได้สร้างแบบจำลองแหล่งรายได้ 2 ทาง ของแรงงานในเมือง ทางหนึ่งจากค่าจ้างแรงงาน อีกทางหนึ่งจากการจ้างงานตนเอง (Self-employment) ซึ่งมีขอบเขตและพลวัตรกว้างขวางกว่า “เด็กขัดรองเท้าและคนขายไม้ขีดไฟ” ที่เขาเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ไม่ได้มีการแจงนับหรือบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ (เศรษฐกิจใต้ดิน, 2546)

ต่อมาแนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจนอกระบบ” ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และมีการศึกษากันทั่วโลกทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว ตลอดจนประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Countries) จนถึงมีการสอนในมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น มีรายวิชาที่ว่าด้วยอาชญากรรมและเศรษฐกิจนอกระบบ (Crime and Informal Economy) และมีการเรียกชื่อกันไปต่างๆ

อะเลจันโดร พอร์ตส์ (Alejandro Portes) และ วิลเลียม ฮอลเลอร์ (William Haller) นักวิชาการที่มีชื่อเสียงด้านการศึกษาเศรษฐกิจนอกระบบ มีความเห็นว่า เมื่อสำนักงานแรงงานสากลรับแนวคิดเศรษฐกิจนอกระบบมาแล้ว ก็ได้ทำให้แนวคิดนี้มีลักษณะตายตัวหรือมีด้านเดียว นั่นคือทำให้เรื่องเศรษฐกิจนอกระบบสัมพันธ์เป็นอันเดียวกับความยากจน และเศรษฐกิจนอกระบบถูกตีความว่า เป็น “วิถีเมืองทางการปฏิบัติ” (urban way of doing things) ที่มีลักษณะเด่นคือ

  1. สามารถเข้ามาทำได้ง่ายโดยไม่มีเครื่องกีดขวางทางทักษะ เงินทุน และการจัดตั้ง
  2. เป็นรูปแบบที่ครอบครัวเป็นเจ้าของ
  3. เป็นการประกอบการขนาดเล็ก
  4. เป็นการผลิตที่ใช้แรงงานมากและเทคโนโลยีที่ล้าสมัย
  5. มีตลาดที่ไม่ได้จัดระเบียบและการแข่งขันสูง
  6. มีระดับผลิตผลต่ำ และความสามารถในการสะสมทุนต่ำ สำนักงานแรงงานสากลมักเห็นว่าการจ้างงานในภาคนอกระบบเป็นการจ้างงานต่ำระดับ (Underemployment) เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนงานที่ไม่สามารถเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ได้ นั่นทำให้เศรษฐกิจนอกระบบมีความหมายด้านลบไปอย่างน้อยในระยะต้น

เศรษฐกิจนอกระบบ ได้ขยายตัวในทุกภูมิภาคในโลก ในช่วง 20 ปีนี้ ทำให้องค์การต่างๆ ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ เป็นต้น ได้มีการปรับเปลี่ยนท่าทีใหม่ต่อเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น ในการสัมมนาสมัชชาการจ้างงานโลก 2001 ขององค์การแรงงานสากล มีการยอมรับปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ-สังคมนี้มากขึ้น เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างเศรษฐกิจใต้ดินกับเศรษฐกิจทางการ พร่ามัวกว่าเดิม และเมื่อได้มีการศึกษาในเชิงลึก พบว่าเศรษฐกิจนอกระบบยังหมายรวมถึง

  1. การหลีกเลี่ยงภาษี โดยเฉพาะในประเทศที่มีอัตราภาษีสูง ส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้วซึ่งต้องมีภาระด้านสวัสดิการทางสังคม รวมทั้งข้อเรียกร้องทางสิ่งแวดล้อมสูง เป็นเหตุจูงใจให้ผู้ประกอบการพากันหลบเลี่ยงภาษี เพื่อให้มีกำไร และสามารถอยู่รอดต่อไป
  2. การทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งในวงราชการและกลุ่มบรรษัท หากเป็นในประเทศกำลังพัฒนามักเน้นการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งบ่อยครั้งรับสินบนและค่านายหน้าจากบรรษัทข้ามชาติ หากเป็นในประเทศพัฒนาแล้วมักเน้นการคอร์รัปชั่นในกลุ่มบรรษัท โดยเฉพาะการให้สินบนและการล็อบบี้ของบรรษัท
  3. องค์กรอาชญากรรม โดยเฉพาะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ตามกระแสโลกาภิวัตน์ จนกระทั่งขึ้นมาท้าทายอำนาจของกลุ่มบรรษัทข้ามชาติในระดับที่แน่นอน รายงานของโครงการพัฒนา (UNDP) ฉบับปี 1999 ระบุว่าองค์กรอาชญากรรมได้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหญ่ปีละถึงราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (วอชิงตันโพสต์,2003 : อ้างในเศรษฐกิจใต้ดิน, 2546)

 

ในประเทศไทย ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเศรษฐกิจนอกระบบไว้ดังต่อไปนี้ “เป็นการทำกินเล็กๆ น้อยๆ ของครัวเรือนในชนบท ชาวนาไทยที่มีรายได้น้อย แต่ดำรงชีพอยู่ได้ก็โดยอาศัยการทำกินที่อยู่นอกระบบหรือทางการไม่ได้บันทึกไว้ เช่น การจับปลาตามหนอง การเก็บผัก การหาของป่า และอื่นๆ ในปัจจุบัน ความเป็นจริงนี้ก็ยังคงดำรงอยู่ไม่น้อย แม้ว่าระบบตลาดไปแทรกซึมลึกลงไปในพื้นที่ที่ห่างไกลมากขึ้น

การที่สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เป็นแหล่งที่มาของรายได้ของชุมชนชาวบ้านในชนบททำนองนี้จึงน่าจะเป็นคำอธิบายหนึ่ง ที่ว่าเหตุใดชุมชนชาวบ้านในหลายพื้นที่ จึงได้ต่อสู้พิทักษ์รักษาสภาพแวดล้อมอย่างเอาจริงเอาจัง และกลายเป็นความขัดแย้งแบบรุนแรงได้ง่าย หากมีการจัดการอย่างไม่เหมาะสม” (ธุรกิจนอกกฏหมาย ความผิดมูลฐานและการฟอกเงิน, 2547)

เฟจ (Edgar Feige., 1990 : อ้างในเศรษฐกิจใต้ดิน, 2546) ให้คำจำกัดความของเศรษฐกิจนอกระบบ โดยเทียบเคียงกับสถาบันบริหารหรือรัฐไว้ว่า “การปฏิบัติต่างๆ ของตัวแทนทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ยอมยึดถือตามกฏระเบียบของสถาบัน หรือถูกปฏิเสธการคุ้มครองจากสถาบัน” นอกจากนั้นยังได้จำแนกเศรษฐกิจนอกระบบไว้ 4 ประเภทได้แก่

  1. เศรษฐกิจที่ผิดกฏหมาย (Illegal Economy) ได้แก่การผลิตและการกระจายสินค้าที่ถือว่าผิดกฏหมาย เช่นการค้ายาเสพติด โสเภณี และบ่อนเถื่อน
  2. เศรษฐกิจที่ไม่ได้รายงาน (Unreported Economy) เป็นการปฏิบัติเพื่อเลี่ยงกฏระเบียบทางการเงิน ไม่ได้รายงานรายได้ที่ต้องเสียภาษีในช่องแบบฟอร์มเสียภาษี
  3. เศรษฐกิจไม่ได้ลงรายการ (Unrecorded Economy) เป็นกิจกรรมที่ปิดบังการลงรายการตามที่รัฐบาลกำหนด ดังนั้น จึงทำให้จำนวนเงินที่ควรปรากฏในบัญชีประชาชาติกลับไม่ได้ปรากฏ
  4. เศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ได้แก่ เศรษฐกิจที่ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามที่กฏหมายได้ระบุไว้ เช่นทะเบียนการค้า ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน และระบบประกันสังคม เป็นต้น

 

ในส่วนนี้  วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร  (2548) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำจำกัดความนี้ก็มีความซ้ำซ้อนกันในตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ไม่ได้รายงาน กับเศรษฐกิจที่ไม่ได้ลงรายการ และยังมีปัญหาในการขีดเส้นแบ่งระหว่างถูกกับผิดกฏหมาย เนื่องจากแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน บางประเทศยอมรับโสเภณีที่จดทะเบียนว่าถูกกฏหมาย บางประเทศถือว่าอาชีพโสเภณีทั้งหมดผิดกฏหมาย

 

เอกสารอ้างอิง

ข่าวสารทิศทางประเทศไทย.  เศรษฐกิจใต้ดิน : การงอกงามใต้ร่มเงาโลกาภิวัฒน์. กรุงเทพฯ : 2546 

วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร. สาระสำคัญของเศรษฐศาสตร์. กรุงเทพฯ : แสงดาว. 2548

หมายเลขบันทึก: 314735เขียนเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2009 00:23 น. ()แก้ไขเมื่อ 19 มิถุนายน 2012 10:42 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี