ส่งงานอาจารย์

เรียนอาจารย์  กว่าหนูจะส่งงานได้  งงอยู่นานมากค่ะ

คำถาม  จากการอ่านงานวิจัย  มีข้อสงสัยว่าคำว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  กับคำว่าไม่มีนัยสำคัญ  หมายความว่าอย่างไร  แตกต่างกันอย่างไร

สรุปงานวิจัย

สรุปการอ่านงานวิจัย

เรื่อง  บทบาทในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา 

สหวิทยเขตบวรวิทย์บางปะกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1

ผู้วิจัย   อำนวย  คงสาคร

ความสำคัญของปัญหา

            ปัญหาในการบริหารและการจัดการในเรื่องของการศึกษาที่ได้มาตรฐานและการปรับเปลี่ยนการศึกษารูปแบบการศึกษาให้ทันต่อการปฏิรูปการศึกษาการมีศักยภาพในการเป็นผู้นำทางการศึกษา  ผู้นำทางวิชาการ การพัฒนางานเชิงระบบ การส่งเสริมขวัญและกำลังใจ  การพัฒนาบุคลากร  การจัดการศึกษาให้ดีมีมาตรฐานและการพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้  ผู้บริหารต้องมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนการสอน และการพัฒนาองค์กรให้เกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้างองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อันจะทำให้องค์กรนั้นมีประสิทธิภาพ  และประสิทธิผลในการดำเนินงานสู่ความเป็นสากล

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1.  เพื่อศึกษาบทบาทในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตบวรวิทย์บางประกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1
  2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบบทบาทในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา  สหวิทยาเขตบวรวิทย์บางประกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1จำแนกตามประสบการณ์การบริหาร  และขนาดของโรงเรียน

 

 

 

ความสำคัญของการวิจัย

  1.  ผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตบวรวิทย์บางประกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1  ได้ทราบถึงบทบาทในการบริหารงานโรงเรียนเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา  ตนเองให้เป็นผู้ประสบความสำเร็จทางการบริหาร
  2. เป็นข้อมูลนำไปพัฒนาโรงเรียนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

สมมุติฐานของการวิจัย

  1.  ผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตบวรวิทย์บางประกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1  มีบทบาทในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้  จำแนกตามประสบการณ์การบริหาร  และขนาดของโรงเรียนมีความแตกต่างกัน

ขอบเขตของกาวิจัย

  1.  ศึกษาบทบาทในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา  สหวิทยาเขตบวรวิทย์บางประกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1 ตามแนวคิดของเซงเก  5  ด้านดังนี้
    1. ความรอบรู้ตัวแห่งตน  (Personal  Mastery)
    2. แบบแผนความคิดอ่าน  (Mental  Models)
    3. การมีวิสัยทัศน์ร่วม (Shared  Vision)
    4. การเรียนรู้เป็นทีม (Team Learning)
    5. ความคิดเชิงระบบ (System  Thinking)

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

  1.  ประชากร  ครูผู้สอนในสหวิทยาเขตบวรวิทย์บางประกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1
  2. กลุ่มตัวอย่าง  ครูผู้สอนในสหวิทยาเขตบวรวิทย์บางประกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1 ปีการศึกษา  2548  จำนวน 146 คน  ตามเกณฑ์กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของ เครจซี่และมอร์แกน (Krejcie&Morgan,1970pp  607-610)

วิธีการดำเนินการวิจัย

ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรต้น  ได้แก่

  1.  ประสบการณ์การบริหาร  แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม  ได้แก่ผู้บริหารที่มี  ประสบการณ์การบริหารน้อย   กับ ประสบการณ์การบริหารมาก
  2. ขนาดของโรงเรียน  แบ่งออกเป็น  2 ขนาด  ได้แก่  ขนาดกลาง  และขนาดใหญ่

ตัวแปรตามได้แก่

  1.  ความต้องการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน 5 ด้าน  ได้แก่

-                    ด้านความรอบรู้แห่งตน

-                   ด้านแบบแผนความคิดอ่าน

-                   ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม

-                   ด้านการเรียนรู้เป็นทีม

-                   ด้านความคิดเชิงระบบ

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถาม เกี่ยวกับสถานภาพของผู้บริหารโรงเรียน  ได้แก่  ขนาดโรงเรียน และประสบการณ์ในบริหารงาน  เป็นแบบสำรวจรายการ(Checklist)  จำนวน  2 ข้อ

ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมบริหารโรงเรียนโดยอาศัยแนวคิดของเซงเก  (Senge,1990) และมาร์คสวอร์ด (Marquardt,1996) 5 ประการ คือ ความคิดเชิงระบบ  ความรอบรู้แห่งตน  การมีวิสัยทัศน์ร่วม  แบบแผนความคิดและการเรียนรู้ของทีมเป็นแบบสอบถาม  มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ  จำนวน 50 ข้อ

โดยเรียงลำดับจาก มากที่สุด  มาก  ปานกลาง  น้อย  น้อยที่สุด

การสร้างเครื่องมือในการวิจัย

  1.  ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับคุณสมสมบัติ  คุณลักษณะ  พฤติกรรมการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหาร
  2. ศึกษาข้อมูลต่างๆจากโรงเรียนดีเด่น  เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม
  3. สร้างแบบสอบถามให้ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริหารองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารใน 5 ด้าน  ภายใต้คำแนะนำของอาจารยี่ปรึกษา
  4. นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นไปให้ผู้ทรงคุณวุฒตรวจสอบความเที่ยงตรง
  5. นำแบบสอบถามที่ได้จากผู้ทรงคุณวุฒิ มาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขและขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา  เพื่อปรับปรุงแบบสอบถามให้ถูกต้อง
  6. นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว  ไปทดลองใช้ (Try Out) กับครูที่ไม่ใช้กลุ่มตัวอย่างนำมาหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อ(Discrimination) โดยใช้ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน(Pearson)ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวมทั้งฉบับ(Item –Total Correlation)อยู่ระหว่าง.35 – .88
  7. นำแบบสอบถามที่มีค่าอำนาจจำแนกแต่ละข้อ  ตั้งแต่ . 20 ขึ้นไป มาหาค่าความเชื่อมั่น(Reliability)ของแบบสอบถามทั้งฉบับ  โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (Alpha Coefficient) ของครอนบาค (cronbach,1990,pp  202-204)  เท่ากับ .98
  8. นำแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) และมีความสมบูรณ์ไปใช้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างต่อไป

 

สรุปผลการวิจัย

  1.  พฤติกรรมการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้ 5 ด้าน  ปรากฏ  ดังนี้

1.1      ด้านความรอบรู้  ผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตบวรวิทย์บางประกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1 มีพฤติกรรมการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้ในระดับมาก

1.2      ด้านแบบแผนการคิดอ่าน  ผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตบวรวิทย์

บางประกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1 มีพฤติกรรมการบริหารแห่งการเรียนรู้ในระดับมาก

1.3       ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม  ผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตบวรวิทย์

บางประกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1 มีพฤติกรรมการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้มาก

     1.4   ด้านการเรียนรู้เป็นทีม  ผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตบวรวิทย์

บางประกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1  มีพฤติ

 กรรมการบริหารอยู่ในระดับมาก 

     1.5  ด้านความคิดเชิงระบบ  ผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตบวรวิทย์

                       บางประกง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1 มีพฤติ 

                       กรรมการบริหารการบริหารอยู่ในระดับมาก

  1. พฤติกรรมการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้จำแนกตามประสบการณ์การบริหารพบว่าผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์การบริหารแตกต่างกันมีพฤติกรรมการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า  ด้านแบบแผนกาคิดอ่าน  ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม  ด้านการเรียนรู้เป็นทีม  ด้านความคิดเชิงระบบแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  โดยผู้บริหารที่มีประสบการณ์การบริหารน้อยมีพฤติกรรมการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้มากกว่า ผู้บริหารที่มีประสบการณ์การบริหารมาก
  2. พฤติกรรมการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้จำแนกตามขนาดโรงเรียนพบว่าผู้บริหารสถานศึกษา ที่ขนาดต่างกัน มีพฤติกรรมการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  เมื่อพิจารณาเป็นรายได้พบว่า  ด้านการเรียนรู้เป็นทีมและด้านความคิดเชิงระบบแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ส่วนด้านความรอบรู้แห่งตน  ด้านแบบแผนความคิดอ่าน  และด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  โดยผู้บริหารสถานศึกษาขนาดกลางมีพฤติกรรมการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้น้อยกว่าผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่

อภิปรายผล

            สรุปว่าการจะพัฒนาโรงเรียนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้  ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีการพัฒนาตามแนวคิดของเซงเก  5  ด้านดังนี้

  1. ความรอบรู้ตัวแห่งตน  (Personal  Mastery)
  2. แบบแผนความคิดอ่าน  (Mental  Models)
  3. การมีวิสัยทัศน์ร่วม (Shared  Vision)
  4. การเรียนรู้เป็นทีม (Team Learning)
  5. ความคิดเชิงระบบ (System  Thinking)