พุทธพจน์ที่แสดงให้เห็นว่า ความรู้ความคิดเห็นในระดับที่ยังเป็นความเชื่อและเหตุผล ยังเป็นความรู้เห็นที่บกพร่อง มีทางผิดพลาด ยังไม่เชื่อว่าเป็นการเข้าถึงความจริง

    ท่านไร้กรอบ ได้เขียนถึงMental model เอาไว้ว่า

 

      ตามที่ Peter Senge  อธิบาย Mental model คือ  การยึดมั่นถือมั่น  อคติ   กระบวนทัศน์ (Paradigm) เดิมๆ  ความฝังใจ  ฯลฯ ผล คือ ทำให้เกิด  :-  การคิดแบบแผ่นเสียงตกร่อง (ในกรอบ)   เป็นคนดื้อ   เป็นคนหัวสี่เหลี่ยม  หลงตนเอง  หลงในความสำเร็จที่ล้าสมัยไปแล้ว    ใช้แผนการเดิมๆกับทุกเรื่อง  มองแบบเหมารวม ไม่แยกแยะ  ไม่เคารพความแตกต่าง ไม่เข้าใจcomplexity   ฯลฯ 

mental model เป็น ตัวการ  ทำให้  เรา Block ความรู้  ไม่ค้นพบสิ่งใหม่   เชื่อมั่นในกะลาของตนเอง

 

    พระพุทธเจ้าเอง ได้ทรงมีพุทธพจน์ในลักษณะเดียวกับ mental model  โดยแสดงให้เห็นว่า ความรู้ความคิดเห็นในระดับที่ยังเป็นความเชื่อและเหตุผล ยังเป็นความรู้ความเห็นที่บกพร่อง มีทางผิดพลาด ยังไม่เชื่อว่าเป็นการเข้าถึงความจริง  ดังนี้ครับ

 

     "ก็สิ่งที่เชื่อสนิททีเดียว  กลับเป็นของเปล่า เป็นของเท็จไปก็มี  ถึงแม้สิ่งที่ไม่เชื่อเลยทีเดียว  แต่กลับเป็นของจริงแท้  ไม่เป็นอื่นเลยก็มี

 

       ถึงสิ่งที่ถูกใจกับชอบเสียทีเดียว  กลับเป็นของเปล่า เป็นของเท็จไปเสียก็มี  ถึงแม้สิ่งที่มิได้เห็นชอบถูกใจเลย แต่กลับเป็นของจริงแท้ ไม่เป็นอื่นเลยก็มี

 

       ถึงสิ่งที่เรียนต่อกันมาอย่างดีทีเดียวกลับเป็นของเปล่า เป็นของเท็จไปเสียก็มี  ถึงแม้สิ่งที่มิได้เรียนตามกันมา แต่กลับเป็นของจริงแท้ ไม่เป็นอื่นเลยก็มี

 

      ถึงสิ่งที่คิดตรองอย่างดีแล้วทีเดียวกลับเป็นของเปล่า เป็นของเท็จไปก็มี  ถึงแม้สิ่งที่มิได้เป็นอย่างที่คิดตรองเห็นไว้เลย แต่กลับเป็นของจริงแท้  ไม่เป็นอื่นเลยก็มี

 

      ถึงสิ่งที่เพ่งะนิจไว้เป็นอย่างดี(ว่าถูกต้องตรงตมทิฐิทฤษฎีหลักการของตน)กลับเป็นของเปล่า เป็นของเท็จไปก็มี  ถึงแม้สิ่งที่มิได้เป็นอย่างที่พินิจเห็นไว้เลย แต่กลับเป็นของจริงแท้  ไม่เป็นอื่นเลยก็มี

 

     จากนั้น ทรงแสดงวิธีวางตนต่อความคิดเห็นและความเชื่อของตน  และ การรับฟังความคิดเห็นและความเชื่อของผู้อื่น ซึ่งเรียกว่าเป็นทัศนคติแบบคุ้มครองสัจจะ (สัจจานุรักษ์ แปลเอาความว่า คนรักความจริง) ว่า

 

    "บุรุษผู้เป็นวิญญู  เมื่อจะคุ้มครองสัจจะ  ไม่ควรลงความเห็นในเรื่องนั้นเด็ดขาดลงไปอย่างเดียวว่า  อย่างนี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเหลวไหลทั้งสิ้น"

 

 

    (พุทธธรรม :  พระธรรมปิฏก)

 

   

      ครับ  พุทธพจน์ทั้งหมด  ก็คือ  หลักการพื้นฐานเบื้องต้นของ "สุนทรียสนทนา" นั่นเอง  นั่นคือ  จะต้องไม่ยึดติดใน Mental model ของตัวเอง   เพื่อจะได้ "เปิดใจ" รับฟังเรื่องราวจากคนอื่นได้อย่างลึกซึ้ง  โดยไม่มีกำแพง Mental model  มาปิดกั้น 

 

 

    ครับPeter Senge เขามี Mental model  พระพุทธเจ้าของเราก็มี สัจจานุรักษ์ ครับ เป็นเรื่องเดียวกัน  เพียงแต่ที่มาต่างกัน