In G&C June 2006
“นี่ตัวรู้มั๊ยว่าลูกๆ เรา ไปไหนกันหลังเลิกเรียน”
เพื่อนโยนคำถามใส่ทันทีที่เจอหน้า ท่าทางซีเรียสจัด
ฉันงงจนต้องถามกลับไปว่า “เรามีลูกด้วยกันตั้งแต่เมื่อไหร่ฮึ”
เธอเปลี่ยนท่าทางไปเป็นเขินแทน รีบบอกว่า “ลูกศิษย์ที่เราเป็นที่ปรึกษาน่ะ”
เฮ้อ! เกือบเสียชื่อซะแล้วเรา หลังจากนั่งลงสนทนาพาทีไปสักพักก็ได้เรื่อง
กิจกรรมที่วัยรุ่นนิยมทำหลังเลิกเรียนซึ่งเพื่อนตั้งเป็นหัวข้อปุจฉาคือ พากันไปกิน ”หมูกระทะ” ค่ะ แบบว่ายกโขยงกันไปกิน
การกินสังสรรค์แบบนี้มีขึ้นถึง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ละคนจะจ่ายค่ากินครั้งละประมาณ 100 บาท โดยจะไปนั่งกินกันตั้งแต่ห้าโมงเย็นและเลิกเอาตอนสามทุ่มหรือสี่ทุ่มโน่นแน่ะ
อะไรจะปานนั้น!
นี่นักศึกษาเสียเวลากับการกินมื้อละสามสี่ชั่วโมง อาทิตย์ละหลายครั้งอย่างนี้ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปอ่านตำราหรือทำการบ้าน ฉันว่าถ้าผลการเรียนของเด็กๆ พวกนี้ออกมาไม่สวย น่าจะโทษไอ้เจ้าหมูกระทะนี่ได้เหมือนกัน
วัยรุ่นเป็นวัยกำลังกิน กินเก่งและกินจุ ด้วยวัยขนาดนี้ทำให้กินได้มากโดยไม่ต้องกลัวอ้วนเหมือนผู้สูงวัย แต่บางคนที่ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานไม่ดีนัก ก็อาจพบว่าตัวเองน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่แน่นอนคือผู้หญิงจะอ้วนได้ง่ายกว่าผู้ชาย
วัฒนธรรมการกิน “หมูกระทะ” นี่น่าจะเป็นที่นิยมจริงๆ ด้วยค่ะ เพราะผ่านไปทางไหนเป็นต้องเห็นร้านอาหารประเภทนี้ตั้งเด่นเป็นสง่า พอเพื่อนนำเรื่องนี้มาคุยด้วยเลยถือโอกาสแวะไปทำความรู้จักซะหน่อย อยากรู้ว่าทำไมนักศึกษาถึงได้ติดใจกันนัก
“หมูกระทะ” หรืออาจจะเรียกอย่างอื่นแล้วแต่ร้าน มีภาพรวมคล้ายกันคือบริการเครื่องปรุงสดๆ อาทิ เนื้อหมู เนื้อไก่ เครื่องใน ลูกชิ้น ผักนานาชนิด ฯลฯให้ลูกค้าเลือกตักเอาเอง แล้วก็นำไปปรุงให้สุกด้วยตัวเองอีกเช่นกัน โดยทางร้านจะจัดกระทะสไตล์เกาหลีไว้ให้ แถมมีของหวานให้อีกด้วย
บรรยากาศของร้านลักษณะนี้จะเปิดโล่งเพราะรูปแบบการกินที่ต้องใช้เตาถ่านเพื่อวางกระทะ และการมีควันซึ่งเกิดจากการปิ้งย่าง
ลูกค้าที่เข้าไปใช้บริการจะถูกคิดราคาค่ากินต่อหัว นิยมตั้งราคาโดยลงท้ายด้วยเลขเก้า เท่าที่เห็นก็มีตั้งแต่ 39 บาทขึ้นไป ราคาที่ตั้งไว้ถ้าสูงหน่อย ก็จะมีอาหารให้เลือกมากขึ้นและคุณภาพของอาหารก็จะดีกว่า กระเป๋าใครเหมาะกับราคาไหนก็เลือกเอาเอง
ลูกค้าคนหนึ่งๆ กินมากเท่าไหร่ก็ได้ นั่งนานเท่าไหร่ก็ได้ มีข้อตกลงประการเดียวซึ่งทางร้านติดป้ายไว้ชัดเจนเพื่อเตือนลูกค้าคือ ใครตักมาแล้วกินไม่หมดจะต้อง “ถูกปรับ” ส่วนจะเป็นเงินเท่าไหร่นั้น แต่ละร้านจะเขียนบอกไว้
ราคาที่บอกไว้นั้น เวลาจ่ายจริงจะมากกว่า เพราะลูกค้าต้องจ่ายค่าน้ำแข็งและเครื่องดื่มต่างหาก
วัฒนธรรมการกินแบบนี้ ทำให้เกินภาวะ “กินเกินพอดี” และ “โภชนาการที่ไม่ดี”
ปัจจัยที่สนับสนุนให้เป็นเช่นนั้นมาจากความหลากหลายที่มีให้เลือก และการใช้เวลากินแบบไม่จำกัด
ใครชอบอะไรก็กินแต่อย่างนั้น คนที่ไม่กินผักก็เลือกกินแต่เนื้อสัตว์ กินอาหารเข้าไปเยอะก็จริง แต่ได้คุณค่าไม่ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ไอ้ที่เรียนมาตั้งแต่ประถมมัธยมเรื่องอาหารห้าหมู่ก็เป็นแค่เรื่องท่องให้สอบได้ แต่ปฏิบัติจริงไม่ได้
การนั่งนานและมีเพื่อนร่วมกินกลุ่มใหญ่ ก็ยิ่งชักชวนกันกิน แข่งกันกิน ใครอิ่มก็พักซะหน่อยแล้วค่อยกินต่อ ปริมาณอาหารที่กินเข้าไปจึงมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ
คงไม่ต้องพรรณนามากหรอกนะคะว่าจะเป็นผลเสียอย่างไรแก่ร่างกายในระยะยาว ขนาดฉันเองแค่ไปทดลองหาประสบการณ์ดู ยังพบว่าตัวเอง “กินเกินพอดี” ไปด้วย ถึงจะเน้นผักมากกว่าเนื้อสัตว์ก็อึดอัดแทบแย่ ถ้ามีครั้งต่อไปก็คงต้องระวังตัวมากขึ้น
อ้อ! เห็นคุณแม่ที่โต๊ะข้างๆ แล้วชื่นใจ คีบผักใส่จานให้ลูก ซึ่งก็กินได้โดยไม่อิดออด ใครพาลูกหลานไปด้วยก็ดูแลให้กินอาหารอย่างครบถ้วนตามหลักโภชนาการนะคะ อย่าเสียโอกาสที่จะฝึกนิสัยการกินที่ดีให้ลูกๆ
ใครที่นิยมวิถีกินแบบนี้ ให้ระวังกันหน่อยนะคะ ทำอะไรมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น ควรกินแต่พอดีเพื่อสุขภาพของเราเอง