ท่านอาจารย์นายแพทย์นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ [email protected] www.thaissf.org, http://twitter.com/jitwiwat แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตีพิมพ์เรื่อง "แอร์พอร์ตเมดิเทชั่นรูม" ในมติชนรายวัน พฤศจิกายน 2552 ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง
ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ขอความกรุณาแวะไปเยี่ยมเยียนเว็บไซตื "มติชนออนไลน์" กันครับ
...
ผู้เขียนขอเรียนเสนอว่า สนามบินของไทยควรมีห้องสำหรับทำสมาธิ (meditation room) ที่มีการห้ามใช้เสียง, ควรมีห้องอาบน้ำประเภทคิดเงิน (ให้เอกชนดำเนินการ และไม่แพงเกิน),
และมีโถงแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ทั้งระดับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนที่มีการแสดงสด เบาๆ,
...
มีการแจกเกียรติบัตรให้ผู้เข้าร่วมแสดง และบันทึกประวัติการแสดงไว้ในเว็บไซต์หอเกียรติคุณสนามบิน (ทำเป็น 'hall of fame' website) ไม่ทำให้เกิดเสียงเอะอะตึงตัง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยครับ
และถ้าเป็นไปได้, ควรรวมการแสดงจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนไว้ด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมมิตรภาพอันดี
...
พร้อมกันนี้ขอเรียกร้องให้คนไทย-คนกัมพูชาอย่าหลงเชื่อนักการเมือง ไม่ว่าจะค่ายใด สีใด พวกยุยงคนให้แตกกัน ซึ่งอาศัยความสะใจทำร้ายประชาชน ทั้งไทยและกัมพูชา
[ ขอขอบพระคุณ "มติชนออนไลน์" ]
...
ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิยังสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำ เพราะส่วนตัวผมเคยแอบหวังแอบฝันเอาไว้เล็กๆ ว่า
สนามบินสุวรรณภูมิที่ใหญ่โตและทันสมัยอาจจะมี "เมดิเทชั่นรูม" เอาไว้ให้ผู้โดยสารได้ใช้หย่อนจิตผ่อนใจ
...
ก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกันว่าทำไมไม่ได้เขียนเสียที อาจจะเป็นเพราะช่วงหลังๆ ผมเดินทางน้อยลงก็เลยมีโอกาสใช้สนามบินน้อยลงไปบ้างกระมัง
ทำให้ลืมเลือนความรู้สึกเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในสนามบินไป หรืออาจจะเป็นเพราะพยายามที่จะทดลองฝึกปรับสภาพจิตใจของผมให้เข้าได้กับสภาพความเป็นของสนามบิน
...
ผมพบว่า มีความจริงสามสี่ประการเกี่ยวกับการเดินทางโดยเครื่องบิน
ประการแรก การเดินทางโดยเครื่องบิน ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาในสนามบินเป็นเวลาค่อนข้างนาน ผู้โดยสารส่วนใหญ่ต้องเผื่อเวลาในการเดินทางมาก่อนเวลา และมักจะใช้เวลาในการรอคอยการขึ้นเครื่องมากกว่าเวลาที่อยู่บนเครื่องบินจริงๆ
...
ประการที่สอง บรรยากาศของสนามบินโดยทั่วไป เป็นบรรยากาศของความพลุกพล่าน วุ่นวาย เร่งรีบ
ผมเชื่อว่าท่านที่เคยไปใช้บริการสนามบินหลายๆ ท่านจะพบว่า ในสนามบินจะไม่มีมุมสงบเลย ยกเว้นเข้าไปนั่งในห้องน้ำแล้วปิดประตู ก็ยังไม่วายมีเสียงตามสายเล็ดลอดออกมาแทบจะตลอดเวลา สนามบินจึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สร้างความเครียดให้กับผู้เดินทางได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
...
สมัยก่อนที่ผมยังต้องใช้สนามบินดอนเมือง ผมต้องไปหาที่ยืนภาวนาที่ส่วนพักของทางเดินบันได เพราะหามุมสงบไม่ได้เลยที่ดอนเมือง แต่ก็ยอมรับสภาพครับ เพราะเป็นสนามบินที่สร้างมานานหลายสิบปีแล้ว พื้นที่ใช้สอยก็อาจจะมีไม่เพียงพอ
ประการที่สาม ตามความเข้าใจของผม สนามบินที่ดีที่สุดอาจจะไม่ใช่เพียงแค่สนามบินที่ใหญ่โตมโหฬาร มีเทคโนโลยีทันสมัย และปลอดภัยเท่านั้น แต่น่าจะต้องมี "บรรยากาศของความสงบเย็น" ผ่อนคลาย เบาสบาย
...
ประการที่สี่ ทุกวันนี้โลกตะวันตกและงานวิจัยต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ยอมรับอย่างสิ้นเชิงไม่มีเงื่อนไขแล้วว่า "การภาวนา" แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ช่วยให้มนุษย์มีความสุข ลดความเครียดได้เป็นอย่างดี
แน่นอนนะครับว่า การภาวนาเราสามารถทำได้ทุกแห่งทุกโอกาสทุกสถานการณ์ แต่หากสามารถมีบรรยากาศที่เอื้อ บริบทของพื้นที่และบริเวณที่เหมาะสม ก็จะยิ่งทำให้เกิดความสงบความปีติสุขได้ง่ายขึ้นมากกว่า
...
ไม่รู้ว่า ผมฟันเฟื่องมากเกินไปหรือไม่
ผมนึกวาดภาพเห็นห้องโล่งๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิ มีเบาะรองนั่งเล็กๆ เรียงรายไว้บนพื้นพรมที่สะอาด
...
เป็นห้องภาวนาหรือห้องผ่อนคลายแบบสากลสำหรับทุกๆ ศาสนา (ห้องผ่อนคลายสำหรับการสูบบุหรี่ยังมีได้เลย)
มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้บรรยากาศภายในห้องนั้นเป็นบรรยากาศของความสงบ อาจจะป้องกันคนเข้าไปนอนหลับด้วยการกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบนาที
...
กติกาสำคัญสำหรับห้องนี้คือ
"งดการสื่อสารภายนอกทุกชนิด" "การมีเวลาดำรงอยู่กับตัวเอง"
...
ห้ามพูดคุย งดการส่งเสียง
ไม่สบสายตากับใครเลย
...
งดเสียงโทรศัพท์มือถือ
ห้ามส่งเสียงกรน (อาจจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลความสงบ)
...
รายละเอียดอื่นๆ ก็น่าจะมีการระดมสมอง ช่วยกันคิดช่วยกันให้ความเห็น โดยรักษาแก่นหรือวัตถุประสงค์หลักของเรื่องนี้ คือ
"ขอมีสถานที่สงบ" สักแห่งหนึ่งในสนามบินที่พลุกพล่านวุ่นวายให้ผู้โดยสารที่เดินทางได้มีเวลาของการ "ผ่อนคลาย" ลดความเครียดทางด้านจิตใจ
...
ผมไม่ได้คาดหวังว่า ทุกๆ สนามบินในประเทศจะต้องมีเมดิเทชั่นรูมนะครับ บทความนี้จึงน่าจะชื่อ "สุวรรณภูมิแอร์พอร์ตเมดิเทชั่นรูม" เป็นการเฉพาะมากกว่า
ผมคิดใคร่ครวญถึงเรื่องนี้มาหลายปี ก็ยังนึกไม่ออกว่า จะมีข้อเสียหายอะไรจากการมีห้องเมดิเทชั่นสำหรับผู้โดยสารทั่วไปในสนามบินเลย แต่ก็เป็นเพียงมุมมองในฐานะผู้ใช้บริการนะครับ คงจะต้องฟังความเห็นจากทางสนามบินด้วย
...
เพราะผมเชื่อว่า แอร์พอร์ทเมดิเทชั่นรูมจะสามารถทำให้สนามบินสุวรรณภูมิมีความสมบูรณ์และเพียบพร้อมมากขึ้น
พูดกันจริงๆ เลยนะครับว่า ผมไม่อยากเห็นฝรั่งเค้าทำก่อนแล้วเราค่อยไปทำตามกันทีหลัง
...
เขียนถึงตรงนี้ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ตัวผมเองยังมีประสบการณ์การเดินทางน้อย ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ ไม่รู้และไม่เคยถามใครเหมือนกันว่า สนามบินในต่างประเทศเขามี "เมดิเทชั่นรูม" ที่เป็นแบบสากลสำหรับทุกศาสนากันบ้างหรือยัง
ก็เลยลองเข้าไปค้นหาในกูเกิล ผมก็พบว่า ฝรั่งทำไปก่อนแล้วจริงๆ ด้วย มีหลายสนามบินในสหรัฐอเมริกา มี "เมดิเทชั่นรูม" สำหรับผู้โดยสารแล้ว เช่น สนามบินเจเอฟเค สนามบินอัลบานี สนามบินโคลัมบัส สนามบินมิเนโซตา ฯลฯ
...
อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่า จะสายเกินไปหากว่าสนามบินสุวรรณภูมิที่ตอนนี้เปิดมาสามปีเต็มๆ แล้ว จะลองพิจารณาเห็นความสำคัญของเรื่องจิตเรื่องใจ และขยับขยายให้เกิด "แอร์พอร์ตเมดิเทชั่นรูม" ขึ้นมา
อย่างน้อยผมก็รู้สึกสบายใจที่ได้เขียนถึงเรื่องนี้ ถึงช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้เขียน
...
ทำช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำเลยนะครับ
หน้า 9 [ ขอขอบพระคุณ "มติชนออนไลน์" ]
สนามบินมี VIP room สำหรับชนชั้นสูงครับ ถ้ามี meditation room จะทำให้ "บริการ" ใกล้เคียงกันเกินไป สำหรับในประเทศที่นิยมความแตกต่างทางชนชั้น meditation room อาจจะไม่เหมาะครับ ทำให้เสียเอกลักษณ์ของชาติ
ผมไม่ได้หมายถึงประเทศไทยนะครับ มายกมือสนับสนุนอีกคนว่าสนามบินในประเทศไทยควรมี meditation room ครับ ถ้าให้ดีก็ควรจะมีห้องสำหรับเด็กด้วยครับ
คราวที่แล้วแอบไปเข้าห้องอาหารใน gate ที่สุวรรณภูมิก็ต้องตกตะลึงกับราคาอาหาร คิดเป็นดอลล่าร์แล้วยังแพงมาก เขาไม่ได้มีไว้บริการคนปกติทั้งไทยและเทศแน่นอนครับ
ขอบพระคุณอาจารย์ธวัชชัยครับ... // คนที่ไม่ใช่ชนชั้นสูงจะไปกินอาหารที่ชั้นใต้ถุน หรือชั้นหนึ่ง // เวลากินเสร็จแล้วจะรู้สึกเลยว่า นี่เป็นอาหารที่ดีมาก และราคาไม่แพง ทว่า... ขากลับจะต้องออกแรง-ออกกำลัง เดินไปบันไดไกลมากๆ // ผมชอบสนามบินสุวรรณภูมิหลายอย่าง // อย่างหนึ่ง คือ ถ้าใช้สนามบินนี้บ่อยๆ จะช่วยให้ฟิต เฉพาะเดินนี่ก็เป็นกิโลฯ ไปแล้ว // สุวรรณภูมิออกแบบไว้สำหรับคนชั้นสูง คนรวย และคนฟิต... // มีอยู่คราวหนึ่งผมเช็คอินไม่ทัน ทาง PBair กรุณาให้โอกาส และถามว่า จะวิ่งไหม // ผมตอบว่า ได้เลย // พนักงานสาวนำเดินบ้างวิ่งบ้าง กว่าจะถึงเครื่องก็ประมาณ 20 นาที ทันเวลา แต่ทำให้ทึ่งมากๆ ว่า พนักงาน PBair ทำไมวิ่งเร็วเดินเร็วมาก สรุป คือ สุวรรณภูมิเป็นสนามบินส่งเสริมสุขภาพครับ...
ผมเพิ่งไปพม่ามา // ขอชมสุวรรณภูมิว่า (1). การตรวจผู้โดยสารขาออกในประเทศ ตรวจกระเป๋า-เข็มขัด ทำได้ดีมากๆ // (2). มีการจัดทำซุ้มกล้วยไม้ใหม่ชั้นบน ดูดีมากๆ // (3). มีการจัดทำซุ้มวิวพระบรมมหาราชวัง ตรงผู้โดยสารขาออกต่างประเทศ ทำได้ดีมากๆ เช่นกัน...
นี่ถ้าสุวรรณภูมิมีซุ้มเล็กๆ จัดการแสดงเบาๆ ที่เป็นการแสดงสดของไทย เช่น การแสดงทุกภาค การแสดงนักเรียน ฯลฯ // จัดเป็นนิทรรศการถาวร โดยให้คนทั่วประเทศได้หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปแสดง จะดีมากๆ เลย // ยิ่งถ้าทำแบบ 20 ชั่วโมงทุกวัน 04.00-24.00 น.ได้ น่าจะมีนักท่องเที่ยวไปขอถ่ายรูปกันมากมาย // ขอแสดงสดจะดีกว่าครับ...