เช้านี้เดินสำรวจตรวจตราต้นไม้ที่ได้ปลูกไว้

พลันมองเห็นต้นมังคุดออกลูกเต็มต้น

ธรรมฐิตเลยนึกถึงข้อเปรียบเปรยที่โบราณาจารย์เคยสอนไว้

จึงกลับมานั่งระลึกแล้วเขียนบันทึกไว้..มีว่า..

นานมาแล้ว(จนจำไม่ได้..อ้าว..)  มีแม่ลิงกะลูกลิงอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง

ทุกเช้าแม่ลิงจะออกหาอาหารเป็นประจำ 

วันหนึ่งได้พบต้นมังคุดลูกดกเต็มต้น

เลยขึ้นกินอย่างอิ่มหนำ  แล้วจึงเก็บมาฝากลูก

ลูกลิงเห็นเข้าจึงคว้ามาผลหนึ่งกัดกินทั้งเปลือกทันที

พอลิ้นกระทบรสฝาดของเปลือกรีบคายทิ้งแล้วยังต่อว่าแม่อีกว่า..

เอาลูกอะไรก็ไม่รู้มาให้กินฝาดจะตาย..

แล้วท่านสอนอะไรเราละ  ศาสนาทุกศาสนาในโลกนี้

โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาก็เปรียบดังผลมังคุด  มีทั้งเปลือกและเนื้อข้างใน

และคนที่นับถือก็มีฐานะเช่นลูกลิงและแม่ลิง 

แต่ในสังคมปัจจุบันจะอยู่ในฐานะลูกลิงมากกว่า(ท่านว่าใหมละ) 

คือไม่รู้ว่ามังคุดผลนี้จะกินยังไง  แยกไม่ออกว่าอันไหนเปลือกไหนเนื้อ 

คิดว่าโบสถ์  วิหาร  หรือพระสงฆ์ เป็นเนื้อ  จึงพยายามยึดสิ่งนั้นไว้ 

เลยมองเห็นเป็นความเสื่อมโทรมของศาสนาไปในที่สุด 

ดังนั้นการบูชาสักการะทุกวันนี้จึงหนักไปในทางอามิส 

คอยกัดกินเปลือกโดยไม่ใส่ใจเนื้อข้างใน 

แต่กระนั้นก็ยังมีผู้ที่อยู่ในฐานะแม่ลิง  ไม่ได้ให้ความสำคัญเปลือกมากนักพยายามกะเทาะเพื่อชื่นชมรสชาติเนื้อมังคุดอันหอมหวาน 

มุ่งการบูชาโดยการประพฤติปฏิบัติแยกแยะ

นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตอย่างราบรื่น

อย่าหลงกินเปลือกมังคุดแล้วคายทิ้งเสียโดยไม่ใส่ใจเนื้อในของมัน

เปลือกก็ใช่ว่าจะไม่มีค่าแต่ต้องมองว่าคุณค่าที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน

ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะพบแต่รสฝาดดังเช่นลูกลิงอยู่ร่ำไป..

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นธรรมฐิตมองว่า..ผู้ที่ชาวบ้านเรียกว่า..พระ..

นำเสนอให้กินเปลือกหรือกินเนื้อ..นี่สิน่าคิด..

ธรรมะสวัสดีขอรับ..