ใน มช. มี ศ. ด้านประวัติศาสตร์ ที่ยังทำหน้าที่สอนและวิจัยอยู่ ๒ คน    นับเป็นความเข้มแข็งในสาขานี้ของ มช.    ยิ่ง ศ. สายชล ได้รับรางวัลนี้ ยิ่งตอกย้ำความเข้มแข็งของ มช. ในสาขาประวัติศาสตร์    ผมขอนำเรื่องราวของ ศ. สายชล ตามประกาศเนื่องในการให้รางวัล มาลงไว้  ดังต่อไปนี้  

 

รองศาสตราจารย์สายชล สัตยานุรักษ์
สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรื่อง ประวัติศาสตร์วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทยของปัญญาชน พ.ศ. 2435-2535

 

1. ประวัติส่วนตัว  

          รองศาสตราจารย์สายชล สัตยานุรักษ์ สำเร็จการศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับพระราชทานรางวัล “ทุนภูมิพล” ในปี พ.ศ. 2520 และสำเร็จการศึกษาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2525 ได้รับทุนวิจัย ดังนี้

            1. ทุนพัฒนานักวิจัย ฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (พ.ศ. 2545-2550)

            2. ทุนวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (พ.ศ. 2552-2554)

 

2. ผลการวิจัยโดยสรุป 

          วิธีคิดเกี่ยวกับ “สังคมและวัฒนธรรมไทย” มาจากการสร้าง “ความรู้” โดยปัญญาชนสำคัญจำนวนหนึ่ง เพื่อตอบสนองต่อบริบททางสังคมและปัญหาที่ชนชั้นนำในอดีตต้องเผชิญ “ความรู้” ชุดนี้ได้รับการปลูกฝังอย่างเข้มข้นผ่านระบบการศึกษาและสื่อมวลชน เพราะช่วยจรรโลงโครงสร้างรัฐแบบรวมศูนย์อำนาจ ทำให้มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีคิดของคนไทยในการอธิบายปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาเชิงชนชั้น ชาติพันธุ์ และเพศภาวะ เป็นกรอบคิดในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศ รวมถึงกำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจซึ่งมีผลต่อปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตยและการกระจายรายได้

          สาระสำคัญของวิธีคิดนี้  คือ “เมืองไทยนี้ดี” เพราะมี “ความเป็นไทย”    การแบ่งชนชั้นหรือ “รู้ที่ต่ำที่สูง” เป็นเรื่องถูกต้องดีงาม สังคมไทยไม่มีการกดขี่เอารัดเอาเปรียบเพราะพุทธศาสนาทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เมตตา  การปกครองแบบไทยเป็นการปกครองโดย “คนดี” ที่มีความรู้คู่คุณธรรม อันทำให้ผู้นำแบบไทยสามารถใช้อำนาจเด็ดขาดสูงสุดโดยไม่จำเป็นต้องมีการควบคุมตรวจสอบ ประชาชนตกอยู่ในวัฏจักร “โง่-จน-เจ็บ” จึงไม่ควรมีส่วนร่วมในการปกครอง และสังคมไทยควรรับแต่เฉพาะความเจริญทางวัตถุจากตะวันตกโดยรักษาวัฒนธรรมไทยอันดีงามเอาไว้ ตราบใดที่ยังรักษาความเป็นไทยทางจิตใจเอาไว้ได้  สังคมไทยก็จะมีระเบียบ ความสงบสุข ความมั่นคง และความเจริญก้าวหน้า

          วิธีคิดข้างต้นแม้ว่าเคยมีผลดีต่อสังคมไทยอยู่มาก แต่ปัจจุบันสังคมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างไพศาล การใช้วิธีคิดเดิมจึงทำให้คนไทยขาดศักยภาพที่จะเข้าใจความซับซ้อนของเปลี่ยนแปลงและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดแก่ชีวิตและสังคม มีทางเลือกในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศอย่างจำกัด  ส่งผลให้เกิดวิกฤตในแทบทุกมิติของชีวิตและสังคม

 

3. ปัจจัยส่งเสริมให้งานวิจัยประสบความสำเร็จ  

           ปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญ ได้แก่ คำวิจารณ์จากศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาโครงการวิจัย การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยซึ่งเห็นความสำคัญของการวิจัยทางมนุษยศาสตร์  รวมทั้งคุณสุจิตต์ วงษ์เทศและสำนักพิมพ์มติชนที่เห็นคุณค่าของรายงานผลการวิจัยและนำไปตีพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือหลายเล่ม นอกจากนี้ยังได้รับข้อคิดเห็นและกำลังใจจากเพื่อนในวงวิชาการและครอบครัว   

 

4. การใช้ประโยชน์จากงานวิจัย    

            ความรู้จากการวิจัย ทำให้ได้รับเชิญไปบรรยาย ปาฐกถา อภิปราย และเขียนบทความ เพื่อให้คนในวงการต่างๆ ได้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนว่าการยึดติดกับวิธีคิดเดิมในยุคโลกาภิวัตน์ สร้างปัญหาและความรุนแรงในสังคมไทย รวมทั้งความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ฯลฯ เป็นการกระตุ้นให้สังคมไทยเห็นความสำคัญของการทบทวนและปรับเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมและความสมานฉันท์ในสังคม  นอกจากนี้ยังมีปัญญาชนสาธารณะอื่นๆ นำความรู้จากโครงการวิจัยนี้ไปต่อยอดเพื่อสร้างทางเลือกแก่สังคมไทยด้วย

 

 

วิจารณ์ พานิช

๕ พ.ย. ๕๒

ศาสตราจารย์สายชล สัตยานุรักษ์

รับรางวัล TRF – CHE – Scopus Researcher Award 2009 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์