ท่านอาจารย์วรธาร ทัดแก้ว ตีพิมพ์เรื่อง "เปลี่ยนความเกลียดเป็นความรัก(เถอะ)" ในเว็บไซต์ "โพสต์ ทูเดย์" หนังสือพิมพ์คุณภาพ ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ขอความกรุณาแวะไปเยี่มมชมเว็บไซต์ "โพสต์ ทูเดย์" กันครับ
[ ขอขอบพระคุณ "โพสต์ ทูเดย์" ]
...
ดังนั้น ความเกลียดชังไม่ว่าใครจะเกลียดใคร เราเกลียดเขา หรือเขาเกลียดเรา ก็มองไม่เห็นประโยชน์หรือความดีงามอะไรจะเกิดขึ้นสักนิด แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดเมื่อมีความเกลียดก็คือทำให้คนอยู่ไม่สุข นอนไม่สุข ... พระศรีญาณโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เปรียบความเกลียดชังเหมือนเชื้อโรคที่มีสิทธิจะลามไปหาใครก็ได้ กล่าวคือ ถ้าเกิดขึ้นในใจก็จะลามถึงคนที่อยู่ในบ้านคนอื่นๆ ได้ ... “สมมติถ้าเราเกลียดใคร เพราะผู้นั้นด่าหรือให้ร้ายเรา แล้วเรามานั่งพูดในโต๊ะอาหาร คุยกับภรรยา คุยกับลูกบ่อยเข้าๆ ในที่สุด เชื้อไวรัสตัวนี้ก็กระจายแพร่ไปถึงภรรยา สามี ลูก หรือคนอื่นๆ พานทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกไม่ชอบและเกลียดคนนั้นไปด้วย” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กล่าวว่า ความเกลียดเกิดที่ใจของใครต้องแก้ไขที่ใจของผู้นั้น จะไปแก้ไขที่คนที่ตนเกลียดเป็นไปไม่ได้ เพราะคนอื่นนั้นเรากำหนดไม่ได้ จะต้องกำหนดที่ตัวเองคือควบคุมจิตใจของเราให้ได้ก่อน ... “เหมือนคนขับรถจะบอกถนนว่าอย่าขรุขระนะ ไม่ได้ แต่สิ่งที่คนขับควรทำคือ ตรงไหนที่รู้ว่าขรุขระก็ขับหลบไป เช่นเดียวกับความเกลียดเกิดขึ้นที่ใจเราก็ต้องควบคุมจิตใจของเราเป็นหลัก ไม่ใช่ไปมุ่งแก้ที่คนที่ตนเกลียด”พิจารณาโทษของความเกลียด พระศรีญาณโสภณ กล่าวว่า เมื่อความเกลียดเกิดขึ้นในใจ วิธีที่จะไม่เกลียดคนอื่นก็คือต้องระงับความเกลียดในใจของตนก่อน ... โดยให้พิจารณาโทษของความเกลียดที่เกิดขึ้นว่าเผาผลาญใจของตนรุนแรงแค่ไหน เช่น ทำให้เดือดร้อน นอนไม่หลับ ทำให้เส้นประสาทต่างๆ สูญเสียระบบ ทำให้ระบบหายใจเสียหาย ทำให้หัวใจเต้นแรง ทำให้เกิดความดัน ทำให้นอนผวา ทำให้เกิดความทุรนทุราย และที่สำคัญคือ ทำให้ปัญญาไม่เกิด คิดไม่ได้ตันไปหมด ... “สมมติเราไปทำบุญถวายสังฆทาน ขณะกรวดน้ำอยู่ อารมณ์เกลียดคนอื่นได้ผุดขึ้นมา ทำให้เราอารมณ์เสีย เมื่อนั้นกระแสบุญที่เราพยายามจะอุทิศให้คนอื่นก็ไม่มี กลายเป็นกระแสบาป ซึ่งพอกระแสบาปของความเกลียดชังพุ่งมาบดบังก็จะเกิดความเสียหายทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายคนที่รักก็ไม่ได้รับผล ทั้งฝ่ายคนที่เกลียดก็ไม่ได้รับผล คือบุญไม่ถึงเขา ดังนั้น ในใจจะต้องคิดถึงโทษของความโกรธเกลียดนั้นมีมหาศาล” ... นึกถึงผู้นั้นเหมือนสิ่งมีชีวิตทั่วไป ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ได้แนะวิธีที่จะไม่ให้ความเกลียดคนอื่นเกิดขึ้นในใจ ว่า โดยให้ดูที่ใจของตนเป็นหลัก ... ถ้ายังเกลียดคนนั้นอยู่ก็ให้นึกถึงเขาว่า เหมือนสิ่งมีชีวิตทั่วไปเหมือนกับตัวเรา ว่าเขาคนนั้นก็มีธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนเรา มีญาติพี่น้องเหมือนเรา มีวิญญาณ มีชีวิตเหมือนเรา โดยให้นึกถึงแค่นี้ก่อน “อย่าเพิ่งไปบอกว่า เขาชื่อนั้น นามสกุลนั้น ตำแหน่งนั้นเป็นศัตรูเรา ทำสิ่งไม่ดีกับเรา อย่างนั้น อย่างนี้ เช่น ด่าเรา ให้ร้ายเรา เป็นต้น แต่ให้มองเขาคือคนคนหนึ่งที่มีอวัยวะร่างกายเหมือนเราเท่านั้น” ... เปลี่ยนจากคู่กรณีเป็นคู่บารมี หากวิธีข้างต้นไม่สำเร็จ ท่านกำหนดให้ใช้วิธีที่จะทำให้จิตใจของเราไม่ไปเป็นคู่กรณีด้วย โดยท่านให้เหตุผลว่าทุกครั้งที่คิดว่า เขาคือคู่กรณีเราจะโกรธคนอื่นๆ ดังนั้นวิธีการก็คือจะต้องเปลี่ยนเขาและเราจาก “คู่กรณี” ให้เป็น “คู่บารมี” เพื่อที่เราจะได้สร้างบารมี ... “การเปลี่ยนจากคู่กรณีให้เป็นคู่บารมีนั้นจะทำให้เราได้สร้างเมตตาบารมี ขันติบารมี อุเบกขาบารมี สัจจบารมี สร้างอธิษฐานบารมีขึ้นมาในใจเรา มันกับการที่คนแล่นเรือใบเขาแล่นไปกลางทะเล สิ่งที่เขาต้องการคือ ลมและคลื่นเพื่อจะให้พัดเรือไป ส่วนเขาก็กางใบ ปรับปรุงใบ วิ่งขยับใบเรือให้ต้องกับลม โต้คลื่นไป ในที่สุดก็ถึงเส้นชัย ถ้าไม่มีลมไม่มีคลื่น เรือนั้นก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงฝั่งถึงเส้นชัยได้ มันจะเท้งเต้งอยู่กลางทะเล” ... พระศรีญาณโสภณ กล่าวว่า คนเราเกิดมาแล้วถ้าโกรธเกลียดกันแล้วคิดว่าเป็นคู่กรณีเมื่อไรก็จะเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ไม่มีความสุข ที่สำคัญเราก็ไม่มีโอกาสได้สร้างบารมี “ถ้าเราคิดว่าไม่สร้างคู่กรณี เราจะเอาคนคนนั้นที่เราเกลียด คนที่ด่าเรา คนที่ทำร้ายเรา มาเป็นคู่บารมี เพื่อสร้างบารมี เมื่อนั้นจิตใจของเราก็จะเบิกบาน ซึ่งจิตเบิกบานก็จะไปแก้ปัญหาที่เป็นคู่กรณีกันอย่างดี แปลว่างานใหม่คิดได้ งานเก่าที่มีปัญหาก็ถูกแก้ไขไปในตัว” ... การให้ชนะทุกสิ่ง คนส่วนใหญ่มักจะมองคนที่ตนเองเกลียดเป็นศัตรู ทุกครั้งที่มองเขาเป็นศัตรูเขาก็มองเราเป็นศัตรูเหมือนกันแล้วก็จะมีปัญหาคาใจกันตลอด อีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ก็คือก ารแผ่เมตตาให้คนที่เกลียดนั้นให้มีความสุข ... พระศรีญาณโสภณ เล่าถึงลิมิตของความเกลียดว่า สมมติมีคนสองคนยืนคู่กันอยู่ คนหนึ่งเรารัก คนหนึ่งเราเกลียด ถ้าเราทักให้และพูดคุยเฉพาะกับคนที่รัก 1 ครั้ง เราให้ขนม 1 ครั้ง ของกิน 1 ครั้ง แล้วไม่ให้กับคนที่เราเกลียด เพราะยังไงเราก็ให้ไม่ได้ รู้ไหมว่า การให้ครั้งที่หนึ่งกับคนที่รักนั้นจะเพิ่มความเกลียดให้กับคนที่ยืนดูอยู่ 1 เท่า ให้สิบครั้งก็เพิ่มเป็น 10 เท่า เพราะฉะนั้นถ้าสมมติว่า ยังไงคนที่รักเราหรือคนที่เรารัก แม้เราไม่ให้เขาก็รักเราอยู่ดี ... เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปแก้ปัญหาที่คนคนนี้ แต่คนที่มีปัญหานี่แหละจะต้องแก้ไขทันทีด้วยการให้ ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาคนที่เราเกลียดชังที่ดีที่สุด พระอาจารย์กล่าวต่อว่า เราจะต้องพูดดีๆ กับเขา จะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้ เพราะการให้ชนะทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีการให้ใดที่ไม่ชนะ แต่ว่าการให้นั้นจะต้องให้เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า ... เราไม่ได้ซื้อเขา ไม่ได้ให้เพราะที่จะเอารัดเอาเปรียบเขา แต่ให้ด้วยใจ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องเอาเงินไปให้ แต่ให้การช่วยเหลือ ให้ความคิด ให้สติ ให้ปัญญา ให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือป้องกันภัยให้เขา เป็นต้น “ยิ่งใครเกลียดเราหรือเราเกลียดใครก็ยิ่งต้องพูดดีกับเขา ยิ่งต้องให้กำลังใจเขา แรกๆ อาจจะฝืนใจ ใหม่ๆ นั้นลำบากมาก แต่นานเข้าจะเป็นผลดีต่อเรา ค่อยๆ พูด ค่อยๆ ทำไป เชื่อว่าทัศนคติที่เป็นลบก็จะกลายเป็นบวก ... เมื่อเป็นบวกจิตของเราก็จะเห็นคุณ แม้คู่กรณีจะโต้ตอบมาแรงๆ แค่ไหนก็ตามก็จะไม่ถึงเรา เหมือนกับเราป้องกันโจรไม่ให้ขโมยไม่ได้ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือจะต้องปิดประตูห้อง ต้องใส่กุญแจประตูบ้าน หมายความว่าจิตของเราต้องแผ่เมตตาให้เขา ไม่ไปโกรธว่าคนนั้นจะมาปีนบ้านมาขโมยของ ทางที่ดีเราป้องกันใจของเรา ป้องกันทรัพย์สินของเราให้ดีที่สุด” ... เพราะฉะนั้น ถ้าใครที่รู้ตนเองว่ากำลังเกลียดใคร จงพยายามหยุดความเกลียดแล้วเปลี่ยนความเกลียดมาเป็นความรักให้ได้แล้วจะมีความสุข. [ ขอขอบพระคุณ "โพสต์ ทูเดย์" ]
เปลี่ยนบุณคุณให้เป็นขอบคุณครับ
คำนี้ชัดเจนครับ คุณหมอ
เมื่อมีความเกลียดก็คือทำให้คนอยู่ไม่สุข นอนไม่สุข
ยิ่งเกลียดคนอื่นเท่าไหร่เหมือนเอาฟืนสุมตัวองมากเท่านั้น
อดทน ขอบคุณ อภัย ใจเป็นสุข