ท่านอาจารย์ท่านขุนแห่ง แห่ง "ไทยโพสต์" หนังสือพิมพ์คุณภาพ ตีพิมพ์เรื่อง "จากไทย-กัมพูชา-ถึงเวียดนาม(1)" 9 พฤศจิกายน 2552 ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังhttp://www.thaipost.net/news/091109/13237 ]

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ นอกจากกัมพูชาจะเสียดินแดนให้เวียดนามมากมายมหาศาลแล้ว คนขแมร์ยังตกเป็น "ชนกลุ่มน้อย" ในเวียดนามมาจนถึงทุกวันนี้อีกด้วย

...

พระภิกษุแขมร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า คนขแมร์หรือกัมพูชาที่อยู่ในเวียดนาม ("ชนกลุ่มน้อย" ในเวียดนาม) น่าจะมีปริมาณมากกว่าคนขแมร์ในกัมพูชาเสียอีก

ลองนำใจเขามาใส่ใจเรา... แล้วจะรู้ว่า ปัญหากัมพูชานั้นไม่ได้มีแต่ด้านไทยเพียงด้านเดียว

...

ขอความกรุณาคนไทยศึกษาเรื่องนี้ เพื่อให้ "รู้เขา-รู้เรา", เข้าใจ และเห็นใจชาวแขมร์ให้มาก เพื่อให้เกิดสันติภาพ (สันติเภียพ) ระหว่างไทย-กัมพูชาโดยเร็ว 

ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ขอความกรุณาแวะไปเยี่ยมเยียนเว็บไซต์ "ไทยโพสต์" กันครับ

...

http://www.thaipost.net/news/091109/13237

เมื่อวันที่   26  ตุลาคมที่ผ่านมา...ขณะที่ประเทศไทยกำลังมีการจัดประชุมอาเซียนบวก  6  ที่อำเภอหัวหิน  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

หรือจังหวะเดียวกับที่ผู้นำกัมพูชาอย่าง  ฮุน  เซน  ออกมาเล่นบทด่าประเทศเจ้าภาพ  ทันทีที่ย่างเหยียบเข้าสู่ที่ประชุม  ชนิดผิดมารยาท  ผิดธรรมเนียมทางการทูต  ตามหลักสากลของอารยประเทศทั้งหลาย 

นักการเมืองฝ่ายค้านชาวกัมพูชารายหนึ่งชื่อว่า  สม  รังสี  ก็มีกำหนดการที่จะเดินทางไปทอดกฐินที่วัดองค์รุมแดน  อำเภอจันเตรีย  จังหวัดสวายเรียง  อันเป็นพื้นที่ชายแดนกัมพูชาที่ติดต่อกับประเทศเวียดนาม...

           ----------------------------------------------

ในระหว่างการเดินทางไปทอดกฐิน  สม  รังสี  ก็ได้เจอกับขบวนราษฎรชาวกัมพูชาจำนวนถึง  300  คน  ที่มาขอเข้าพบเพื่อร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีที่ที่ดินปลูกข้าวของชาวนาแต่ละราย  ซึ่งเคยใช้ทำมาหากินมาตั้งแต่รุ่นปู่  ย่า  ตา  ยาย  ได้ถูกทหารเวียดนามเอาหลักปักปันเขตแดนมาปักคร่อมเอาไว้ 

ส่งผลให้ที่นาของชาวนากัมพูชาแต่ละรายถูกยึดครองไปเป็นแผ่นดินของประเทศเวียดนามกันเป็นแถบๆ  และทันทีที่ได้รับข้อร้องเรียน...หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของกัมพูชารายนี้ 

จึงได้ชักชวนราษฎรนับเป็นร้อยๆ  เดินทางเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าว  และร่วมมือร่วมใจถอนหลักปักเขตที่ทหารเวียดนามปักเอาไว้ถึง  6  หลักเขตด้วยกัน...

        ----------------------------------------------------

ในคำสัมภาษณ์ที่  สม  รังสี  กล่าวต่อสถานีวิทยุเสียงอเมริกาถึงการกระทำดังกล่าว  ระบุเอาไว้ดังนี้ว่า..."ผมได้นำพวกเขาไปถอนหลักเขตแดนเหล่านี้แล้วขว้างทิ้ง...นี่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักชาติของพรรคสม  รังสี 

เราจะไม่ยอมรับหลักเขตแดนที่พวกต่างชาติล่วงล้ำเข้ามาปักเอาไว้อย่างไม่เหมาะสมในนาข้าวของชาวกัมพูชา  เพราะนี่คือแผ่นดินของชาวนากัมพูชา  นี่คือแผ่นดินของเขมร 

และผมขอเรียกร้องไปยังชาวกัมพูชาทั้งหลายที่มีสายเลือดกัมพูชา  ให้มีจิตสำนึกที่จะร่วมมือ  ร่วมใจกันปกป้องแผ่นดินของเรา  ซึ่งกำลังมีขนาดหดเล็กลงไปทุกที..."

       ------------------------------------------------------

ว่าไปแล้ว...ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่ชายแดนระหว่างกัมพูชากับเวียดนามนั้น  เป็นปัญหาที่มีความลึกซึ้ง  ละเอียดอ่อน  อีกทั้งยังกินพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต  ยิ่งกว่ากรณีพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า  

แม้นว่าทั้งเวียดนามและกัมพูชาต่างก็ถือ  แผนที่ฉบับเดียวกัน  คือแผนที่ที่จัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศส  ต่างไปจากไทยกับกัมพูชาที่ยึดถือแผนที่กันคนละฉบับ 

แต่เนื่องจากปัญหาความเป็นมาทางประวัติศาสตร์  ตลอดไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ  ที่ทำให้เส้นทางของแม่น้ำหลายสาย ซึ่งเคยใช้เป็นข้อตกลงในการกำหนดเส้นแบ่งพรมแดน  เปลี่ยนแปลงไปจากยุคอดีตอย่างสิ้นเชิง   

ส่งผลให้การปักปันเขตแดนความยาวนับเป็นร้อยๆ   กิโลเมตรระหว่างกัมพูชากับเวียดนาม  มีปัญหามานับตั้งแต่  ฮุน  เซน  ยังมีฐานะเป็นแค่ทหารเขมรแดงกระจอกๆ  หรือยังไม่ได้ถูกเวียดนามหยิบเอามาใช้เป็น  หุ่น  ก่อนที่จะบุกเข้ายึดครองแผ่นดินกัมพูชาทั้งประเทศในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา...

        -----------------------------------------------------

ชาวกัมพูชาจำนวนไม่น้อยในอดีต...เคยรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งกว่าชาวนาในจังหวัดสวายเรียงยุคปัจจุบันไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า 

เมื่อครั้งที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสเคยใช้อิทธิพลบีบบังคับให้รัฐสภากัมพูชาในยุคปี  ค.ศ.1949  ยกดินแดนบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง  จำนวนไม่ต่ำกว่า  89,000  ตารางกิโลเมตร  ให้กับเวียดนามเอาดื้อๆ 

ทั้งๆ  ที่โดยประวัติศาสตร์ตั้งแต่ครั้งโบร่ำโบราณ  ดินแดนเวียดนามใต้ทั้งกระบิ  ที่เชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชาในทุกวันนี้  ต่างเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า  เป็นดินแดนที่ตั้งของ  อาณาจักรจามปา  อันแทบจะเป็นสายเลือดเดียวกันกับชาวเขมรมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก 

ความพยายามปกปักรักษาดินแดนของบรรพบุรุษไม่ให้หดแคบลงไปอีก  โดยการรุกล้ำของอิทธิพลเวียดนาม  จึงเป็นสิ่งที่ฝังใจชาวกัมพูชามาโดยตลอด...

        -----------------------------------------------------

และในช่วงประมาณปี  ค.ศ.2005  ชาวกัมพูชาที่มีสายเลือดกัมพูชาจำนวนไม่น้อย  ยิ่งเกิดความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งขึ้นไปอีก  เมื่อรัฐสภากัมพูชาที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคประชาชนกัมพูชา   อันมีนายกรัฐมนตรี  ฮุน  เซน  เป็นผู้นำ 

ได้ตัดสินใจจัดให้มี  การประชุมลับ  เพื่ออนุมัติให้มีการลงนามในสัตยาบันส่วนเพิ่มเติมของสนธิสัญญาพรมแดนระหว่างเวียดนาม-กัมพูชา  ที่ถูกจัดทำขึ้นมาในปี  ค.ศ.1985 

การกระทำครั้งนี้...ได้ถูกชาวกัมพูชาจำนวนไม่น้อยวิพากษ์วิจารณ์โจมตีว่า  ถือเป็นการสมคบคิดยกแผ่นดินกัมพูชาให้กับเวียดนาม  โดยนักการเมืองกัมพูชาที่ฝักใฝ่เวียดนาม  กับชาวเวียดนามซึ่งเป็นผู้หนุนหลังบุคคลเหล่านี้ให้ขึ้นมามีอำนาจ 

ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี  ฮุน  เซน  ฟาดงวง  ฟาดงา  ทั้งข่มขู่  ฟ้องร้อง  จับเอานักการเมืองฝ่ายค้าน  นักหนังสือพิมพ์  นักจัดรายการวิทยุหลายต่อหลายราย  ไปขังไว้ในคุกด้วยข้อหาหมิ่นประมาท  และข้อหาปลุกปั่นยุยงให้เกิดความไม่สงบภายในชาติคนแล้วคนเล่า...

            ---------------------------------------------

แต่การข่มขู่  ฟ้องร้อง  หรือเล่นงานกันอย่างตรงไป-ตรงมาเช่นนี้...ก็ไม่เคยสามารถสยบความรู้สึกของชาวกัมพูชาที่มีความสงสัย  เคลือบแคลง  ต่อผู้นำกัมพูชา  ผู้ซึ่งถูกเรียกขานมาตั้งแต่แรกว่าเป็น  หุ่นของเวียดนาม  ได้เลย 

ความพยายามที่จะกลบเกลื่อนลบข้อกล่าวหา  หรือความพยายามที่จะแสดงออกถึงความรักชาติ  ซึ่งตัวเองมีต่อประเทศกัมพูชาก็แล้วแต่  ทำให้แทนที่ผู้นำกัมพูชารายนี้...จะหันไปสะสาง   สร้างความบริสุทธิ์  โปร่งใส  ต่อข้อกล่าวหาต่างๆ  ที่มาจากนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม 

นายกรัฐมนตรีกัมพูชารายนี้กลับหันมาแสดงออกถึงความรักชาติ   ด้วยการหยิบยกเอา  ประเทศไทย  เป็นคู่ขัดแย้ง 

ปลุกกระพือฮือโหมกระแสชาตินิยม  ด้วยการชักจูงให้ชาวกัมพูชาหันมาต่อต้านและเกลียดชังประเทศไทยกันไปแทนที่...

          -------------------------------------------------

การนำเอาประเทศไทยมาใช้เป็น  เหยื่อ  เป็นเครื่องแสดงออกถึงความรักชาติของตัวเอง  หรือเพื่อกลบเกลื่อนแก้ข้อกล่าวหาของนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็แล้วแต่  ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในช่วงระยะปัจจุบันเท่านั้น 

ในช่วงปี  ค.ศ.2003  หรือในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล  ทักษิณ  ชินวัตร  ด้วยซ้ำ  รัฐบาล  ฮุน  เซน  ยังมีส่วนร่วมอย่างชัดเจนในการจุดกระแสชาตินิยมให้กับชาวกัมพูชา 

ด้วยการกล่าวอ้างว่านักแสดงชาวไทยรายหนึ่งคือ นางสาว  สุวนันท์  คงยิ่ง  ได้ให้สัมภาษณ์อ้างว่า  ปราสาทนครวัดเป็นของไทย  ส่งผลให้เกิดการจลาจลต่อต้านประเทศไทยขึ้นในกรุงพนมเปญ   

เกิดการทุบทำลายบริษัทธุรกิจของคนไทย   ตลอดไปจนถึงการบุกเผาสถานทูตไทยชนิดราบเป็นหน้ากลอง  จน  มหามิตร  ของ  ฮุน  เซน  ผู้ชื่อว่า  ทักษิณ  ชินวัตร  ในขณะนั้น 

ถึงขั้นต้องออกมาตอบโต้  กล่าวประณาม  แสดงอาการก้าวร้าวต่อรัฐบาล  ฮุน  เซน  หนักซะยิ่งกว่าการตอบโต้ทางการทูตของ  รัฐบาลอภิสิทธิ์ ในขณะนี้ไม่รู้กี่เท่า...

         ---------------------------------------------------

อะไรคือจิตเจตนาเบื้องหลังของ  ฮุน  เซน  ในความพยายามนำเอาประเทศไทยมาใช้เป็นคู่ขัดแย้งของชาวกัมพูชามาโดยตลอด  ไม่ใช่แต่เฉพาะในยุครัฐบาล  อภิสิทธิ์  เท่านั้น 

แต่แม้กระทั่งยุค  ทักษิณ  ก็เถอะ...เรื่องนี้คงต้องลองไปฟังทัศนะของชาวกัมพูชาด้วยกันเอง  ซึ่งจะมีรายละเอียดเป็นเช่นไรนั้น...คงต้องไปว่าต่อกันวันพรุ่งนี้...

        ----------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก  เชอร์ชิลล์  รัฐบุรุษชาวอังกฤษ..."แม้นว่าศัตรูของท่านจะดูเหมือนหนู...แต่จงเฝ้าดูเขาให้เสมือนหนึ่งกำลังดูราชสีห์...".

http://www.thaipost.net/news/091109/13237