โลหิตจาง : anemia

โลหิตจาง (anemia) เป็นโรคที่เกิดจากการขาดสารอาหาร เมื่อ ปี 2548 พบแล้วใน   นักเรียน อายุ 6-14 ปี ชาย 35.3 % และ หญิง 29.9 % รวม 30.56 % จาก (ร่าง) แนวทางการประเมินการบรรลุเป้าหมาย MDG และ MDG+ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 

และโรคนี้ก็ป้องกันได้นะคะ จากการปฏิบัติตัว  ดังต่อไปนี้

การป้องกันภาวะโลหิตจาง

                1. การใช้ยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก               

                    สำหรับหญิงมีครรภ์  ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา ซึ่งขาดธาตุเหล็กไม่มากนัก มักให้ยาเหล็กในปริมาณ 30-60 มิลลิกรัม/วัน อาจมีการให้วิตามินซีควบคู่กันไปด้วย และเริ่มเร็วตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เพื่อให้แน่ใจว่าทั้งแม่และลูกไม่ขาดเหล็ก รวมทั้งให้มีเหล็กสะสมในตัวด้วย  ส่วนในประเทศกำลังพัฒนาต้องให้ในปริมาณที่สูงคือ ประมาณ 100-120 มิลลิกรัม/วัน หรือในบางประเทศให้สูงถึง 200 มิลลิกรัม/วัน เริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 จะเกิดผลข้างเคียงมาก และปัญหาในการบริหารจัดการ 

                    สำหรับนักเรียน  ในโรงเรียนสามารถจัดหายาเม็ดเสริมธาตุเหล็กให้กับนักเรียน เพียง 1 เม็ด/สัปดาห์/คน โดยให้ตามแนวทาง ในตารางที่ 4 ดังนี้

  แนวทางการเสริมยาเม็ดธาตุเหล็ก ในเด็กวัยเรียน อายุ 6-14 ปี เพื่อควบคุมป้องกันโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก 

ขนาด/ข้อบ่งใช้ 

หมายเหตุ

 1. ให้เด็กวัยเรียนกินยาเม็ดธาตุเหล็ก เฟอรัสซัลเฟต(ธาตุเหล็ก 60 มิลลิกรัม) คนละ 1 เม็ด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกวันจันทร์

 

 

 

 

 

 

 2. หลีกเลี่ยงการกินยาเม็ดธาตุเหล็ก พร้อมอาหารนมหรือผลิตภัณฑ์

 3. ควบคุม กำกับการกินยา

 1. งดจ่ายยา เนื่องจากมีขัอห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคธาลาสซีเมีย กลุ่มที่มีอาการ คือ ผู้ที่มีหน้าตาบ่งชัดว่าเป็นโรคธาลาสซีเมีย ได้แก่ ซีด ตาขาวมีสีเหลือง ตับ ม้ามโต มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกโดยเฉพาะที่ใบหน้า คือ ดั้งจมูกแบน ตาห่าง กระดูกแก้มนูน หน้าผากสูง ฟันบนยื่น เป็นต้น

 2. สำหรับผู้ที่เป็นโรคธาลาสซีเมีย กลุ่มที่ไม่มีอาการ ไม่มีข้อห้ามใช้ และสามารถกินยาเม็ดธาตุเหล็กสัปดาห์ละ 1 เม็ด โดยไม่มีอันตราย

 3. ให้เด็กวัยเรียนกินยาเม็ดธาตุเหล็ก พร้อมอาหารกลางวันทันที เพื่อลดฤทธิ์ข้างเคียง คือ คลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเดิน ซึ่งอาจจะพบในบางราย ในกรณีกินยาเม็ดธาตุเหล็กขณะท้องว่าง ซึ่งพบเป็นจำนวนน้อยมาก และอาการไม่รุนแรง หรือกินยาเม็ดธาตุเหล็กหลังอาหารกลางวัน 1 ชั่วโมง ถ้าไม่มีอาการข้างเคียงดังกล่าวเพื่อการดูดซึมที่เพิ่มขึ้น(2,3)

 4. เพื่อให้เด็กวัยเรียนที่ขาดเรียน มีโอกาสได้รับยาเม็ดธาตุเหล็กในวันที่มาเรียนวันต่อมา เพื่อให้ได้ยาเม็ดธาตุเหล็ก คนละ 1 เม็ด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครบทุกสัปดาห์

 

สารอาหารแคลเซียม จะขัดขวาง การดูดซึมธาตุเหล็ก

 

ใช้แบบบันทึกการกินยาเม็ดธาตุเหล็ก (การกินยาเม็ดธาตุเหล็ก สัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะได้ผลดี ต้องกินอย่าง สม่ำเสมอและต่อเนื่อง)

การให้ยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก ดังกล่าว ต้องดำเนินการในนักเรียนได้รับประทานทุกคนเพราะได้กำหนดไว้ในชุดสิทธิประโยชน์  ในข้อที่ 29 จากทั้งหมด 30 ข้อ

 สำหรับเด็กโตและเยาวชน (อายุ 6-25 ปี) ที่กำหนดไว้ว่า นักเรียน ป.1-ม.3 ต้องได้รับประทานสัปดาห์ละ 1 เม็ด/คน และนักเรียนหญิง ชั้น ม.4-6 ต้องได้รับประทานสัปดาห์ละ 1 เม็ด/คน

              2. การให้ความรู้ทางโภชนาการ  การเสนอแนะให้ประชาชนได้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา 3 ประการด้วยกันจะช่วยให้ประชาชนได้บริโภคและดูดซึมธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นจากอาหาร

           2.1 ความสำคัญของโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

           2.2 อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง                       

           2.3 อาหารที่ส่งเสริมให้มีการดูดซึมธาตุเหล็กมากขึ้นและอาหารที่จะลดการดูดซึมธาตุเหล็ก

             3.  การควบคุมหนอนพยาธิ การควบคุมหนอนพยาธิจะมีประโยชน์ในพื้นที่ ที่โลหิตจางเกิดจากโรคหนอนพยาธิ เช่น พยาธิปากขอ เป็นต้น ที่อาศัยการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในการดำเนินงาน คือ

           3.1 การขจัดพยาธิในผู้ป่วย

           3.2 การป้องกันไม่ให้พยาธิเข้าสู่ร่างกาย

           3.3 การสร้างและการใช้ส้วม

           3.4 การกำจัดพาหะนำโรค