9 พย.2552
ช่วงเวลาวาระสุดท้ายของคนไข้ ในฐานน่ะที่ทำงานกับชีวิตคนไข้ในช่วงเวลานี้คนไข้
ต้องการคำว่ากำลังใจมากที่สุด คนไข้เมื่อรู้ว่าเวลาวาระสุดท้ายชีวิตใกล้เข้ามาแล้ว
หมอคำพูดที่หมอพูดบอกคนไข้ถ้ากำลังใจคุณดีคุณสามารถอยู่ได้อีก 3 - 5 ปี
คนไข้เงียบหมอเงียบหมอเงียบเพราะหมอไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี...แต่คนไข้เงียบ
เพราะคนไข้กำลังถามตัวเองว่ากำลังใจหรือรอบข้างเรามีใครบ้างที่เข้าใจและเป็นกำลัง
ใจให้เรา...เขาจะรู้คำตอบด้วยตัวเขาเอง...ที่ร้ายไปอีกเมื่อคนไข้รู้ว่าอีก 53 วันใน
ห้องผ่าตัดสิ่งที่เกิดขึ้น...ต้องให้คนไข้...ญาติคนไข้...สามีคนไข้ต้องตัดสินใจ
ว่าเมื่อจำเป็นจริงๆจะเอาแม่หรือลูกไว้....ถ้าคำตอบคนไข้เขาไม่มีสามี...ไม่มีปู่ย่า
ไม่ตายายของเด็กตัดสินใจว่าจะเลือก...เขาตัดสินใจเลือกเอง...แม่ที่มีเวลาที่จำกัด
ขอเลือกลูกไว้.....และคำขอร้องจากปากที่หมอได้ยินคือวาระสุดท้ายของแม่ขอแค่
เห็นภาพลูกสักครั้งก็พอ....
.....กำลังใจ..ใช่...กำลังใจเป็นสิ่งที่คนไข้ต้องการจากพยาบาลหมอเจ้าหน้าที่มากที่สุด
มากกว่ายาแก้ปวดที่พยาบาลกำลังถือมาฉีดให้ตามคำสั่งหมอ....วาระสุดท้ายของคนไข้
แค่ต้องการกำลังใจ....ที่เขาอาจจะไม่มี...แค่รอยยิ้ม...แค่มือแตะรับรู้ความปวดความ
ทุกข์ที่เขามี....วาระสุดท้ายของเขาก็จะดำเนินไปทามกลางกำลังใจที่เขาไม่เคยมี.....
....ใช่ค่ะใจสำคัญกว่ากาย...เมื่อใจมีพลังพอจะสู้...คนไข้จะค่อยดำเนินไปตาม
ความก้าวหน้าของโรคอย่างยอมรับวาระสุดท้ายที่มาถึงคนไข้จะจากไปอย่างสงบ....
การดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย
บางทีเป็นโอกาสได้่เรียนรู้
ความหมายของชีวิต การปล่อยวาง
ธรรมะ ธรรมชาติ
และความละเอียดอ่อนของมนุษย์
มิใช่เพียงแค่พิธีกรรมครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณนะคะที่แวะไปเยี่ยมบันทึกอานาปนสติ และเขียนบอกไว้ ว่ากำลังลุกขึ้นยืนได้แล้ว
บางครั้ง เราคิดว่าตนเองแข็งแรงไม่พอ ไม่มีใครให้พึ่ง
แต่มองอีกด้าน ตัวเราเองกลับเป็นที่พึ่งของคนหลายๆคนรอบข้างค่ะ
อย่างเช่นคนไข้ระยะสุดท้าย ที่ต้องการกำลังใจอย่างมากจากหมอ พยาบาล เช่นที่น้องได้เล่าไว้ในบันทึกนี้
อยากเขียนบอกว่า
น้องช่างเข้มแข็งจริงๆค่ะ สามารถเป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้ แม้ในขณะที่ตนเองกำลังซวนเซ
อนุโมทนา และขอเป็นกำลังใจค่ะ
สวัสดีค่ะ น้ำตาลเป็นกำลังใจให้น่ะค่ะ
สวัสดีอีกครั้งค่ะ
ต้องขอโทษจริงๆค่ะ ที่ไม่ได้พิจารณาให้ละเอียด จึงเขียนความเห็นไปเป็นอีกเรื่อง
...............................................................
มองว่าสิ่งที่ตอนนี้จำเป็นที่สุดคือจิตที่ปราโมทย์ค่ะ พยายามหาความปราโมทย์ให้ได้ เช่น ดูภาพสวยๆแล้วทำให้จิตใจแช่มชื่นขึ้น หรือนึกถึงเรื่องที่ทำให้จิตใจแช่มชื่น เช่น คุณธรรมของตนเอง สิ่งที่ตนทำแล้วเกิดผลดี หรืออาจวางแผนการณืดีๆสำหรัยลูกก็ได้ค่ะ
เหตุที่ต้องพยายามทำจิตให้ปราโมทย์ มี 2 ข้อค่ะ
ข้อแรก เมื่อคุณแม่มีสุขภาพจิตดี ลูกในท้องก็ไม่เครียด สุขภาพจิตก็ดีตาม เมื่อคลอดแล้วจะได้เลี้ยงง่าย
ข้อ 2 จิตที่ปราโมทย์เป็นพื้นฐานของจิตที่เป็นสมาธิ โดยองค์ธรรมจะเกิดตามมาเป็นชุดคือ ปราโมทย์ - ปิติ - ปัสสัทธิ (สงบ) - สุข - สมาธิ
คือเมื่อคิดถึงเรื่องที่ทำให้จิตใจแช่มชื่นแล้ว จิตจะค่อยเป็นไปตามองค์ธรรม พอจิตสงบ เป็นสมาธิ จะมีกำลังพอที่จะใช้งานเพื่อให้เกิดปัญญา จึงยกสิ่งต่างๆขึ้นมาพิจารณา
มีพุทธพจน์เกี่ยวกับการปฏิบัติทางลัดอยู่ค่ะ ขอเวลาสักวันสองวัน จะลอกลงบันทึกไว้นะคะ
ขอเป็นกำลังใจค่ะ
ป.ล. รูปโลโก้ใหม่น่ารักดีค่ะ
ค่ะอาจารย์...จิตที่ปราโมทย์ทำให้เกิดปิติต้องอาศัยปัสสัทธิ(สงบ)แล้วทำให้เกิดสมาธิจะพบความสุขที่แท้จริงใช่มั้ยค่ะอาจารย์
คงไม่สายที่จะเข้าใจธรรมชาติของชีวิตคงพอจะมีเวลาอีก...
ตามมาดู
สวัสดียามเช้าค่ะ
ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเรียนรู้พระธรรมค่ะ
เพียงแต่ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว อย่าหยุดพอใจแค่ความสุขจากสมาธิ แต่ให้นำจิตที่เป็นสมาธินี้ไปพิจารณาธรรมต่อ ก็จะพบปัญญาอันนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงค่ะ
อ้อ
อย่าเรียกอาจารย์เลยนะคะ ตอนนี้ไม่ได้สอนที่ไหนแล้วค่ะ เป็นแม่บ้านธรรมดา
อยากเป็น "มิตร" มากกว่าค่ะ
เรียกพี่ก็ได้ (ดิฉันอายุ 48 แล้ว คงเป็นพี่ได้มังคะ)
สวัสดีค่ะ
บันทึก ปฏิปทาสำหรับคนเจ็บไข้จากพุทธพจน์ไว้แล้วค่ะ
จึงมาเชิญไปศึกษาค่ะ