นับจากวันที่เด็กๆได้พบกับผู้ป่วยเบาหวานท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นหญิงวัย 50 กว่าๆ นอนป่วยที่ร้านอินเทอร์เน็ตและได้บอกเล่าให้ฉันฟังว่าพวกเขาอยากไปให้กำลังใจ ฉันรับฟังและเราตกลงเข้าเยี่ยมเยียนผู้ป่วยเพื่อเป็นกำลังใจให้ต่อสู้กับเบาหวาน และอัมพฤตที่เกิดขึ้นภายหลังจากเกิดอุบัติเหตุหลายปีมาแล้ว ผู้ป่วยต้องผจญกับภาวะเบาหวานไม่คงที่ ฉันใช้คำว่าไม่คงที่ อาจไม่ถูกต้องทางการแพทย์ แต่การใช้คำนี้ฉันแปลความจากคำบอกเล่าของผู้ป่วยรายนี้ว่า เคยน้ำตาลขึ้นสูง และลงต่ำกว่าเกณฑ์มาตราฐาน ทำให้ผูป่วยมีอาการเวียนศีรษะ โงหัวไม่ขึ้น ท้อแท้ เพราะกินยาก็ไม่หาย เกิดภาวะซึมเศร้าและหมดกำลังใจไม่พยานามช่วยเหลือตัวเอง
วันที่ฉันไปพบ...ผู้ป่วยร้องไห้อย่างทุกข์ระทม และพยายามเล่าเรื่องราวการป่วยให้ฟังซึ่งฉันยอมรับว่าฉํนฟังไม่รู้เรื่องมากนัก..แต่เด็กน้อยของฉัน ซึ่งมีดญ.ณัฐริกา และดญ.ณัฐพร หงษ์คู ดญ.สุกัญญา สว่างแสง ดช.ณัฐพล ปิ่นโมรา ดช.วิระพงษ์ มินแก้ว ได้ช่วยเป็นล่ามให้ฉันเข้าใจ สอบถามภายหลังได้ความว่าเด็กๆมานั่งเล่น นั่งคุย และมาเล่านิทานเป็นเพื่อนเล่นแก้เหงามาก่อนหน้านี้แล้ว...มิน่า ถึงได้สื่อสารกันเข้าใจง่าย
เมื่อได้รับทราบการร่วมทำความดีของเด็กจิตอาสาน้อยกลุ่มนี้แล้ว ฉันยังได้รับรู้ว่ายังมีงานจิตอาสาอีกสองรายการที่พวกเขาแอบทำกัน ฉันนิ่งมองเด็กๆพูดคุยกับหญิงสูงวัยอย่างมีความสุข ก่อนขอตัวกลับเมื่อเวลาแห่งความสุขผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง และได้มอบเงินจำนวนเล็กน้อยให้ติดตัวไว้ พร้อมกับมอบถุงเท้าให้เธอไว้สวมอีก 2 คู่ และสัญญาว่า ฉันจะกลับมาเยี่ยมเธออีก
หลายวันผ่านไป เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ฉันได้พูดคุย ถามถึงผู้ป่วยรายนี้และรับทราบการทำงานของเด็กจิตอาสาของฉัน พร้อมกับมีการเสนอให้มีของเยี่ยมติดมือ มีการเตรียมนิทานไปเล่า และ ที่น่าตื่นเต้นมากๆคือ เด็กจิตอาสากลุ่มนี้ได้พยายามทำกายภาพให้ผู้ป่วยด้วยการนวดและพาผู้ป่วยหัดเดิน
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 พย.52 ฉันได้มีโอกาสไปเยี่ยมผู้ป่วยเบาหวานอีกครั้ง และฉันพบว่าเธอมีอารมณ์ดี หน้าไม่บูดบึ้งอมทุกข์ ฉันได้เห็นการทำงานเด็กน้อยจิตอาสาโดยเด็กๆทุกคนได้ยกมือไหว้ทักทายผู้ป่วยและผู้ป่วยพยายามยกมือรับไหว้พร้อมกับหันมาไหว้ฉัน เธอยิ้มได้ได้เห็นเธอหัวเราะ และพยายามเล่าว่าเด็กน้อยจิตอาสามาทำอะไรให้เธอบ้าง เธอขอร้องให้ฉันพาเธอเดินบ้าง น้องเพ้ยลุกไปหยิบคอกช่วยเดินมาวาง น้องวีรศักดิ์เดินไปด้านหลังผู้ป่วย และน้องเพ้ยพยายามกดคอกหัดเดินไม่ให้เขยื้อน ส่วนน้องวีรพงษ์ เดินอ้อมไปหลังผู้ป่วย และพยายามพยุงเธอให้ลุกขึ้น แต่ทำไม่ได้ จึงร้องเรียกเพื่อนๆมาช่วย แต่ก็ทำไม่ได้
น้องเพ้ยส่ายหัวเล็กน้อยบ่นเบาๆว่าวันนี้ทำไมยายขยับตัวไม่ขึ้นเลยคะ
ฉันพยายามเก็บภาพ และระวังการล้มเพราะผู้ป่วยค่อนข้างตัวโต
ผู้ป่วยพยายามช่วยด้วยการถัดก้นไปให้ใกล้ๆบันไดบ้านชั้นที่ 1 ฉันเข้าใจว่าต้องเคยมีการใช้วิธีจับผู้ป่วยนั่งที่บันไดขั้นที่1ก่อนเพื่อให้ง่ายต่อการลุก หรือไม่ผู้ป่วยต้องเคยทำแต่ก็ไม่สามารถลุกขึ้นจับราวคอกฝึกเดินได้
ฉันสอบถามว่าได้ฝึกเดินทุกวันหรือไม่น้องเพ้ยบอกว่าเว้นมา 2 วันแล้วค่ะ
เพราะพวกหนูไม่ว่างกันได้แต่มาคุย มานวด
ฉันจึงบอกเด็กๆว่างั้นเรานวดขาให้ยายก่อนนะลูก เพื่อให้กล้ามเนื้อไม่เกร็ง และเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายของผู้ป่วยรับรู้ จะได้เตรียมใจ และพร้อมใจกัน
หลังจากนั้นฉันจึงส่งกล้องถ่ายรูปให้น้องวิระพงษ์ เป็นตากล้องแทน
โอ้โห...ไม่เบาเลย หนักมาก ปล้ำกันอยู่พักหนุ่ง ผู้ป่วยท้อสองครั้ง
โบกมือไม่ไหว บอกสงสารครู
ฉันบอกว่าฉันแข็งแรง
และครั้งนี้เราจะนับ 1 2 3 พร้อมๆกันนะ
ผู้ป่วยพยักหน้า ฉันบอกว่าเราจะลุกขึ้นทีละstep
ผู้ป่วยพยักหน้า ฉันบอกผู้ป่วยว่าครั้งนี้ถ้าเราทำได้สำเร็จ ไม่นานผู้ป่วยจะเดินได้
แล้วเราก็ทำได้สำเร็จ รอชมภาพแห่งควาสุขของผู้ป่วยที่ชนะใจตัวเองในระดับต้นๆนะคะ
ชื่นชม ยินดี
กับคุณครู
กับเด็กๆ
ที่มีการแบ่งปันความเอื้ออาทร
ส่งใจไปให้คุณยายเดินได้เก่งมากยิ่งขึ้นๆๆๆๆๆๆ
ขอบคุณค่ะ
บนพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนเรารูจักกฏแห่งการให้
เด็กน้อยหากมีโอกาสเรียนรู้กฏแห่งการให้ด้วยตัวเอง
จะทำให้พวกเขารับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าในตัวของเขานั้น
ยังมีความรักซ่อนอยู่ เป็นความรักที่พวกเขาต้องนำกฏแห่งการให้มาปฏิบัติ
เมื่อนั้นแหละ เขาจะรับรู้จากสัมผัสของหัวใจว่าความรักนั้นยิ่งใหญ่นัก
ขอบคุณค่ะ
ได้เรียนรู้นอกห้องเรียนจากชีวิตจริง น้อง ๆ โชคดีมากค่ะ ได้ทั้งบุญกุศลและได้ซึมซับคุณธรรมไว้ในตัวตั้งแต่วัยเยาว์ พอเป็นผู้ใหญ่ก็จะได้เป็นทั้งคนเก่งดีและมีสุข พี่ครูต้อยเป็นแม่พระของเด็ก ๆ เลยค่ะ
ขอบคุณน้องศิลาค่ะ
พี่เพียงแต่เห็นว่าเด็กน้อยเป็นเด็กดี และมีพลังแห่งการให้
ก็เป็นเพียงคำแนะนำเล็กน้อย และหาโอกาสให้เด็กน้อยเท่านั้นเองค่ะ
น้องสบายดีนะคะ รักษาสุขภาพด้วยค่ะ
คุณครูต้อยและเด็กๆเก่งมากครับ ถูกต้องเลยครับคุณครูต้องสร้างพลัง เด็กๆและคนรอบข้างจะช่วยให้ผู้ป่วยมีพลัง และจะเสริมต่อไปเรื่อย