เคยคิดไหมครับว่า ทำอย่างไรเราถึงจะมีความสุข?
ไม่ได้มาถามปัญหาปรัชญาหรือถามกวนนะครับ ชีวิตคนเรานี่ก็มีขึ้นลงอยู่เสมอ เคยคิดไหมว่าทำอย่างไรถึงดำเนินชีวิตให้มันเอียงไปข้างความสุข? เมื่อในที่ชีวิตต้องเป็นทุกข์ ทั้งเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว จะทำอย่างไรให้เราเอียงกลับมาข้างความสุขได้?

ตอนนี้ชีวิตของผมก็กำลังเอียงไปเอียงมาระหว่างสองฝั่ง เขาว่ากันว่าการเขียนปริญญานิพนธ์นั้นเหมือนกับการเดินทางขึ้นภูเขาไปคนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย บางทีก็มีท้อถอย หรือติสท์รับประทานเขียนไม่ออก นักเรียนปริญญาเอกที่อเมริกาหลายคนเรียนจบ coursework แล้วก็มาตีบตันเอาตอนเขียนปริญญานิพนธ์นี่แหละครับ และก็เป็นสาเหตุให้หลายๆ คนเลิกราเอาเสียกลางคัน
ผ่านตาไปเห็นบทความในนิตยสาร Wired เมื่อเดือนก่อน (link) ก็คล้ายๆ กับจะเจอคำตอบ ลองดูภาพประกอบนะครับ นักวิทยาศาสตร์เขาใช้เทคนิคที่เรียกว่า social network analysis สร้างรูปเครือข่ายสังคมในบริบทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพ หรือการสูบบุหรี่ ก็พบว่าสามารถบอกอะไรได้
เราคงเคยได้ยินได้ฟังกันมานานว่า ถ้าอยากเลิกสูบบุหรี่ ก็ต้องอยู่ห่างคนสูบบุหรี่
งานวิจัยนี้เขาฟันธงว่าถ้าอยากไม่อยากมีความทุกข์ก็ให้อยู่ห่างๆ คนมีความทุกข์ (link)
เขาขยายความว่ามีเพื่อนที่มีความสุขนั้นเพิ่มความน่าจะเป็นให้กับความสุขของเรา 9% ในขณะที่การมีเงินเดือนเพิ่ม $5000 นั้นเพิ่มความสุขให้เราเพียง 2%
คนที่มีความทุกข์ ถ้าไปอยู่ท่ามกลางคนที่มีความสุขก็สามารถจะมีความสุขมากขึ้นในอนาคต
ง่ายดีไหมครับ?
จริงๆ ผมจะเขียนต่อไปได้อีกหลายย่อหน้าก็ได้ แต่อยากรู้ว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรกับผลสรุปของงานวิจัยนี้
เชิญออกความเห็นกันตามสะดวกเลยครับ
ผมขอตัวไปหาเพื่อนๆ ที่มีความสุขกับการเขียนปริญญานิพนธ์ก่อนนะครับ
ภาพประกอบจาก lloydi
ึึการมีความสุขคือการมีความทุกข์น้อย
การที่เราได้อยู่ท่ามกลางบรรกาศของความสุขก็ทำให้เราได้ซึมซับความสุขไปด้วย
---------
จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิต เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
http://www.wimutti.net/
เพิ่งคุยกับเพื่อนสนิทเรื่อง มนุษย์เราต้องการ สุข หรือ สุก
คุยกันยาวตั้งแต่สองทุ่มเพิ่งจบการสนทนาไว้ก่อน(มีภาคต่อ)เมื่อสามทุ่ม
ส่วนตัวพี่ พี่หมั่นระลึกเสมอว่า ไม่ว่าสุขหรือทุกข์
เรารู้ว่าเรา มีสุข หรือ มีทุกข์ ได้
แต่ต้องรู้ว่าเราไม่ใช่ เป็นสุข หรือ เป็นทุกข์
ทั้งสองสิ่งคือ สิ่งปรุงแต่ง
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นไว้หน่อยนะคะ ขอบคุณค่ะ
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับคุณพี่
เห็นด้วยแรก คือเรื่องนี้คุยกันได้ยาว
เห็นด้วยที่สอง คือไม่ว่าจะคุยยาวแค่ไหน สุดท้ายก็น่าจะจบได้เหมือนที่พี่สรุปว่าต้องระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ สุข และทุกข์ ล้วนเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นได้เสมอ อะไรมากระทบจิตใจเราก็มีขึ้นลงเป็นธรรมด๊าธรรมดาครับ
แม้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะจบที่ใจของเรา แต่คนรอบข้างก็มีส่วนอย่างมากในการปั่นให้อารมณ์เราขึ้น หรือลง
ขึ้นอาจจะไม่ดี... ถ้าเป็นความสุขหยาบ ๆ เช่นพาไปเที่ยวเสเพลอยู่เสมอ อย่างนี้สุข แต่ไม่นาน
ลงก็คงไม่ดี... ถ้าเราไม่รู้จักวิธีดูความทุกข์ เหมือนดูเรยาแล้วย้อนดูว่า เออนะ มันผิดทั้งแม่ที่เลี้ยงลูกจนเสียคน ผิดทั้งเรยาที่ไม่กตัญญูรู้คุณ จะโทษใครแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่ผมสงสัยว่า ถ้าเรื่องมันไม่กลายเป็นข่าวใหญ่และ ท่าน ว ไม่ออกมาเทศน์ (แม้ท่านออกมาเทศน์แล้วก็ตาม) จะมีใครฉุกคิดต่อ คิดตามได้หนอ
ถ้าเตือนตัวเองได้จนเกิดเป็นนิสัย ก็คงดี แต่มันก็ยากเหลือหลายนะครับ...
ปล. เห็นไหมครับ ว่าจะคุยนิดเดียว ก็เป็นนิดเดียวขนาดยาว :)
เพิ่งมาอ่านความคิดเห็นและคำตอบ
เรื่องก็คือ เมื่อมาอ่านชื่อบันทึกและเลือกกดอ่าน เราก็เลือกบันทึกเดิมที่เคยกดอ่านมาแล้ว เมื่อสองปีก่อน
...หัวข้อแบบนี้ชวนให้อ่าน..ซึ่งนั่นคือ เรา(ตัวพี่)ติดยึดกับมันมาก ความสุข สุก ทุกข์เวทนา และทุก_เวทนา