สวัสดีครับ

            ตอนนี้ที่ชุมพรฝนกำลังตกหนัก  เลยเปิดดูบันทึกเก่าก็พบว่าในบันทึก"วันนี้...เราใช้เครื่องมือKMถูกทางแล้วหรือยัง "    มีผู้เข้ามาอ่านจำนวนมากแสดงว่าเป็นประเด็นที่มีคนสนใจจำนวนมาก   ก็คงขออนุญาติขยายความต่อในประเด็นนี้นะครับ 

         จากประสบการณ์การทำงานที่คลุกอยู่วงในของการพัฒนาระบบราชการในยุคนี้  (ยุคที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่)  เมื่อพิจารณาในการพัฒนายุทธศาสตร์แบบองค์รวมโดยไม่แยกส่วน  จะเห็นว่าในส่วนของ  การเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานภาครัฐ    การเพิ่มคุณภาพการบริการประชาชน    การพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐ  (ก.พ.ร.กำหนดเป็นมิติที่ 2 3 4 )   มีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันแนบแน่นอย่างแยกไม่ออก     ซึ่งเป็นไปตามแนวคิด Balance Scorecard       ที่ก.พ.ร.นำมาปรับใช้โดยเป็นกรอบการพัฒนาการบริหารจัดการภาครัฐของส่วนราชการต่างๆ      การจัดการความรู้ (KM) นั้นอยู่ในมิติการพัฒนาศักยภาพองค์กร  ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในฐานะเครื่องมือบริหารการเปลี่ยนแปลงทั้ง 3 มิติที่จะนำไปใช้อย่างแนบแน่นกับเครื่องมือทางการบริหารอื่นๆไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์(Human Resource Stratetigic) ซึ่งก็คือการวิเคราะห์สมรรถนะของหน่วยงานภาครัฐ(ที่เชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์)ที่จำเป็นเพื่อบรรลุผลสัมฤทธิ์  และนำไปสู่ตารางอิสรภาพ   (ตารางประเมินสมรรถนะของหน่วยงาน)   และนำไปใช้ประเมินบุคลากรเพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานต่อไป    

           ปัญหาของกระบวนการKmที่สำคัญที่สุดก็คือ

           1.การไม่สามารถนำไปเชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานจริง (ที่ส่งผลชัดเจนต่อการเพิ่มขีดสมรรถนะของหน่วยงาน)  บางคนรู้สึกว่าเป็นเครื่องมือที่ขาดพลังที่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริง

           2.มุ่งเน้นในส่วนการจัดการความรู้อย่างแยกส่วนอยู่ในกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย (ไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรไปด้วยกันทั้งหมด)

           3.ขาดทิศทางในการขับเคลื่อนการจัดการความรู้ในระยะยาว (ไม่สามารถกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ในระยะสั้น  ระยะกลาง  ระยะยาวได้อย่างชัดเจน)

           สาเหตุหลักก็คือ

           1.การมุ่งเน้นเทคนิคการจัดการความรู้ที่ขาดความเชื่อมโยงบริบทของการปฏิบัติงานที่แท้จริงของหน่วยงาน

           2.การมองและพิจารณาการจัดการความรู้อย่างแยกส่วนขาดการมีส่วนร่วมของบุคลากรขององค์กร

           3.การขาดการวางแผนยุทธศาสตร์การจัดการความรู้ในภาพรวมของหน่วยงาน(การนำการจัดการความรู้ไปเชื่อมโยงกับการวางแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน)

            ดังนั้นจึงเป็นที่มาของความจำเป็นเบื้องต้นในขั้นตอนของกระบวนการ KM 3ประการก็คือ


1.    จำเป็นต้องมีการสร้างเครื่องมือ KM ที่เหมาะสม(เหมาะสมไม่ใช่สมบูรณ์แบบ)

        เครื่องมือนี้ก็คือ  กรอบความคิดการจัดการความรู้ตั้งแต่การกำหนด  KV  นำไปสู่การกำหนดสมรรถนะหลัก  สมรรถนะรอง   นำไปสร้างเกณท์การประเมินสมรรถนะ(ตารางอิสระ)  การค้นหาความรู้เปิดเผยที่จำเป็นตามสมรรถนะต่างๆ   การสกัดขุมความรู้จากการปฏิบัติงานจริง   การนำมาจัดทำแผนที่ความรู้ตามสมรรถนะของหน่วยงาน ทั้งหมดจะต้องใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน    แผนปฏิบัติการการจัดการความรู้


2.    จำเป็นต้องฝึกฝนผู้ใช้เครื่องมือ KM ชิ้นนั้นพอสมควร(สามารถใช้งานได้ไม่ใช่เชี่ยวชาญ)

              การฝึกฝนเครื่องมือข้างต้นตามความเหมาะสมด้วยกรอบของเวลาที่มีอยู่  อย่ามุ่งสู่การเป็นเลิศ  เชียวชาญ  ชำนาญการ จนเกินความจำเป็น ขอเพียงแต่สามารถใช้งานได้จริงก็น่าจะเกิดประโยชน์มากเพียงพอในสถานการณ์ปัจจุบัน


3.     จำเป็นต้องให้นำมาใช้ในงานจริง(การปฏิบัติงานจริงไม่ใช่วาดความฝัน)

              การนำมาใช้งานจริงในบริบทจริงของการปฏิบัติงานและมีความเชื่อมโยงกับเครื่องมือการบริหารอื่นๆ  ไม่ว่าเทคนิค       การปรับปรุงกระบวนการคุณภาพการให้บริการ   การปรับปรุงกระบวนงาน   การออกแบบกระบวนงานใหม่  การทบทวนปรับปรุงแผนปฏิบัติการ   การพัฒนาบุคลากร  การประเมินผลการปฏิบัติงาน

           ขั้นตอนสำคัญของการนำไปปฏิบัติงานจริงมีดังต่อไปนี้ครับ

              1.การสกัดขุมความรู้จากการปฏิบัติงานจริง(Knowledge Assets)

              2.การจัดทำแผนที่ความรู้(Knowledge Mapping)ของหน่วยงาน

              3.การกำหนดความเชื่อมโยงและการประเมินสมรรถนะหลักของหน่วยงาน(นำไปสรุปเป็นข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงของหน่วยงานในส่วนของบุคคลากร)

              การจัดการความรู้  หากนำมาใช้อย่างถูกต้องจะเป็นเครื่องมือการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังอย่างยิ่ง  จะนำมาซึ่งการเพิ่มขีดสมรรถนะของหน่วยงานอย่างชัดเจน

                                       พรสกล  ณ ศรีโต

                                          27/8/2548