ประมวลผลในอากาศ
Cloud Computing (ผู้เขียนขอใช้คำสั้นเป็น CC) หรือจะเรียกว่า On-Demand Computing หรือจะเรียก Grid Computing หรือจะ Software as a Service ก็เรื่องเดียวกัน เป็นข้อสังเกตอีกแหละ...เรื่องที่เกี่ยวกับไอทีมักจะมีการตั้งชื่อ หรือนิยามกันหลายชื่อ หลายความ จนบางครั้งสร้างปัญหาให้กับเรา เพราะเรามัวแต่วิเคราะห์ชื่ออย่างเอาเป็นเอาตายกับความแตกต่างของชื่อ ทั้งที่คนตั้งชื่อเขาตั้งตามจริตของเขาเท่านั้นเอง ทั้งที่มันเป็นเรื่องเดียวกัน จะได้เห็นได้ดังต่อไปนี้
..IBM dubbed it "on-demand computing.“Others have called it "grid computing"and "software as a service." The latest name is "cloud computing,"and it's the hot new dance craze—er, tech trend—that's sweeping the computing industry, generating so much hype…..
Cloud computing เป็นวิวัฒนาการที่วางพื้นฐานอยู่บน อินเทอร์เน็ต("cloud") และการประมวลผล ("computing").
- คำว่า”cloud” ซึ่งแปลว่า “เมฆ” จะหมายถึงอินเทอร์เน็ตตามที่เรามักจะเห็นในภาพไดอะแกรมเป็นก้อนเมฆของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แทนการเชื่อมโยงที่ซับซ้อนภายในก้อนเมฆดังกล่าว
- รูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริการ (“as a service”)
- ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการดังกล่าวจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องมีความรู้ความชำนาญเพื่อบริหารโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีของบริการดังกล่าว
แล้วก็มีการสรุปให้สั้นกันอีกครั้งหนึ่งว่า Cloud computing คือหลักการของการผนวก software as a service (SaaS), เว็บ2.0 และเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อให้บริการการประมวลผลที่พึงพอใจต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
มีคำกล่าวว่าบรรยายด้วยภาพแทนคำพูดได้มากมาย ก็เลยนำภาพของ Cloud computing มาแสดงเพื่อให้ผู้อ่านได้ใช้จินตนาการทำความเข้าใจกันเอาเอง จะได้ไม่เป็นการปิดกั้นความคิดกัน

ในเรื่อง CC นี้ยังมีการสร้างชุดคำสำคัญขึ้นใหม่อีก คือ “XaaS” อยากจะเสนอแนะผู้อ่านว่าคำสำคัญ หรือ Key word ก็เป็นเรื่องที่ต้องสนใจกันหน่อย เพราะมันช่วยให้เราไม่หลงทาง ช่วยให้เราไขปริศนาได้ คำสำคัญชุดนี้ประกอบด้วย HaaS: Hardware as a service IaaS: Infrastructure as a service PaaS: Platform as a service และ SaaS: Software as a service คำเหล่านี้บอกว่าแนวโน้มไอซีทีจะถูกออกแบบเป็นลักษณะของการบริการทั้งสิ้น แล้วในที่สุดผู้ที่ต้องการนำไอซีทีมาช่วยงาน ช่วยธุรกิจ ช่วยภารกิจ ของตนเอง ซึ่งเรียกกันว่าเป็นผู้ใช้ไอซีที (User) ก็จะเป็นผู้ใช้จริง ๆ เพราะเพียงแต่หาเครื่องมือมาใช้ ก็จะทำงานได้ทันที ไม่มีการลงทุนสร้างเช่นที่ผ่านมาและในปัจจุบัน มีเครื่องมือ (Tools) จะเป็น PC Computer, Notebook, Pocket PC, PDA, Mobile Phone หรือเครื่องมือในอนาคตที่ยังนึกไม่ออก เท่านี้แหละ เชื่อมต่อเข้าเครือข่ายใช้บริการตามที่ต้องการ

ลองอ่านความเห็นของกูรูต่างชาติสักหน่อย Ted Schadler นักวิเคราะห์ของฟอเรสเตอร์ให้เหตุผลด้านประโยชน์ 3ประการ ของ CC
(1) ความรวดเร็วของการมีระบบใช้งาน เขายกตัวอย่างบริษัทการเงินแห่งหนึ่งสามารถย้ายระบบemployee portal โดยใช้บริการ CC ได้ภายใน 2เดือนขณะที่อีกบริษัทหนึ่งต้องใช้เวลา 18 เดือนเนื่องจากจัดทำภายในองค์กรตนเอง
(2) เขากล่าวว่าบริษัททั้งหลายควรย้ายไปใช้บริการCC เพราะมีผู้เชี่ยวชาญที่“worry about the nuts and bolts so that you don’t have to.” ทำให้แผนกITของบริษัทสามารถมุ่งไปทำภารกิจอื่นที่สำคัญกว่าได้
(3) ท้ายที่สุดเขากล่าวว่าCFOs ควรให้ความสนใจเพราะจ่ายตอนใช้งานเท่านั้นทำให้บริษัทสามารถเก็บเงินไว้ในธนาคารได้นานกว่า
อีกปรากฏการณ์หนึ่งเกี่ยวกับ CC
•เมื่อเดือนพฤษภาคม 2008 นิวยอร์คไทมส์ได้เปิดบริการการค้นหาข่าว(จำนวนมากกว่า 15 ล้านเรื่อง)ตั้งแต่ค.ศ.1851ถึง1922โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ (ผู้เขียนเคยคิดจะหาข่าวที่ย้อนหลังแค่เดือนกว่า ๆ จาก น.ส.พ. ของไทย ต้องสมัครสมาชิก ต้องจ่ายเงิน แต่ก็ให้บังเอิญได้ข้อมูลจากทางอื่น เลยไม่ได้ทดสอบบริการค้นข่าวของไทยที่ต้องจ่ายตังค์)
• นิวยอร์คไทมส์มิได้ใช้คอมพิวเตอร์ของตนเองเลยแต่ใช้บริการ cloud computing ของอเมซอนทั้งสิ้น
(Newsweek, June,10, 2008)
ความเห็นในอีกด้านหนึ่งที่ดูจะไม่เออออกับ CC ก็มีเช่นกัน ริชาร์ด สต็อลแมน (ผู้มีบทบาทสำคัญในเรื่อง Open source) ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษว่า การใช้ CC ทำให้สูญเสียเสรีภาพ
ต้องขอจบเนื้อหาตอนนี้ไว้แค่นี้ เพื่อจะจุดประเด็นให้ผู้อ่านไตร่ตรองกันเล่น ๆ จากพฤติกรรมของคนหรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็ว่าได้ ในช่วงการเปลี่ยนแปลง ย่อมมีปฏิกริยาเกิดขึ้นเสมอ ก็อยากจะนึกล่วงหน้าไปก่อนว่า CC ก็คือการเปลี่ยนแปลงด้านไอซีที อย่างพลิกโฉม จะมีบางองค์กรเท่านั้นที่จะมีเครื่องใหญ่ ๆ ศูนย์ไอซีทีใหญ่โต องค์กร หน่วยงานส่วนใหญ่จะมีเพียงคอมพิวเตอร์เล็ก ๆ ไม่มากมาย หน้าตาอาจเปลี่ยนไป อาจเท่าการ์ดใบเดียวก็ใช้ทำงานได้ ภาพเหล่านี้อาจไม่เหมือนที่ผู้เขียนได้สร้างขึ้นก็ได้ ผู้อ่านสร้างจินตนาการได้เอง แต่ที่อยากจะชี้ประเด็นการเปลี่ยนแปลงก็คือ ภารกิจด้านไอซีทีหลายอย่างในองค์กร จะหายไป เพราะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป บทบาทหน้าที่ของเจ้าไอซีทีจะต้องเปลี่ยนไป พฤติกรรมการทำงานจะเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะกระทบตัวเจ้าหน้าที่ในองค์กร ปฏิกริยาที่เกิดขึ้นจากการที่เจ้าหน้าที่ในองค์กรได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง ในเบื้องต้นก็คงจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องนี้กันพอสมควร ฝ่ายที่นิยมเล่นขายของ จะยกข้อด้อยว่าทำให้สูญเสียเสรีภาพมาอ้าง จะได้ซื้อ/ขายของกันต่อไป ฝ่ายนี้ดูจะไม่นิยมซื้อ/ขาย บริการ... เพราะฟังแล้วอาจจะดูไม่ดีก็เป็นได้ ฝ่ายที่นิยมสะสมของ ชอบเห็นห้องใหญ่โตเครื่องใหญ่โตตั้งเรียงรายมากมาย ดูมโหฬาร และอลังการ คงจะบอกว่า CCไม่มีอะไรจับต้องได้เลย จะเป็นของเราได้ยังไง...ไม่คิดถึงโลกร้อน ไม่คิดถึง Green IT บ้างกันหรือ... ฝ่ายที่ชอบจัดการ ชอบทำทุกอย่าง อาจจะหวั่นไหวว่าจะตกงาน จะอ้างว่าถ้าไม่ทำเองจะไม่ฟิต ไม่เหมาะเจาะกับกรมทางหลวง ต้องขอดักคอไว้ก่อน กว่าจะถึงฉบับหน้าก็จะได้คลายโกรธ ประเด็นก็คือ เมื่อเราจะอยู่ในโลกใหม่ ถ้าเราจะใช้นวัตกรรมใหม่ เราต้องปรับจิต เราต้องปรับวัฒนธรรม ค่านิยม ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งเทคโนโลยีจะต้องพัฒนาให้เข้ากับวิถีชีวิตคน และธรรมชาติ เทคโนโลยีนั้นจึงจะอยู่ได้ ขอให้ลองสังเกตและวิเคราะห์เด็กในยุคไอที เคยเห็นเขาเหล่านั้นขมวดคิ้ว นิ่วหน้า กับ mobile, I-Pod, PDA, Cyber Dict, …เพราะเขาคุ้นเคย ตั้งแต่เกิด มันเป็นวัฒนธรรมในการเล่น การสื่อสาร การเรียนรู้ในยุคนี้ เขาไม่รู้สึกถึงความแปลกแยกของเทคโนโลยี จึงขอฝากประเด็นทั้งสองนี้ไว้เป็นข้อสังเกตในการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี
Cloud Computing ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่ไม่เคยสัมผัส ทุกคนได้สัมผัสมันบางส่วนอยู่แล้ว ก็บริการต่าง ๆ บน Internet นั่นแหละ อย่างเช่น weblog นี่ก็ใช่