มหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ผ่านไปแล้ว
ทุกครั้งที่มีมหกรรมหนังสือ...ก็อดไม่ได้ที่จะแวะไป
ซื้อหนังสือที่หมายตาในราคาถูกลง
แต่ขณะเดียวกันก็พยายามทำความเข้าใจกับ
"วัฒนธรรมการอ่าน" ของสังคมไทย
ที่ปรากฎในงานว่าเป็นอย่างไร
............
การเดินทางด้วย "รถไฟฟ้า ฉบับ มาหานะเธอ"
ผู้คนคราคร่ำที่มีเป้าหมายร่วมกัน
ศูนย์ประชุมสิริกิตติ์

 

 

ปริมาณคนที่หลั่งไหลเข้าสู่งาน
ส่วนหนึ่งเลย คือ มาเป็นครอบครัว...
เพราะเป็นช่วงปิดเทอม

 

 

แผนผังเป็นสิ่งจำเป็น
ในการหาแผงหนังสือที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

 

 

ดูบรรยากาศที่พ่อแม่พาลูกตัวเล็กๆ มาเลือกซื้อหนังสือ
ในอริยบทต่างๆ กัน

 

  

ลูกน้อยหลับคาไหล่...แม่เลือกซื้อหนังสือสบายใจ
 

 

หนังสือสำหรับเด็ก...ขายดีทั้งเด็กเล็ก เด็กโต
พ่อแม่เปิดโอกาสให้ลูกๆ เลือกซื้อหนังสือเองมากขึ้น

 

 

เราได้เห็นเด็กๆ วิ่งวุ่นทั่วงาน...อย่างสนุกสนาน
แถมยังมีตัวล่อเด็ก คือ การ์ตูนตัวโต

 

 

การมางานมหกรรมหนังสือ...กลายเป็นวันครอบครัว
 

 

 

แต่ละแผงหนังสือเนืองแน่นด้วยผู้คน
การซื้อหนังสือในงาน...เป็นการอ่านผ่านๆ เหมือนการชอปปิ้ง
ดังนั้น หนังสือบางเล่มซื้อไปแล้ว อาจไม่ถูกใจภายหลังได้
เพราะไม่มีเวลาอ่านเนื้อในนานพอ
เนื่องจากคนเยอะ...ต่างจากในร้านหนังสือทั่วไป
ที่เราจะเห็นคนอ่านได้นานๆ
แต่นั่นล่ะ...ซื้อหนังสือโดยเอาราคาเป็นตัวตัดสินใจง่ายๆ

 

 

 

หน้งสือขายดี ... หนังสือใหม่ที่แนะนำในงาน
มักจะเป็นหนังสือของ...คนดัง...ดารา ที่อ่านเอาสนุก
บางคนก็แจ้งเกิด แต่บางคนก็ดับตั้งแต่ฉบับแรก
วิธีโปรโมทที่ได้ผล คือ การมานั่งแจกลายเซ็นต์

 

พระเอกของงานงวดนี้...นายกอภิสิทธิ์
มาแจกลายเซ็นต์ให้กับแผงหนังสือเคล็ดไทย
ก่อนที่จะเผ่นไปเป็นประธานเปิดงานประชุมอาเซี่ยน ที่หัวหิน
 

 

 

หนุ่มเมืองจันท์...มาแจกลายเซ็นต์ในวันถัดไป
ที่แผงหนังสือของมติชน
ได้ลูกค้าไปเยอะเช่นกัน แต่คงน้อยกว่า "หล่อใหญ่"
ไม่น่าเชื่อว่า...บางคนสามารถคว้าหนังสือไปจ่ายเงินได้
โดยไม่ต้องอ่านว่าหนังสือนั้นเขียนว่าอะไร
เพียงเพื่อให้มี "ลายเซ็นต์" บนปกหนังสือ
หรือ อาจจะเชื่อมือของนักเขียนอยู่แล้วก็เป็นได้

 

 

 

บางแผงหนังสือเงียบเหงา...รอเฉพาะลูกค้าประจำ
เหมือนแผงหนังสือของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
หนังสือดีๆ ที่ร้อ รอ คนอ่านแวะมา
แต่แผงหนังสือตรงกันข้าง กลับคราคร่ำด้วยคนๆๆๆ
เป็นแผงหนังสือนิยายหวานแหว๋ว...ที่ยังมีสถิติการขายกระหน่ำ
และได้รับความสนใจมากกว่าหนังสือประเภทอื่นๆ
ลูกค้ามีทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก รอคิวซื้อหนังสือกันแน่น
เฮ้อ!!!....ท่านเนาวรัตน์ คงน้อยใจ

 

 

 

หนังสือที่ขายได้เรื่อยๆ และจุดพลุได้เป็นบางเล่ม
คือ หนังสือเกี่ยวกับคนการเมือง โดยเฉพาะ "เจ้าประจำ..."
สำนักพิมพ์มักจะออกเล่มใหม่ ให้ทันเปิดตัวในงานมหกรรมหนังสือ
แต่ปีนี้...ไม่มีเล่มใดเด่น ดัง เป็นพิเศษ
 

  

 

ส่วนแผงหนังสือที่มีลูกค้าเรื่อยๆ และต้องรอขาประจำ
ก็จะเป็นแผงหนังสือวิชาการที่กระจุกกันอยู่ในโซน C เป็นแผงหนังสือเล็กๆ
แวะไปดู...งวดนี้มีหนังสือใหม่ไม่มากนัก
บางแผงหนังสือบางตา และขนาดของแผงเล็กลง...คาดว่าเศรษฐกิจไม่ดี
 

 

 

สีสันต์ของงานมหกรรมหนังสืออีกอย่าง คือ การโฆษณาหนังสือ
ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ป้ายโฆษณาเคลื่อนที่
ตุ๊กตาตัวโตให้เด็กถ่ายรูป หรือ
กลุ่มน้องๆ ที่แต่งตัวตามคอนเซ็ปของหนังสือมานั่งตามทางเดิน
งวดนี้ หนังสือประเภทนิยายแปล ลี้ลับ พ่อมดแม่มด
ไม่คึกคักเหมือนครั้งก่อนๆ ... มีหนังสือใหม่ไม่กี่เล่ม
ทำให้ความคึกคักของงานน้อยลง

 

 

ลูกค้าที่ชอบซื้อ แต่ไม่ชอบหิ้ว ก็ยังมีอยู่เยอะ
ไปรษณีย์ จึงขายดี ดูจากกองหนังสือ และกล่องรอส่ง
เยอะมากจนล้นมานั่งแพคกันที่พื้นทางเดิน
 

 

งานไม่ได้เผื่อที่นั่งไว้มากนัก ดังนั้น ตามทางเดิน ขั้นบันได
จึงกลายเป็นพื้นที่นั่งพัก นั่งกิน นั่งรอ บนพรมสวยๆ
...............

 

"งานมหกรรมหนังสือ"
อาจทำให้ยอดการอ่านหนังสือของสังคมไทยสูงขึ้นบ้าง
แต่อาจไม่ได้สร้างวัฒนธรรมการอ่านที่เหมาะสม
(ตามความคิดและสายตาของข้าพเจ้า)
เพราะ หนังสือขายดี ยังคงเป็นหนังสือแนวบันเทิง
 นิยายสไตล์เกาหลี-ญี่ปุ่น
หนังสือของคนดัง หรือ แฉคนดัง
ผู้คนที่มามหกรรมหนังสือ ยังคงเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ
คนในเมือง คนที่มีกำลังซื้อ อาจคิดได้ไม่ถึง 5% ของคนไทย
สำหรับเด็กและผู้คนที่ยากไร้ ยังขาดหนังสืออ่านเช่นเดิม
งานเช่นนี้ไม่ได้กระจายออกไปรอบนอกให้มากพอ
และราคาหนังสือไม่ได้ถูกลงจนทุกคนซื้อได้
หนังสือบางเล่ม...
ข้าพเจ้าเองยังต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะซื้อดีไหม
เมื่อคิดถึงเงินในกระเป๋า
แล้วงานมหกรรมหนังสือก็จบลงอีกครั้ง
เพื่อรอครั้งที่ 15 ในอีกราว 4-5 เดือนหน้า
วัฎจักรของธุรกิจขายหนังสือ...ยังคงดำเนินไป
และ
ค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือของคนไทยยังน้อยเช่นเดิม
...........
 
pis.ratana บันทึก
1 พย.52