จุดยืน

เมื่ออยู่ท่ามกลางสายลมแรง วันแล้ววันเล่า

กิ่งก้านและลำต้นโอนลู่ มิกลับมิคืน

แต่ยังยืนหยัดตรงจุดเดิม ไม่เปลี่ยนไม่แปร

  ออเรปูคี
  ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑

๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑  ๑๙.๑๑ น. 
ไม้ดัดแห่งออเรปูคี เกาะใต้ นิวซีแลนด์


   จากเต อานาอู (Te Anau) ผมขับรถต่อไปทางตะวันตกถึงเมืองชื่อเหมือนทะเลสาบเช่นกัน คือ มานาปออูรี (Manapouri)* แต่แตกต่างกันลิบลับ ในขณะที่เต อานาอูคืกคัก กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวจากความที่เป็นประตูสู่มิลฟอร์ด ซาวนด์ (Milford Sound) แต่มานาปออูรีซึ่งเป็นประตูสู่เดาบต์ฟูล ซาวนด์ (Doubtful Sound) ที่ทั้งใหญ่กว่า ยาวกว่า สวยกว่า แต่เพราะความที่นานกว่า จึงทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองเล็กๆสงบเงียบด้วยประชากรน้อยกว่า ๕๐๐ คน

   ทำไมผมถึงมาเมืองนี้ ..ไม่ใช่เพราะผมเกิดอาการอกหัก เหมือนกับชื่อทะเลสาบในภาษาเมารี แต่เพราะเดิมตั้งใจจะมาค้างคืนที่นี่ ถ้าติดต่อที่พักในอินเวอร์คาร์กิลไม่ได้ ไม่อยากนอนเต อานาอูที่คนเยอะๆ และตั้งใจจะไปเดาบต์ฟุล ซาวนด์ พอติดต่อมารีได้ ผมก็เลยเปลี่ยนแผน แต่ก็ยังอยากจะมาแวะชมให้เห็นกับตา ถึงไมได้มานอนก่อนเถอะ

  บรรยากาศตอนที่ไปยืนตากฝนจ้องทะเลสาบ มันเข้าบรรยากาศคนอกหักจริงๆ..ฝนปรอยๆ..รอบตัวมัวๆ..ไม่มีใครซักคน ความจริงทะเลสาบนี้น่าจะสวยมากๆ เพราะมีเกาะน้อยใหญ่มากมายประดับอยู่ แต่วันนี้ดูอึมครึมอยู่ในม่านเมฆ ตามรูปข้างล่าง

๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑  ๑๗.๕๘ น. 
ทะเลสาบมานาปออูรี เกาะใต้ นิวซีแลนด์

  หกโมงเย็น ผมออกจากมานาปออูรี มาถึงทางแยกที่จะกลับไปอินเวอร์คาร์กิลทางเดิมที่ขับมาเมื่อเช้า ต้องตัดสินใจว่า จะกลับทางเดิม หรือจะไปอีกทางที่เลียบหน้าผาทะเลใต้เหมือนเมื่อวาน เพราะยังมีเวลาอีกตั้งสองชั่วโมงกว่าจะมืด ผมเลยตัดสินใจเลี้ยวรถไปทางใหม่ โดยภาวนาว่า ฝนอย่าตกเลย ซึ่งดูจะขอมากไปหน่อย เนื่องจากรอบตัวมีแต่เมฆ และขณะนั้นผมก็อยู่ในเขตที่เรียกได้ว่า มีปริมาณฝนตกชุกที่สุดในนิวซีแลนด์

  ก่อนออกรถ ก็ถ่ายรูปน้องแกะข้างทางมาฝาก ตามรูปข้างล่าง ซึ่งก็เป็นรูปสุดท้ายที่ฟ้าแจ้งจางปาง เพราะหลังจากนั้น มันก็มีแต่ครึ้มฝน ฝน แล้วก็ฝน

๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑  ๑๘.๐๔ น.
ทุ่งเลี้ยงแกะ นอกเมืองมานาปออูรี เกาะใต้ นิวซีแลนด์


   ผมต้องขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข ๙๙ แบบท่องเที่ยวไม่ลงจากรถ เพราะหลังจากพ้นทางแยกตรงนั้นมาไม่นาน ฝนก็เทลงมา แล้วก็ตกมาตลอดทางจนกลับถึงอินเวอร์คาร์กิล

   ยอมเปียกฝนนิดหน่อย ลงเปิดประตูรถถ่ายรูปเป็นหลักฐานสองจุด คือ ตอนถนนสายนี้มาถึงขอบแผ่นดินด้านใต้สุดที่มองเห็นมหาสมุทรในความมัว ตรงจุดชมวิวแมคคราเคน (McCracken's Rest) ตาม ๒ รูปข้างล่างนี้ โปรดสังเกตว่ามีคนด้วย...ดีใจมาก เจอคนตั้ง ๑ คนที่จุดนี้ พี่ท่านยืนเหม่อมองท้องทะเล แบบเราไม่กล้าทัก เลยแอบถ่ายรูปมาซะเลย

๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑  ๑๙.๐๕ น.
จุดชมวิวแมคคราเคน เกาะใต้ นิวซีแลนด์

 อีกจุดหนึ่งที่ยอมเปียกฝน แบบแค่จอดรถข้างทาง ไขกระจกลงแล้วถ่ายรูป คือ เมือง ออเรปูคี (Orepuki)* ที่มีชื่อเสียงจากต้นไม้ทุกต้นที่ขึ้นตรงขอบหน้าผาและชายทะเลแถบนี้ โดยเฉพาะไม้พื้นเมืองแมคโครคาร์ปา (Macrocarpa) ซึ่งมีกิ่งก้านหักลู่แทบจะตั้งฉากกับแนวเดิม เนื่องจากต้องรับแรงลมและพายุจากทะเลเปิดมาทั้งปีทั้งชาติ จนได้ชื่อว่า ไม้ดัดแห่งออเรปูคี (Orepuki Bending Tree) ตามภาพเปิดบันทึกบนสุด ซึ่งเป็นต้นที่ผมพยายามมองหาฝ่าสายฝนแล้วว่าหักสุด ความจริงน่าจะมีหักกว่านี้ แต่ฝนมันตก เลยขอแค่นี้ก็พอ

กลับถึงบ้านมารีที่อินเวอร์คาร์กิล สองทุ่มกว่า กินอาหารเย็นและนั่งคุยกับมารีจนดึกเพราะไม่ต้องตื่นเช้าพรุ่งนี้


* มา นาปออูรี (Manapouri) เป็นคำย่อของ มานาวาปอปอเร (Manawapopore) manawa=หัวใจ  popore=สั่นไหว รวมความว่า ใจสลาย เพราะคนตั้งชื่อต้องเสียเรือในพายุ แต่ผมขอแปลว่า อกหัก แล้วกัน ชื่อนี้ความจริงเป็นชื่อของอีกทะเลสาบหนึ่งใกล้ๆกัน แต่ตอนสำรวจสลับกันอย่างไรไม่ทราบ ความจริงทะเลสาบนี้มีชื่อในภาษาเมารีว่า โมตูราอู (Moturau) มาจาก motu=เกาะ rau=มาก แปลว่า ทะเลสาบที่มีเกาะมาก เป็นทะเลสาบที่มีความลึกมากที่สุดในนิวซีแลนด์ ด้วยความลึก ๑๔๕๕ ฟุต (บางข้อมูลบอกว่าเป็นอันดับสอง) และเป็นสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าใต้ดินขนาดใหญ่ ซึ่งตอนก่อสร้าง เกิดกระแสต่อต้านคล้ายๆกับโรงไฟฟ้าที่เขื่อนเมืองไคลด์เลย

* ออเรปูคี (Orepuki) น่าจะมาจากชื่อเมารี คือ อารอปูเค (Aropuke) puke=เนินเขาหรือหน้าผา แปลว่า หน้าผาที่ถูกคลื่นซัด เนื่องจากชาวเมารีกลุ่มหนึ่งถูกคลื่นใหญ่ซัดจมหายไปตรงนั้น  ส่วนอีกคำแปลหนึ่ง ถ้าจะแปลเป็นไทยก็คือ อากาศอำนวย ดูไม่ค่อยจะเข้าเค้าเท่าไร เพราะอากาศที่นี่รุนแรงเหลือเกิน ซึ่งอาจจะเป็นการตั้งชื่อแก้เคล็ดแบบที่นิยมในเมืองไทยก็ได้