แต่เราจะเข้าใจเขาได้ดีหากเราพยายามคิดหรือมองอย่างเขา พยายามเข้าใจเงื่อนไขที่เขาเป็น...

           เมื่อวานนั่งทานข้าวอยู่ที่ร้านแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัย เป็นช่วงเวลาเที่ยงนักศึกษาเลยมาทานกันเยอะมากครับ มีน้องนักศึกษาผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเขาเริ่มมีอาการหงุดหงิดนิดหน่อยเนื่องจากนั่งรอข้าวนานมาก แล้วพอข้าวมาก็มีน้องคนหนึ่งบอกว่า คิดตังค์หนูจานละ 30 บาท (ปกติจานละ 35 บาท) นะเพราะพี่ทำข้าวให้หนูช้ามาก ๆ น้องเขาอ้อนวอนอยู่พักหนึ่ง เจ้าของร้านก็ตอบตกลง...

 

           สำหรับผมแล้วพอได้ยินความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ ซื้อข้าวแบบนี้เขาต่อกันได้ด้วยหรือ แล้วทำไมต้องต่อด้วย แต่พอนั่งไปสักพักเห็นน้อง ๆ เขาเตรียมตังค์จะจ่ายค่าข้าวกัน แล้วเผอิญเจ้าของร้านทอนเงินขาดไป 10 บาท น้องคนหนึ่งก็เลยเดินไปทวง อีกอย่างน้อง ๆ เขาก็ไม่ได้สั่งน้ำ แล้วเผอิญแก้วน้ำที่ทางร้านเขาบริการน้ำฟรีหมด น้อง ๆ เขาก็เลยไปบอกเจ้าของร้านเพื่อขอแก้วน้ำครับ... 

 

 

          มาถึงตอนนี้ความรู้สึกของผมเริ่มเปลี่ยนครับ ทำให้ผมย้อนไปนึกถึงตอนที่เข้ามาเรียนกรุงเทพ ฯ ต้องเช่าหออยู่ ในบางช่วงที่ตังค์ใกล้หมด ผมก็ต้องพยายามประหยัดในทุกเรื่องไม่ต่างจากน้องนักศึกษากลุ่มนี้ครับ สำหรับเราที่ทำงานได้แล้วเราอาจมองว่าข้าวจานละ 35 บาทก็ไม่ได้แพงอะไร แต่สำหรับน้อง ๆ นักศึกษามันอาจจะแพงสำหรับเขาก็ได้นะครับ...

 

         ทำให้นึกถึงคำที่อาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกไว้นะครับว่า เราจะไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นได้ ถ้าเราเอาความรู้สึกนึกคิดของเราไปเป็นเกณฑ์ แต่เราจะเข้าใจเขาได้ดีหากเราพยายามคิดหรือมองอย่างเขา พยายามเข้าใจเงื่อนไขที่เขาเป็น เหมือนว่าถ้าเราอยู่ภายใต้ขีดจำกัดและเงื่อนไขเช่นเดียวกับเขา เราก็อาจเลือกที่จะทำอย่างเดียวกับที่เขาทำก็ได้นะครับ...

 

        ผมว่าการที่คนหลาย ๆ คนไม่เข้าใจกัน เนื่องด้วยความแตกต่างระหว่างบุคคลไม่ว่าจะเป็น วัย เพศ ฐานะทางสังคม หรือเงื่อนไขใด ๆ ก็ตาม สาเหตุหนึ่งก็เกิดจากการมองเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือสถานการณ์หนึ่ง ๆ เพียงจากมุมมองของเราอย่างเดียว และก็ใช้มุมมองของตัวเราเองตัดสินสถานการณ์นั้น ๆ นะครับ หากคนเราทุกคนพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากขึ้น ความเข้าใจกันในสังคมของเราคงมีเพิ่มขึ้นได้นะครับ...