ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล วิชาพลศึกษา (พ 32101) โดยใช้แบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดบ้านเกาะ
ผู้จัดทำ นายสมชาย สาขา ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
ปีการศึกษา 2550
บทนำ
การศึกษา เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญยิ่งของสังคมโดยเฉพาะในยุคนี้ คือ สังคม จะเป็นอย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับการศึกษาของสมาชิกในสังคมนั้น ๆ ดังนั้น การจัดการศึกษาจะต้องดำเนินไปอย่างมีแบบแผน โดยให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งวิชาพลศึกษา เป็นการศึกษาแขนงหนึ่ง ที่จะช่วยส่งเสริมให้บุคคลบรรลุจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกันกับการศึกษาแขนงอื่น เป็นการศึกษา การเล่น การออกกำลังกาย หรือ กิจรรมทางกายที่ได้เลือกสรรอย่างเหมาะสมแล้วเป็นสื่อกลางในการเรียน จะก่อให้เกิดความเจริญงอกงามและการพัฒนา ทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา และสังคม ดังนั้น พลศึกษา จึงเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งทางการศึกษา วรศักดิ์ เพียรชอบ (2523:2) ได้อธิบายถึงความสำคัญของการออกกำลังกายไว้ว่า การออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ที่ต้องการการเคลื่อนไหวอย่างเพียงพอ เพื่อช่วยให้ระบบและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายทำหน้าที่อย่างปกติ วาสนา คุณาอภิสิทธิ์ (2539 : 23) ได้อธิบายความหมายของคำว่า พลศึกษาไว้ดังนี้ คำว่า สรีระ หรือ Physical หมายถึง ร่างกาย นั่นคือ ลักษณะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ความแข็งแรงของร่างกาย พัฒนาการของร่างกาย ทักษะของร่างกาย สุขภาพของร่างกาย ฯลฯ เมื่อเติมคำว่า Education เข้าไปเป็น Physical education นั่นหมายถึง กระบวนการทางการศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งช่วยเพิ่มพูนและพัฒนาร่างกายของมนุษย์ให้ดีขึ้นหรือกล่าวได้ว่า พลศึกษา คือ วิชาที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และทักษะ โดยใช้กิจกรรมการออกกำลังกายหรือกีฬาต่าง ๆ เป็นสื่อของการเรียน และนักเรียนจะมีพัฒนา การทางด้านต่าง ๆ จากการที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมพลศึกษาที่ได้เลือกเฟ้นมาเป็นอย่างดีแล้ว นี่คือปรัชญาของวิชาพลศึกษา
นอกจากนี้ วาสนา คุณาอภิสิทธิ์ (2539 : 26–27) ได้สรุปจุดมุ่งหมายทั่วไปของการสอนวิชาพลศึกษาได้ 5 ประการ ได้แก่ การพัฒนาด้านร่างกาย (Physical development) เป็นความต้องการให้นักเรียนเป็นบุคคลที่มีร่างกายแข็งแรงมีสุขภาพสมบูรณ์อยู่เสมอด้วยการออกกำลังกาย การพัฒนาด้านจิตใจ (Mental development) เป็นความต้องการให้นักเรียนเกิดความเชื่อมั่น ในตนเอง เป็นคนมีเหตุมีผล รู้จักใช้สติปัญญาไตร่ตรอง ตัดสินใจให้เด็ดขาดถูกต้องและรวดเร็ว สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี การพัฒนาด้านอารมณ์ (Emotional development) เป็นความต้องการให้นักเรียนเป็นคนที่รู้จักการควบคุมอารมณ์ มีความยับยั้งชั่งใจ อดทน อดกลั้น ไม่โกรธง่าย ภูมิใจตนเองเมื่อประสบความสำเร็จในการเล่นกีฬา มีการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น มีความเชื่อมั่นในตนเอง และรู้จักการควบคุมอารมณ์เพื่อจะได้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การพัฒนาด้านสังคม (Social development) เป็นความต้องการให้ผู้เรียนฝึกการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นเกี่ยวกับมนุษย์สัมพันธ์ การอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยมารยาทและประเพณีต่าง ๆ เป็นพฤติกรรมการแสดงออกของนักเรียนที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมและความมีน้ำใจนักกีฬา (Sportsmanship) และสิ่งสุดท้ายก็คือ การพัฒนาด้านทักษะ (Skill development) เป็นความต้องการให้นักเรียนได้เกิดพัฒนาการทำงานสัมพันธ์กันระหว่างระบบกล้ามเนื้อกับระบบประสาท โดยเป็นการทำงานสัมพันธ์ระหว่างระบบกล้ามเนื้อต่าง ๆ (Muscular coordination) อันจะก่อให้เกิดทักษะ (Skill) ซึ่งทักษะนั้นจะเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนอยู่เป็นประจำ เมื่อมีทักษะแล้ว นักเรียนก็อยากจะเล่นกีฬาต่อไป ทำให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น ส่งผลให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้วการมีทักษะยังทำให้เกิดความภาคภูมิใจ เกิดความสนใจ และต้องการที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมพลศึกษาต่อไปอีก
จากประสบการณ์ในการสอนวิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) ผู้รายงานมีปัญหาเกี่ยวกับ การจัดการเรียนการสอนหลายประการ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้และจากการสังเกตพบว่า นักเรียนไม่เห็นความสำคัญของการเรียนวิชาพลศึกษา ทักษะพื้นฐานของนักเรียนไม่ดีพอ เนื้อหาหรือทักษะที่สอนยากเกินไป เรียนไม่สนุก นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายและกิจกรรมการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียน ผู้รายงานจึงได้แก้ไขปัญหาโดยการจัดทำแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอลใช้ประกอบการสอนโดยเน้นกระบวนการสอนที่หลากหลาย ศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนเป็นรายบุคคล เน้นการเข้าร่วมกิจกรรมของนักเรียนอย่างมีความสุข ได้ปฏิบัติจริงอย่างมีระบบแบบแผน ผู้รายงานจึงต้องการที่จะพัฒนากระบวนการเรียนการสอนวิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) พ 32101 ให้เป็นระบบเพื่อจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ผู้รายงานได้จัดทำแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล วิชาพลศึกษา(วอลเลย์บอล) พ 32101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว
จุดมุ่งหมายของการศึกษา
1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล วิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) พ 32101 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2. เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียน ระหว่างก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล วิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) พ 32101 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล วิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) พ 32101 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียน วัดบ้านเกาะ อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 45 คน (2 ห้องเรียน)
2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียน วัดบ้านเกาะ อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) พ 32101 ต่ำกว่าร้อยละ 50 จำนวน 21 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive selection) ดังนี้
2.1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 9 คน
2.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 จำนวน 12 คน
3. ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550
4. ตัวแปรที่ศึกษา
4.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล วิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) พ 32101 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
4.2 ตัวแปรตาม ได้แก่
4.2.1 ความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล วิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) พ 32101 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
4.2.2 ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล วิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) พ 32101 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและวิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
1. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 4 ชนิด ได้แก่
1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาวอลเลย์บอล พ 32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้รายงานสร้างและพัฒนาขึ้นเอง จำนวน 14 แผน รวม 14 ชั่วโมง
1.2 แบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล 14 ชุด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้ตรวจสอบคุณภาพและประเมินผล ดังนี้
1.2.1 ขั้นการตรวจสอบคุณภาพ ในปีการศึกษา ภาคเรียนที่ 1/2549 ผู้รายงาน นำแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่เรียนวิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนในจังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 3 โรงเรียน ที่เป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาเช่นเดียวกับโรงเรียนวัดบ้านเกาะ ในสภาพจริงเพื่อตรวจสอบข้อบกพร่อง ปรับปรุง จากนั้น นำแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอลไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงตามโครงสร้างและเนื้อหา ค่าดัชนีความสอดคล้อง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก = 4.50, 0.40
1.2.2 ขั้นการทดลองใช้ ผู้รายงานนำไปทดลองใช้กับนักเรียนโรงเรียน วัดบ้านเกาะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 ที่เรียนวิชาพลศึกษา (วอลเลย์บอล) พ 32101 และไม่ใช่นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ของแบบฝึกทั้ง 14 ชุด ปรากฏว่า แบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นมีค่า เท่ากับ 81.68 / 81.32 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 80/80 ก่อนที่จะนำไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 21 คน เพื่อพัฒนาการศึกษาวิชา พลศึกษา (วอลเลย์บอล ) พ32101 ในปีการศึกษา 2550 ต่อไป
1.3 แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล จำนวน 30 ข้อ ค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม กับเนื้อหา มีค่าเฉลี่ย 1.00 ทุกข้อ ทุกแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล จากนั้น นำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดบ้านเกาะ จำนวน 30 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 ที่ไม่ใช่นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ปรากฏว่า ค่า มีค่าอยู่ระหว่าง 0.40 -0.73 ส่วนค่า มีค่าอยู่ระหว่าง 0.29 – 0.57 สูงกว่า 0.20 ขึ้นไปทุกข้อ และมีค่าความเชื่อมั่นตามสูตร KR-20 ของ Kuder – Richardson 20 เท่ากับ 0.81
1.4 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ โดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยกับเกณฑ์พิจารณาของ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2545 : 108) ปรากฏว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 4.52, 0.45 จากนั้น ได้จัดพิมพ์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป
2. วิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งการทดลองใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว วัดก่อนเรียนและหลังเรียน (One group pretest - posttest design) โดยมีขั้นตอนดำเนินการทดลอง ดังนี้ ทดสอบก่อนเรียน จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นเวลา 14 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง (คาบ) ต่อ 1 ชุด เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างดำเนินการ ทำการทดสอบหลังเรียนและเก็บข้อมูลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
3. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาประสิทธิภาพ โดยใช้เกณฑ์เฉลี่ย 80 / 80 หาค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นแบบคูเดอร์ – ริชาร์ดสัน (Kuder – Richardson 20) หรือ KR-20 และสถิติทดสอบที แบบกลุ่มเดียว วัดก่อนเรียนและหลังเรียน
สรุปผลการศึกษา
1. แบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอลสำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ ด้านกระบวนการเท่ากับ 83.20 ประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์เท่ากับ 81.43 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80
2. ผลการเรียนรู้หลังการใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนใช้ มีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอล โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะในระดับมากที่สุด 4.57, 0.43
ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะในการศึกษา
1.1 จากผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมีการพัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน ดังนั้น ครูจึงควรนำแบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้
1.2 แบบฝึกทักษะพื้นฐานวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็น แบบฝึกทักษะที่ต้องใช้กำลังและร่างกายในการฝึก ซึ่งในการนำไปใช้สอนจริง และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ครูผู้สอนควรศึกษาทดลองใช้ตามคำแนะนำ และคำชี้แจงก่อนนำไปใช้ฝึกจริง
1.3 ในการพัฒนาวิชาวอลเลย์บอลระดับชั้นมัธยมศึกษาต่อไป ครูผู้สอนควรมีการศึกษาถึงสมรรถภาพของผู้เรียน ตลอดจนทักษะทางวอลเลย์บอล ซึ่งอาจยึดถือเกณฑ์มาตรฐานของกรมพลศึกษาที่ทำการทดสอบทักษะกีฬามาตรฐานของนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วิชาวอลเลย์บอล เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานของนักเรียนที่ตนเองต้องรับผิดชอบในการพัฒนา ให้เกิดมาตรฐานอันแสดงถึงความมีคุณภาพของเยาวชนไทยต่อไปในอนาคต
2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป
ควรมีการศึกษาและส่งเสริมการศึกษา เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานด้านอื่น ๆ เช่น ความสามารถพื้นฐานด้านวอลเลย์บอลกับความสูง - ต่ำทางร่างกายของนักเรียน หรือความเร็ว ในการวิ่งของนักเรียนกับทักษะการเล่นกีฬาวอลเลย์บอล เป็นต้น
บรรณานุกรม
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.
ฉัตรชัย แฝงสาเคน และ เสรี สุวรรณภักดิ์. (2549). วอลเลย์บอล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : เอมพันธ์.
พิชิต ภูติจันทร์. (2546). วอลเลย์บอล. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
วรศักดิ์ เพียรชอบ. (2523). หลักและวิธีสอนพลศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
วาสนา คุณาอภิสิทธิ์. (2539). การสอนพลศึกษา. กรุงเทพฯ : วิทยพัฒน์.
สุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2547). แนวทางการเขียนรายงานประกอบการจัดทำผลงาน ทางวิชาการ. นครสวรรค์ : ริมปิงการพิมพ์.