แสงอาทิตย์สาดส่องประกายเรืองรองอยู่ขอบฟ้าอันไกลโพ้น 

เพื่อได้สาดแสงให้สรรพสิ่งได้รับความอบอุ่น 

แสงสุรีย์ก็เปรียบดั่งสติในตัวตน  เมื่อใดก็ตามที่มีเหตุการณ์ให้เราได้สัมผัส

แล้วพลังแห่งสติได้ฉายแสงออกมาก็เพื่อเท่าทันแปรเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งนั้นๆ

อย่างเข้าใจในกระบวนการที่เกิดขึ้น 

เมื่อกิเลสอกุศลเกิดปรากฏในจิตสังขาร

โดยมากนักปฏิบัติธรรมที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์

คิดว่าต้องกำจัดมันทิ้งเสีย  กิเลสอกุศลเหล่านี้ยิ่งกดดันมากเท่าไร

ก็ยิ่งเพิ่มพลังให้มันงอกเงยมากขึ้นเท่านั้น 

แต่เราควรที่จะโอบรับมันอย่างหน้าชื่นตาบานแล้วค่อยแปรเปลี่ยนมัน 

เฉกเช่นเมื่อเกิดความขึ้งโกรธขึ้น  อย่าพยายามกดดันมัน 

แต่เชื้อเชิญเจ้าตัวสติมาให้สัมผัสกับเจ้าความขึ้งโกรธ 

พูดกับมันอย่างเบาๆว่า....ฉันรู้จักเจ้าแล้วแหละ..

เมื่อเราได้หล่อเลี้ยงเจ้าตัวสตินานๆเข้า

ฉายแสงโอบรับมันไว้อย่างนิ่มนวล

ความขึ้งโกรธก็จะได้รับการยอมรับโดยดุษฎี 

แล้วน้อมนำมาสู่อ้อมกอดเพื่อแปรสภาพในการเท่าทันมันอย่างนิ่มนวล..

คิดเป็นสายลับจะจับโจรต้องตามให้ถึงรัง

แล้วจะได้ของกลางเป็นหลักฐานมัดตัวมันได้

หากจับขู่เข็ญบังคับเสียกลางทางอาจไม่ได้อะไรจากโจร

ซ้ำอาจโดยหลอกให้ไขว่เขวหลงทางก็เป็นได้

ทุกคนไม่ชอบต่อการบังคับขืนใจ

เฉกเช่นกิเลสทั้งหลายต้องพยายามตามรู้ให้ถึงรังของมัน

แล้วจะรู้ว่าที่แท้ว่างเปล่าไม่มีอะไรจริงๆ 

พระพุทธองค์ตรัสว่า

ยถาภูตํ  ปชานาติ

..ตามรู้ประคับประคองไปตามความเป็นจริงที่ปรากฏให้ถึงต้นตอให้จงได้..

จงพยายามสาดแสงแห่งสติให้ได้สัมผัสกับปรากฏการณ์ต่างๆในชีวิต

อย่างนิ่มนวลแล้วโอบกอดไว้เพื่อแปรเปลี่ยน

ตามกำลังแห่งสติปัญญาที่ได้ฝึกฝนอย่างงดงาม..

โอบกอดอุ้มรับเพื่อสาดแสงแห่งสติแล้วจะรู้ว่า

..มันเป็นเช่นนั้นเอง..

ธรรมะสวัสดีขอรับ..