ที่ว่ามาจากแนวคิดทางศาสนาแทบทั้งหมดนั้นก็คือแนวคิดที่ว่าจิตที่อยู่เหนือความตายจิตที่นำไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่จิตดวงเดิมไปเกิดเป็นร่างกายใหม่ในชาติหน้า จนถึงการฝังร่างคนให้เป็นมัมมี่ ในอียิปต์

  วันนี้เป็นวันที่ความรู้สึกย่ำแย่มาก ทุก ทุก วันที่ผ่านมาผ่านมาจนถึงวันนี้ว่างเปล่าเหมือนคนไม่มีความคิดแต่จริง จริง แล้วความคิดรอเวลาที่จะปฏิบัติการของมันเหมือนฤดูกาลฝนเมื่อเวลาฝนจะตกเหตุอย่างหนึ่งอันจะพึงสังเกตได้นั้นคือความนิ่ง ความหยุด ลมไม่พัดผ่านมาทำให้อากาศร้อนอบอ้าวก่อน นี้คือข้อสังเกตก่อนที่ฝนจะตก กระผมจึงมาคิดได้ว่าคงเหมือนกับความคิดความปรุงแต่ง สังขารทั้งหลายก่อนที่มันจะคิดจะปรุงจะเกิดความหยุด ว่างก่อนประเดี๋ยวเดียว เหมือนคำที่บอกหยุดคิด คือหยุดแล้วค่อยคิด ค่อยปรุง เมื่อปรุงปรุง ปรุงจนหมดเรื่องนั้นแล้วก็จะหยุดครับถ้าใครดูจิตของตัวเองดีดี จะรู้ว่าวิถีการดำเนินไปของจิตเป็นไปแบบไหนแต่ต้องฝึกหน่อยเพื่อให้เกิดความชำนาญแล้วจะกลายเป็นของง่ายง่าย เหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก ครับท่านผู้อ่านฯฯฯฯฯฯ

      ไอเดียปิ๊งปิ๊ง แบบนี้ที่จริงก็มีอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าครับแต่พวกเราส่วนมากไม่ค่อยเข้าใจ เพราะส่วนมากมันเป็นภาษาวิชาการที่เราไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่อย่างการเกิดดับของจิตนี่ก็เอามาจากหลักใหญ่ใหญ่ ของคำสอนคือหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาหรือหลักการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปแหละครับผม ในอภิธรรมก็อธิบายไว้ว่า ชื่อว่าจิตเพราะเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์อยู่เสมอหรือได้รับอารมณ์อยู่เสมอ อาการที่จิตรับอารมณ์อยู่เสมอนั่นแหละครับจิตจะต้องเกิดขึ้นรับอารมณ์หนึ่งดับไป แล้วก็เกิดขึ้นรับอารมณ์ไหม่แล้วก็ดับไปอีกครับ อรรถกถาจารย์อธิบายว่าถึงเราจะรูสึกว่าอารมณ์ของเราที่เกิดขึ้นแต่ละครังตั้งอยู่ได้นานเหมือนไม่ดับสักทีโดยเฉพาะอารมณ์โกรธ ศัพท์สมัยใหม่เรียกความโกรธว่า “มีอารมณ์,กวนอารมณ์ ฯ” อารมณ์โกรธนี่เห็นกันชัดชัด เหมือนเราโกรธอยู่ได้เป็นชั่วโมง แต่จริงจริงที่เราโกรธเป็นชั่วโมงนั้นละมันก็ยังเกิดดับ เกิดดับในระหว่างที่เราโกรธอยู่ครับ เรื่องของจิตเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องใช้เวลาศึกษาทำความเข้าใจหน่อย เป็นอภิปรัชญาทางศาสนาเลยแต่ถ้าได้ลองแล้วท่านทั้งหลายจะติดใจ ฮิ ฮิ ฮิ ฯฯฯฯ

      ที่จริงผมว่าจะเขียนเรื่องของการจินตนาการที่ไร้ขอบเขตของจิตครับ เรื่องของกายไม่เท่าไหร่เป็นรองเรื่องของจิต จิต จิต นี่เป็นเรื่องใหญ่ องค์พุทธะยังสอนไว้ว่า จิตเตน นียติโลโก จิตเตน ปริกัสสติ , จิตตัสสะ เอกธัมมัสสะ สัพเพวะ วะสมันวะคู แปลว่า... กุศลจิตย่อมนำสัตว์โลกไปสู่สุคติภูมิ อกุศลจิตย่อมฉุดคร่าสัตว์โลกให้ไปสู่อบายภูมิ สัตว์ทั้งหลายย่อมมีปกติเป็นไปตามอำนาจแห่งจิตฯ  กระผมได้อันเชิญพระพุทธดำรัสมาให้ท่านทั้งหลายได้ดูเป็นพยานว่าแม้แต่องค์พุทธะที่เป็นศาสดาเอกของโลกก็ยังเน้นย้ำไปที่จิตเป็นสำคัญ แต่ไม่ใช่ว่ากายไม่สำคัญนะครับที่พูดนี่จะบอกว่าแม้จิตจะสำคัญสักปานใดแต่ก็หนีไม่พ้นกายไปได้ เหมือนดอกฟ้าแม้จะงามสักปานใดก็ไม่อาจพ้นหมาวัดไปได้ เฮ้ยว่าแล้วเชียว ออกทะเลจนได้ ฮะ ฮะ ฮะ ดอกฟ้ากับหมาวัดยังไม่เหมือนเท่าไหร่เปรียบใหม่ครับ เหมือน ความมืดความสว่าง เหมือนความสั้นที่อยู่ในความยาว เหมือนความต่ำที่มีความสูง ที่แยกจากกันไม่ได้งงงง ละชี่ อธิบายว่าถ้ามีแต่จิตจิตก็ไม่มีที่อาศัย ถ้ามีแต่กายกายก็ไม่มีที่อาศัย เพราะจิตอาศัยกายกายอาศัยจิต ไม่สามารถแยกกันได้ ความมืดไม่สามารถแยกจากความสว่างได้ แต่ที่เราเห็นว่ามืดก็คือความสว่างน้อยเท่านั้นเอง ที่เราเห็นว่าสว่างเพราะมีความมืดที่น้อยครับ มีนายกจะต้องมีประชาชน ถามว่าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้ไหม? อย่างอื่นอื่นก็เหมือนกัน แต่จิตนี่เป็นตัวนำกายเป็นส่วนมาก น่าจะสำคัญอยู่ไม่น้อยจนถึงขนาดมาทำเป็นภาพยนตร์ ท่านผู้กำกับจะรู้หรือไม่ก็ตามส่วนหนึ่งของจินตภาพที่ท่านสร้างขึ้น มาจากการอยากจะแสดงอานุภาพของจิตออกมาให้คนทั้งหลายได้ดู อย่างเช่นเรื่อง เดอะเมทริก เป็นต้นแสดงให้เห็นการต่อสู้ของจิตฝ่ายต่ำกับจิตฝ่ายสูง ภาพยนตร์จีนยิ่งชัดมากเลย ที่เป็นพวกกำลังภายในนี่มาจากแนวคิดทางศาสนาทั้งนั้นเลยแม้ว่าท่านผู้กำกับจะรู้หรือไม่ก็ตาม ฯฯฯฯฯ

    ที่ว่ามาจากแนวคิดทางศาสนาแทบทั้งหมดนั้นก็คือแนวคิดที่ว่าจิตที่อยู่เหนือความตายจิตที่นำไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่จิตดวงเดิมไปเกิดเป็นร่างกายใหม่ในชาติหน้า จนถึงการฝังร่างคนให้เป็นมัมมี่ ในอียิปต์ การทำหุ่นทหารของจีนเพื่อรอคอยดวงจิตดวงเดิมมาเติมเต็มแล้วกลับมามีชีวิตฟื้นคืนชีพใหม่เหล่านี้ล้วนแต่เป็นความคิดที่ผู้ศาสดานักคิดค้นคิดมานานเป็นพันพันปีแล้วครับ มัมมี่ในอียิปย์ ฝังไว้เผื่อเวลาผ่านไป ผ่านไปเมื่อเวลาที่สมควรหวลกลับมาถึง เมื่อวิญญาณคือจิตที่แยกจากร่างหวลกลับมาเจอร่างเก่าของตัว เมื่อนั้นก็จะเป็นวันที่ดวงวิญญานทุกดวงในโลกมนุษย์มีความสุขสดใสอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเมื่อครั้งหนึ่งที่โลกมนุษย์ตั้งต้นใหม่ ใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง โลกจะสดใส สดชื่นมีแต่ธรรมชาติที่น่าอภิรมย์ไม่ใช่โลกมนุษย์ที่มีแต่ความวุ่นวายอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ อันนี้คือความฝันคือจินตนาการ จินตภาพ ที่มนุษย์ทุกคนใฝ่ฝันหา มนุษย์ทุกผู้ใฝ่ฝันหาความสงบ ความสงบกาย สงบใจ

ความเป็นธรรมชาติที่บริบูรณ์ปราศจากการเติมเต็ม แต้มแต่งอย่างที่เป็นอยู่ เต็มบริบูรณ์เหมือนจินตนาการที่ไร้ขอบเขต จึงเกิดมีเดอะเมทริก ผีชีวะ โค่นพันธ์อสูรฯ หรือแม้แต่ ฟงหวิ๋น คัมภีร์หยุดกระสุน เหล่านี้ล้วนเป็นรูปแบบของความเชื่อทางศาสนา เพียงแต่นำมาทำให้เป็นรูปธรรมเป็นตัวละครแสดงให้ท่านผู้ชมได้เห็นชัด ชัด เต็มสองลูกกะตา เป็นความเชื่อที่แอบอิงอยู่กับเรื่องของบุญบาป โลกนี้โลกหน้า การเกิดตายนี้เป็นคำสอนทางศาสนาครับท่านทั้งหลาย แม้ว่าท่านจะนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งในหัวใจหรือไม่ก็ตาม แต่ชีวิตอันเต็มไปด้วยความกระหายของเราท่านทั้งหลายย่อมมีอยู่ด้วยเชื้อใยยางแห่งคำสอน อาบทาไว้ด้วยลัทธิ ความเชื่อ ประเภณีวัฒนธรรมจนเกิดเป็นตัวตนเป็นตัวเรา เป็นบ้าน ประเทศ เป็นโลกมนุษย์อย่างที่เราเห็นในปัจจุบันครับฯฯฯฯฯฯฯ

      แต่ แต่ แต่ว่าความเป็นจริงไม่ได้เป็นดังจินตนาการ ไม่เป็นแบบจินตภาพอย่างที่เราอยากให้เป็นอย่างที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้เป็นดังใจดังที่เราฝัน ความเป็นจริงก็คือจินตนาการมันมีขอบเขตจิตถูกปิดกั้นจากบางสิ่งบางอย่างไม่สามารถที่จะทะลุข่ายเวลาให้ย้อนหน้า กลับหลังไปแก้ไขสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เราอยากให้เป็นได้ ไม่สามารถที่จะเจาะเวลาหาจิ๋นชีได้เหมือนในหนัง ความจริงก็คือเมื่อคนเราต้องการความสมบูรณ์แบบแห่งกายและจิตก็ต้องทำเหตุให้สมผล เมื่อเราต้องการเป็นพระเอกเราก็ต้องสั่งสม ฝึกฝน อบรมวิทยายุทธให้จบกระบวนท่าการฝึกฝนอบรมวิทยายุทธก็คือการฝึกฝนอบรมการทำกรรม กรรมในที่นี้คือกรรมดีกรรมชั่ว กรรมทางกาย กรรมทางวาจา กรรมทางใจให้สมบูรณ์แบบไม่หวั่นไหวกับการทำลายล้างของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นการทำลายล้างที่ใช้แผนที่แยบยลสักปานใด จะเป็นการทำลายที่มีอานุภาพแบบปรมาณูทำลายล้างในพริบตา หรือจะเป็นอาวุธที่ดีที่สุดบรรดามีในโลกมนุษย์ สามารถต้านทานอาวุธร้ายนานาประการได้ มั่นคง แข็งแกร่งดุจขุนเขา อ่อนไหวดุจสายลม นิ่มนวลดุจสายน้ำ ทะลุทะลวงดั่งเหล็กกล้า เป็นอมตะเหมือนกาลเวลาที่สงบเย็นฯฯฯฯฯฯ

   จุดจบมันอยู่ตรงไหน จุดจบมันก็จบลงที่ความเป็นอมตะสงบเย็น “นัตถิ สันติปรัง สุขัง” ความบริบูรณ์ คือความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี มันจะเป็นชีวิตที่จบลงในลักษณะไหนก็ตามแต่เมื่อมันจบถึงกาลอวสาน มันก็คือความสงบหยุดนิ่ง คือความดับ ความเกิดขึ้นใหม่ การตั้งอยู่ใหม่ คำว่าจุดจบจึงเป็นความหมายที่แสดงถึงความสงบอย่างแท้จริง คำว่าจบพูดเบา เบา ก็เจ็บไม่ใช่ครับ ไม่ใช่จบแบบเจ็บแต่การจบที่สมบูรณ์ที่สุดคือความดับรอบ ไม่เกิดอีก ไม่แสดงอาการ อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ เหนืออัตตา อนัตตา เหนือเหนือ ทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะเหนือคำพูด ไม่มีคำพูดในโลกที่จะอธิบายการจบแบบไม่เจ็บ แบบพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่านิพพาน ไม่มีคำอธิบายที่ตรงตรง มีแต่คำเปรียบเทียบ เพราะการเข้าถึงพระนิพพานไม่ได้เข้าถึงด้วยคำพูดครับท่านทั้งหลาย ดูเหมือนว่ายิ่งอธิบายยิ่ง งงงงงงง

ถ้าอยากเข้าใจมากกว่านี้ก็ขอเชิญท่านทั้งหลายมาศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้ากันครับ มีโอกาศผมจะมาเขียนให้เส้นประสาทส่วนหนึ่งของสมองได้ออกกำลังอีก ขอบพระคุณทุกท่านที่ทนอ่านจนจบ ฯฯฯฯฯฯฯฯฯ

    กรรมใดใดมีไว้เพื่อต่อติด   มีชีวิตเกิดขึ้นติดต่อใหม่

บุญบาปนี้มีไว้ติดตัวไป     เพื่อก่อบุญบาปใหม่อีกสักครา

เมื่อไหร่หนอกรรมมีที่จะดับ   บุญบาปลับไปกับวาสนา

จะไม่เกิดไม่ตายวายชีวา    ไม่โศกาเวลาจากกันไกล

ถ้าความจริงเป็นได้ดั่งใจคิด    เดอะเมทริกคงอยู่คู่โลกใส

เดอะมัมมี่คืนชีพมิบรรลัย      ขออภัยใบโลกนี้คงวุ่นวาย