ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ประมาณปี 2538 ดิฉันทำงานอยู่ที่สถานีอนามัยแห่งหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่สองคนคือพี่หัวหน้าและดิฉัน วันหนึ่งมีคนไข้คนหนึ่งเป็นชายชราอายุประมาณ 60 กว่าๆมาหาด้วยอาการ มีบาดแผล มีเลือดออกตามตัวใบหน้า และแขนขาเนื่องจากขับรถจักรยานยนต์ชนสุนัข ดิฉันจึงรีบปฐมพยาบาลช่วยเหลือโดยการล้างแผลและ เย็บแผล ที่บริเวณใบหน้า แขน ขา และตามตัว ระหว่างเย็บแผลก็มีการพูดคุยข้อมูลทั่วไป จากการซักประวัติผู้ป่วยบอกว่ามีระยะนี้มีอาการอ่อนเพลีย บางครั้งจะมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีไข้ต่ำๆ ตอนบ่าย ดิฉันสงสัยลุงจะเป็น T.B.ด้วย ก็เลยให้ลุงไปตรวจที่โรงพยาบาล “ สงสัยลุงจะมีของแถมแล้วล่ะ ” เราพูดหยอกลุง
หลังจากกลับจากโรงพยาบาล ลุงแกก็นำตลับเสมหะ มาให้โดยบอกว่าคุณหมอโรงพยาบาลให้พามาให้หมอที่อนามัย ทางสถานีอนามัยจึงรับตลับเสมหะไว้โดยพี่หัวหน้าสถานีอนามัยเป็นผู้นำตลับเสมหะ 1ตลับ ส่งให้คุณลุงคนนั้น พร้อมทั้งแนะนำว่า ให้ลุงขากเสมหะใส่ตลับนี้โดยให้ลุงขากลึกๆ หลังจากตื่นนอนตอนเช้าแล้วใส่มาในตลับนี้ทุกวัน นำมาส่งที่อนามัยนะครับลุง ผมจะส่งไปตรวจที่โรงพยาบาลเอง
ตอนเช้าลุงแกก็นำตลับเสมหะมาให้เรา พี่หัวหน้าและดิฉันสังเกตเห็นว่า ในตลับเสมหะมีน้ำลายไม่ใช่เสมหะ ก็เลยถามคุณลุงไปว่า “ลุงขากลึกๆหรือเปล่า”
ลุงบอกเป็นภาษาถิ่นใต้ว่า “ผมเข้าไปที่ป่าหลังบ้านโน่นแหละ เข้าไปลึกครันเหมือนกัน แล้วก็ขาก แบบนี้ได้ไหมครับ มันเป็นอย่างไรล่ะครับ”
พวกเราก็ขำกลิ้ง “ไม่ใช่ให้เข้าไปขากในป่า ที่ขากลึกๆหมายถึง ให้ขากที่บ้านแต่ขากเข้าไปลึกๆในคอให้เสมหะเหนียวๆที่อยู่ลึกออกมา จะได้นำไปตรวจหาเชื้อนะครับ”
“อ่าว ผมนึกว่าให้ไปขากในป่า”
จบ
เรื่องนี้ได้ข้อคิดว่า เจ้าหน้าที่ต้องมีการบอกคนไข้ให้ละเอียด คนไข้ก็ควรถามรายละอียดเมื่อมีข้อสงสัยไม่ต้องอาย
เรื่องพี่เอมใจ แพ่งอุทัย
สสอ.หลังสวน
สวัสดีค่ะ
มากร๊ากกกกกก ขำกลิ้ง ขากซะในป่าเลย
ขอบคุณค่ะ คลายเครียดด้วย ได้เอาไปใช้ด้วย
เขียนอีกนะคะ