งานสัปดาห์หนังสือปีนี้ ได้หนังสือมาจำนวนหนึ่งทั้งใหม่และเก่า
บางเล่มเคยซื้อแล้วก็ซื้อใหม่เพราะที่มีอยู่แจกชาวบ้านไปแล้ว
บางเล่มซื้อหลายเล่มเลยเพราะอ่านแล้วประทับใจ
อยากเผยแพร่กับมิตรสหาย เลยซื้อหลายเล่ม (เอาไว้แจก)
เช่น ศานติในเรือนใจ ของท่านติช นัท ฮันห์ พิมพ์โดย สนพ.มูลนิธิโกมลคีมทอง

มีหนังสือเล่มเล็กเล่มหนึ่ง ขนาดใส่กระเป๋าเสื้อได้ และก็หนาเพียง ๖๕ หน้า
ชื่อ การให้ตามวิถีธรรมชาติ เป็นหนังสือที่เรียบเรียงจากธรรมบรรยายของ
สันติกโรภิกขุ ที่เสถียรธรรมสถาน เมื่อวันที่ ๑ มิ.ย.๔๖ บรรณาธิการโดย
พระชัยยศ ยโสธโร สนพ.มูลนิธิโกมลคีมทองพิมพ์ ราคา ๒๕ บาท

http://thailandbookcenter.com/book/B1322.jpg

อ่านจบแล้วคิดถึงคำที่หลายคนชอบพูดคำหนึ่ง คือ Give and Take
(ให้และรับ) คำนี้ทำให้เกิดความเข้าใจว่าต้องให้ก่อนจึงจะได้
หรือไม่ก็เราต้องทั้งให้ทั้งรับ อะไรทำนองนั้น

อ่านแล้วต้องกลับมาตั้งคำถามกับสโลแกน give & take ว่าถูกต้องหรือไม่
เพราะแนวคิดสำคัญของหนังสือเล่มนั้นบอกว่า give โดยไม่ take จึงถูกต้อง

ท่านสันติกโร เห็นว่าการให้โดยคาดหวังว่าจะได้รับอะไรตอบแทนกลับมานั้น
เป็นการให้ที่ไม่เป็นไปตามวิถีแห่งธรรมชาติ
เป็นการให้อันเนื่องมาจากแรงขับดันของกิเลส ความเห็นแก่ตัว
เช่น การทำบุญโดยหวังว่าเกิดมาชาติหน้าจะได้ร่ำรวย
การให้เพื่อหวังจะให้คนอื่นเป็นหนี้บุญคุณจะได้ทวง(บังคับควบคุมเขา)ได้เมื่อต้องการ
กระทั่งการให้โดยคาดหวังสิ่งตอบแทนเล็กน้อย เช่น คำว่า "ขอบคุณ"
ก็ไม่ใช่การให้ตามวิถีธรรมชาติ

ตัวอย่างของการให้ตามวิถีธรรมชาติ คือ การให้แบบพระเวสสันดร
นั่นคือ ให้ด้วยใจบริสุทธิ์ มิหวังสิ่งตอบแทนใดๆ การคาดหวังแม้เพียงคำขอบคุณ
ก็ไม่ใช่การให้ที่บริสุทธิ์

ท่านสันติกโรแยกแยะองค์ประกอบของการให้ตามวิถีธรรมชาติ ดังนี้

  1. ให้ฟรีอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่หวังอะไรตอบแทน ผู้รับมีความเป็นอิสระ เขาจะตอบแทนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเขา 
  2. ให้อย่างเหมาะสม เช่น การถวายบุหรี่พระสงฆ์ก็อาจไม่เหมาะสม แม้แต่การถวายสังฆทานบางครั้งก็กลายเป็นการให้ที่ไม่เหมาะสมเพราะท่านมีเกินพอ ไม่ได้ใช้ หรือบางทีก็ใช้ไม่ได้เพราะข้าวของทุกอย่างในถังสังฆทานติดกลิ่นแฟ็บเหม็นไปหมด กรณีคนแก่บางคนที่มีทุกอย่างพร้อม ให้ความอบอุ่นก็อาจเพียงพอ
  3. ให้กับผู้สมควรได้รับ เช่น ให้แก่เด็กที่ขาดอาหาร ให้กำลังใจหมอที่ออกไปดูแลคนป่วยในที่ห่างไกล (บางคนมีนิสัยชอบเอาใจคน แล้วก็มักคิดเอาเองว่าใครต้องการอะไร แล้วไปยัดเยียดให้เขา สร้างความอึดอัดให้ผู้รับ - ในวงเล็บนี้ผมเติมไปเอง)
  4. ให้ด้วยอาการที่เหมาะสม เช่น ไม่โยนให้ ไม่ให้ด้วยกิริยาอาการที่ทำให้ผู้รับรู้สึกด้อยในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไม่ให้แบบถือตัวว่าตนร่ำรวย ("ให้แค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วง" อย่างเศรษฐี)

ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นการให้เพื่อลดความเห็นแก่ตัวของเรา
การให้แบบนี้เป็นการปฏิบัติธรรม เพราะลดกิเลส
การให้อภัยก็ถือเป็นการให้ตามความหมายนี้

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๒๕ ต.ค.๕๒