เยี่ยมบ้านไทอาหม
ลูกสาวคนที่สองของอานิล น่ารักมาก
การเดินทางทรหด สิ้นสุดลงตอนตี 3 เศษ ๆ พวกเรามาถึงจุดหมายปลายทาง คือบ้านของ ดร. บุสปะ โกกอย ที่เดมาจิ ซึ่งเป็นเมืองที่จัดการประชุมวรรณกรรมแห่งรัฐอัสสัม
ดร. บุสปะ ลงมาต้อนรับพวกเราในชุดนอนด้วยสภาพงัวเงีย ขณะที่พวกเราก็มีสภาพร่วงโรยไม่ต่างกัน การทักทายเป็นไปอย่างรวบรัด ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายไปนอน นิดกับฉันได้ห้องนอนที่มิดชิด มีเตียงสองเตียง พวกเขาจัดไว้สำหรับคนไทย ส่วนคนจีนได้เตียงที่ตั้งอยู่ในห้องโถงรับแขก อยู่หน้าห้องนอนของฉัน คนเยอรมันไปนอนที่ตึกหลังบ้าน ซึ่งยังก่อสร้างไม่เสร็จ โดยสรุปบ้านนี้มีห้องที่ดีที่สุดสำหรับแขกคือ ห้องที่ฉันนอน ส่วน D.K. ไปนอนที่บ้านของอานิล
ฉันบอกคนจีนว่าให้มาเปลี่ยนเสื้อผ้า และเก็บกระเป๋าที่ห้องของฉัน เวลาจะนอนค่อยไปนอนที่เตียง ซึ่งไม่เป็นส่วนตัวเลย เพราะมีบันไดขึ้นชั้นสอง และห้องน้ำที่ใคร ๆ ก็เดินผ่าน
ดร. บุสปะ ออกตัวว่าพยายามจองโรงแรม แต่โรงแรมเต็ม เพราะคนจากทุกสารทิศเดินทางมาร่วมงาน ฉันอดคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นการประหยัดงบประมาณก็ได้ ถ้าเตรียมการดี ๆ ทำไมจะจองโรงแรมไม่ได้ ในเมื่อ เมืองนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่า ดร. บุสปะ เป็นใคร
โรงแรมของอานิลก็มี ทำไมอานิลยังขับรถไปรับเราได้ แค่กันโรงแรมไว้ 3 ห้อง ทำไมจะทำไม่ได้ คงไม่อยากสิ้นเปลืองมากกว่า ถ้าบอกกันตรง ๆ เราก็พอมีเงินจ่าย
หลังจากคิดร้ายอยู่สักพัก ก็เริ่มเข้าใจคนอาหมมากขึ้น เมื่ออยู่กับเขาไปนาน ๆ คนไทอาหมเหมือนกับคนไทยสมัยก่อน ที่เวลามีคนมาเยี่ยม มักจะให้อยู่ที่บ้าน ไม่นิยมให้ไปอยู่โรงแรม โดยเฉพาะ ผู้หญิง พวกเขาจะดูแลเรื่องข้าวปลา-อาหาร เสมือนญาติพี่น้อง ไปไหนมาไหนต้องมีคนติดตามดูแลตลอดเวลา
เราตื่นกันแต่เช้า เพราะเสียงไก่ขัน เสียงคนก่อไฟหุงข้าว เสียงคนคุยกัน คนไทอาหมตื่นเช้ามาก ประมาณตี 5 ก็คุยกันสนั่นแล้ว ครั้นเราจะนอนอยู่ก็ใช่ที่ ฉันลุกออกมาเข้าห้องน้ำ คนจีนยังนอน คลุมโปง ตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก ไม่สนใจใคร ๆ ที่เริ่มเคลื่อนไหว เดินผ่านไปมา คงใช้คติเมื่อไม่เห็นคนอื่น คนอื่นก็ไม่เห็นตัวเรา
เราเริ่มมื้อเช้าประมาณ 8 โมง ด้วยข้าวต้ม และไข่เจียว แม่ครัวคือ ภรรยา ดร. บุสปะ และลูกสาว ซึ่งพยายามทำอาหารไทย ตามที่พี่อุษาสอนไว้ นับว่าเป็นโชคดีของฉันที่เดินทางมาบ้านนี้ หลังจากพี่อุษามาใช้ชีวิตอยู่นานถึง 4 เดือน
ฉันเริ่มทำตัวเป็นซานตาครอส แจกข้าวของที่พี่อุษาฝากมาให้คนนั้นคนนี้ รวมทั้งของฝากที่ตัวเองเตรียมมา บรรยากาศให้-การรับเป็นไปด้วยมิตรภาพ
D.K. กับ อานิล มาถึงตอน 9 โมง วันนี้พวกเรายังไม่ต้องไปร่วมงานสัมมนา เพราะยังไม่ใช่วันทำพิธีเปิดใหญ่ โปรแกรมวันนี้จีงเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน นั่นคือ การไปเยี่ยมบ้านคนไทอาหม รอบ ๆ เมืองเดมาจิ
อานิลพาลูกชายคนเล็กมาด้วย เขามาเชิญเราไปเยี่ยมบ้านของเขาก่อน ที่จะไปเยี่ยมหมู่บ้านอื่น ๆ
สาวไทอาหม
บ้านของอานิล เป็นตึกชั้นเดียว ปลูกอยู่ในบริเวณกว้าง ตัวบ้านเป็นแบบสมัยใหม่ ภายในสะอาดสะอ้าน ผิดกับบ้านของคนอินเดียทั่วไป เท่าที่ฉันสังเกตบ้านคนไทอาหมมักมีบริเวณหน้าบ้านไว้ปลูกดอกไม้ ต้นไม้ประดับ รั้วทำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ เหมือนบ้านคนไทยชนบทภาคอีสาน และเหนือ ถ้าเห็นหมู่บ้านไหนมีรั้วบ้านเป็นไม้ไผ่ คิดไว้เลยว่าเป็นหมู่บ้านไท ถ้าไม่เป็นไทอาหม ก็เป็นชนชาติไทเผ่าอื่น ๆ
ด้านหลังบ้าน จะเป็นห้องน้ำ ห้องส้วม และบ่อบาดาล นี่แหละ ถือเป็นเรื่องขัดความรู้สึกของฉัน เพราะส่วนใหญ่ บ่อบาดาลมักอยู่ห่างจากส้วมไม่ถึง 3 วา ทำให้จินตนาการบรรเจิดของฉัน ชักพาความ คิดไปไกล เป็นเหตุให้ต้องพกขวดน้ำประจำตัวที่ซื้อจากร้านยา ไม่ยอมดื่มน้ำจากบ้านไทอาหม แต่ถ้าจำเป็นก็จะต้องเป็นน้ำต้มสุกเท่านั้น ทำให้คณะที่ไปด้วยพลอยมีพฤติกรรมแบบเดียวกับฉัน ไม่ว่าจะไปที่ไหน พวกเราจะขอน้ำต้ม น้ำชาร้อน ๆ จนเป็นที่รู้กัน
ภรรยาของอานิล และเพื่อนบ้าน นำขนม และน้ำชา ออกมาต้อนรับ วันนี้ที่บ้านของอานิลมีคนมากมายเป็นพิเศษ นอกเหนือจากสมาชิกในบ้านที่มีมากอยู่แล้ว ทั้งแม่และพี่น้องของตัวเอง แม่และพี่น้องของภรรยา ลูกอีก 3 คน หลานอีกจำนวนมาก

บ้านไทอาหมที่เราเข้าไปขอใช้ห้องน้ำระหว่างทาง
คนที่ทั้งครอบครัวมีแค่ตัวคนเดียวอย่างฉัน จึงไม่ค่อยเข้าใจว่าครอบครัวไทอาหม มีชีวิตสงบสุขกับคนจำนวนมากนี้ได้อย่างไร พอ ๆ กับคนไทอาหมก็ไม่เข้าใจว่าฉันใช้ชีวิตคนเดียวได้อย่างไรนั่นแหละ การที่คนเรามักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางในการตัดสิน ความสุข ความทุกข์ ของคนอื่น ๆ ที่มีชีวิตต่างจากเรา ก็มักจะเจอคำถามที่ทั้งคนไทอาหม และตัวฉันเอง กำลังเผชิญอยู่เสมอ
กว่าจะได้ออกจากบ้านของอานิลก็โพสต์ท่าถ่ายรูปกันจนเมื่อย เพื่อนบ้านของอานิลที่เป็นครู อาสาขับรถให้อีกคนหนึ่ง เพื่อความสะดวกสบายของพวกเรา D.K. จัดการให้ โอลิเวอร์ และ มิสฟู่ ไปนั่งรถของคุณครูใจดีคนนั้น ส่วนฉันกับนิด โชคดีที่เป็นคนไทย ได้นั่งรอของอานิลที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ D.K. บอกว่าเพื่อไถ่โทษที่ทำให้ลำบากในการเดินทางเมื่อคืน
รถของคุณครูใจดีไม่มีแอร์ จึงเปิดกระจกรับทั้งฝุ่นและไอแดดที่เริ่มร้อนระอุ ชาติมหาอำนาจอย่างจีนและเยอรมัน จึงลำบากกว่าคนชาติไทยที่นี่

หลังการต้อนรับด้วยการคล้องผ้ากามูสะ
พวกเรามุ่งหน้าสู่หมู่บ้านคนไทอาหม ที่เตรียมการต้อนรับอย่างเอิกเกริก พอก้าวลงจากรถ เสียงเซ็งแซ่ของชาวบ้านที่ถามหาคนไทย อ้อมแขนของแม่ ๆ ป้า ๆ พี่สาวน้องสาว กอดกระชับราวกับพลัดพรากกันไปแสนนาน พวกผู้ชายต่างมาทักทายต้อนรับอย่างยินดี
หัวหน้าหมู่บ้านทำพิธีกรรมไหว้ผีตามความเชื่อ หมากพลู และเหล้าต้มเอง คือของต้อนรับที่พวกเขาภูมิใจ ฉันต้องทำเป็นจิบเหล้าเหม็นฉุนนั้นตามประเพณี หยิบหมากพลูมาถือไว้ ผ้าขาวทอลายแดง ที่แต่ละบ้านคล้องคอให้นับผืนไม่ถ้วน ตามมาด้วยขนมหวาน และน้ำชาร้อน ๆ
พวกเขาจบพิธีการต้อนรับด้วยระบำบิฮูที่งดงาม
