สองวันที่ผ่านมา..มีความรู้สึกว่าช่วงนี้คนไข้ที่ตึกหนักๆ ทั้งนั้น คนไข้มะเร็งที่มาใหม่ก็เยอะ ฉันมีโอกาสได้เข้าร่วมรับฟังข่าวร้ายโดยมีอาจารย์หมอเป็นคนเเจ้งข่าวกับคนไข้ถึง 2 ราย เเต่ต่างกันตรงที่ข่าวร้ายของคนที่ 1 เป็นการเเจ้งข่าวร้ายให้ครอบครัวทราบ ว่าลูกชายที่เขารัก ป่วยเป็นมะเร็งปมประสาท   ส่วนข่าวร้ายของคนที่ 2 ร้ายยิ่งกว่าเมื่อหมอบอกกับคุณยายว่าหลานยายหมดทางรักษา  การเเจ้งข่าวร้ายของทีมเรา เรามีเเนวปฏิบัติว่าเราจะเข้าเป็นทีมค่ะ มีเเพทย์ พยาบาลประจำ ward  มีห้องที่เป็นส่วนตัว เพื่อเปิดเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้ป่วยเด็กเเละครอบครัวเต็มที่ มีเเบบบันทึกการเเจ้งข่าวร้ายที่ฉันพัฒนาขึ้นร่วมกับทีม เราจะไม่เเจ้งข่าวร้ายข้างเตียง ขออนุญาตเล่าข่าวร้ายของน้องคนที่ 2 ก่อนเเล้วกันนะคะ

                    

                     น้องแซมป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เริ่มรักษาเมื่อปีที่เเล้ว ผลการรักษาที่ผ่านมาดูมีเเนวโน้มไปในทางที่ดี เเต่เเล้ววันนี้ โรคกลับไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด ชีวิตของน้องเเซมหากจะมองดูแล้วก็มักจะคล้ายๆกับคนไข้เด็กหลายต่อหลายคนที่ฉันเคยพบมา นั่นคือกำพร้าพ่อ เเม่เเต่งงานใหม่ เเม่ต้องฝากลูกไว้กับยายเพื่อไปทำงานเเดนไกล ถึงชุมพร เพื่อไปกรีดยางหาเงินมารักษาลูก ครั้งหนึ่งฉันเคยโทรหาเเม่เเซม เรื่องที่เเซมมาโรงพยาบาลคนเดียวเเต่น้องยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงไม่สามารถเซ็นต์ใบยินยอมอยู่รักษาได้ เมื่อทราบว่าเเม่อยู่ไกลถึงชุมพร ฉันจึงเเจ้งให้เเม่ทราบว่าตอนนี้ลูกมาที่โรงพยาบาลการยินยอมอยู่รักษาในรอบนี้จึงเป็นการขออนุญาตผู้อำนวยการนอกเวลาก่อน

                    

              " คุณยายหมอมีข่าวไม่ค่อยดีจะบอกยายนะ โรคของน้องตอนนี้ต้องบอกว่าหนักทีเดียว การรักษาไม่มีการตอบสนอง มะเร็งมันกลับมา ให้ยาไปก็ไม่ดีขึ้น" หมายความว่าบ่ไหวเเล้วเเม่นบ่คุณหมอ"  ยายถามย้ำเพื่อให้เเน่ใจ "เเม่นเเล้วตอนนี้น้องคงเหลือเวลาอีกบ่นานเด้อ ที่สำคัญต้องบอกพ่อ เเม่เพิ่นมารับทราบด้วย เเล้วก็อยากให้บอกน้องด้วย"  เดี๋ยวฉันจะโทรบอกเเม่มันให้ขึ้นมาจากชุมพร บอกให้พ่อมามื้อนี้"  โอ๊ยคุณหมอ ฉันหละเมื่อยใจหลาย ฟังข่าวหลานเเล้วจิตใจคือเมื่อยเเท้ บาดนี้ มือเย็นหมดเเล้ว"  "ใจเย็นๆนะคุณยายทำใจดีดีไว้ ตอนนี้หมอจะขอเปลี่ยนเเผนการรักษาเป็นเเบบประคับประคอง กะคือให้น้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปวดก็จะให้ยาเเก้ปวด เลือดออกก็ให้เกล็ดเลือด ซีดก็ให้เลือด ดีขึ้นเเล้วหมอกะสิให้กลับบ้าน บ่เเม่นบ่รักษาเด้อ ถ้ามีอาการก็กลับมาได้

               หลังทราบข่าวร้ายคุณยายนั่งนิ่ง เเละทีมเปิดโอกาสให้ซักถามสิ่งที่ข้องใจ เมื่อไม่มีอะไรเเล้ว คุณยายขอตัวออกไปดูหลานต่อ สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องช่วยครอบครัวตอนนี้คือให้ญาติคนอื่นคือพ่อ เเม่ มารับทราบข้อมูลตรงนี้ด้วย จึงนัดหมายพ่อเเม่อีกครั้ง  ฉันเดินตามคุณยายออกมาดูน้อง ภาพที่เห็นคือน้องซีดอย่างเห็นได้ชัด มีหายใจหอบต้องใส่ออกซิเจน เเละร้องโอดโอยด้วยความปวด ฉันเข้าไปถามว่า " เเซมปวดกี่คะเเนน" 10 คะเเนนคือคำตอบนั่นคือปวดที่สุด น้องในทีมการพยาบาลที่ดูเเลเเซมจึงช่วยฉีดยาเเก้ปวดที่หมอสั่งไว้เเล้วให้เเซม  ฉันทราบว่าเเซมชอบทำบุญ ยายบอกว่าครั้งหนึ่งไปวัดคนเดียว เเล้วเป็นลม ฉันจึงบอกเเซมว่าเเซมดีขึ้นเเล้วพี่จะพาเเซมทำบุญนะ เเซมผงกศีรษะ

             วันต่อมาฉันเห็นเเซมดีขึ้น จากที่นอนให้ออกซิเจน กลับลุกนั่งทานข้าวได้ ฉันเดินเข้าไปถามข่าวเเละบอกเเซมว่า วันพุธนี้เรามาทำบุญกันมั๊ยเเซม พระจะมาบิณฑบาตที่ตึกเรา  เเซมตอบตกลงทันที  

      การพาผู้ป่วยระยะสุดท้ายทำบุญ โดยเฉพาะทำสังฆทาน เป็นสิ่งที่ฉันได้ทำมาอย่างต่อเนื่องเเละเคยบันทึกไว้ในบันทึกนี้ จุดมุ่งหมายคือ เป็นการให้การดูแลในอีกมิติหนึ่งขององค์รวมคือมิติจิตวิญญาณ คนไข้ระยะสุดท้าย เเละครอบครัว ความต้องการด้านมิติจิตวิญญาณ เป็นความต้องการที่ถือว่าอาจจะมีมากที่สุดกว่าทุกมิติขององค์รวม เพราะฉะนั้นหากเขาได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเขามีความผาสุกด้านจิตวิญญาณ( spiritual well- being) ความผาสุกที่เห็นชัดมากเมื่อได้ทำบุญหรือเมื่อมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือเป็นที่พึ่ง คือการมีความหวัง ทำบุญเเล้วหวังว่าตัวเองจะดีขึ้น หวังว่าตัวเองจะไม่ทรมานก่อนตาย การทำสังฆทานฉันเองถือว่าเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งว่า ก่อนตายหากจิตสุดท้ายระลึกถึงบุญอะไรไม่เห็นก็ขอให้ระลึกถึงบุญที่เราพึ่งทำขณะอยู่ในโรงพยาบาล ฉันจึงคิดว่าอยากช่วยเเซม เพราะเเซมเขามีฐานบุญที่ดีอยู่เเล้ว