การเปลี่ยนแปลงสถานะในทะเบียนบ้าน
การเปลี่ยนแปลงสถานะเกี่ยวกับสัญชาติในทะเบียนบ้าน
ตามมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑
หลักทั่วไป
สัญชาติของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของแต่ละประเทศ ซึ่งโดยหลักสากลแล้วการได้สัญชาติโดยการเกิดจะมีได้ใน ๒ ลักษณะคือโดยหลักสายโลหิตจากบิดามารดา และโดยหลักดินแดนซึ่งเป็นถิ่นที่เกิดหรือถิ่นกำเนิดของบุคคลนั้น
กฎหมายว่าด้วยสัญชาติของประเทศไทยตั้งแต่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ๒๔๕๖ จนถึง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักดินแดน เป็นไปในลักษณะเปิดกว้างไม่ค่อยมีข้อจำกัด กล่าวคือใครก็ตามที่เกิดในดินแดนของราชอาณาจักรไทยย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดไม่ว่าบิดามารดาจะเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองก็ตาม จนกระทั่งเมื่อมีการประกาศใช้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๕ เป็นต้นมา ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ออกมาในสถานการณ์ของประเทศที่มีปัญหาความมั่นคงจากภัยของลัทธิทางการเมืองการปกครองซึ่งเป็นคนละขั้วกับประเทศไทย จึงทำให้มีการถอนสัญชาติไทยของผู้ที่เคยมีสัญชาติไทยโดยการเกิด และทำให้คนที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๕ ไม่ได้สัญชาติไทย ถ้าเป็นผู้ที่มีบิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอาศัยในประเทศไทยเป็นการถาวร (ไม่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว) ในเวลาต่อมาเมื่อมีการยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ แต่กฎหมายว่าด้วยสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้มีบทบัญญัติในลักษณะเดียวกับประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวดังปรากฏตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง จึงทำให้กลุ่มบุคคลที่ถูกผลกระทบจาก ปว.๓๓๗ ที่มีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวยังคงไม่ได้สัญชาติไทยต่อไป
ปัญหาสถานะของบุคคลที่ถูกผลกระทบจาก ปว.๓๓๗ ได้รับการแก้ไขโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยใช้อำนาจตามมาตรา ๑๑ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกาศให้ สัญชาติไทยเป็นการทั่วไปแก่บุคคลที่ถูกถอนสัญชาติตาม ปว.๓๓๗ และบุตรหลาน ตามประกาศกระทรวง มหาดไทย ลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๗ โดยมีเงื่อนไขว่าบุคคลนั้นจะต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย มีหลักฐานการทะเบียนราษฎร เลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมีความประพฤติดี ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงได้มีบทบัญญัติมาตรา ๒๓ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องสัญชาติให้แก่บุคคลที่ถูกผลกระทบจาก ปว.๓๓๗ ทุกกลุ่มทั้งกลุ่มที่ถูกถอนสัญชาติไทย กลุ่มที่ไม่ได้สัญชาติไทย และกลุ่มบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในประเทศไทยและไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด เฉพาะผู้ที่เกิดก่อนวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ทั้งนี้ การให้สัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ เป็นการให้สัญชาติเป็นการทั่วไปแบบมีเงื่อนไข โดยผู้ที่จะได้สัญชาติไทยนอกจากจะต้องเป็นผู้ที่ถูกผลกระทบจาก ปว.๓๓๗ แล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนดด้วย
กฎหมาย
พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑
มาตรา ๒๓ บรรดาบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ข้อ ๑ และผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ข้อ ๒ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทยให้ได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้เป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน
โดยสรุป ผู้มีสิทธิขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านสามารถแบ่งได้เป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ ๑ เป็นกลุ่มบุคคลที่เกิดในประเทศไทยก่อนวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๕ โดยมีพ่อและแม่เป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวหรือได้รับผ่อนผันให้อยู่ได้เป็นกรณีพิเศษ หรือ เข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย บุคคลกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีพ่อและแม่เป็นคนต่างด้าวที่เกิดนอกประเทศไทย และเป็นผู้ที่เคยมีสัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักดินแดนมาก่อนแต่ถูกถอนสัญชาติไทย
กลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มบุคคลที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๕ ถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ โดยมีพ่อและแม่เป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวหรือได้รับผ่อนผันให้อยู่ได้เป็นกรณีพิเศษ หรือเข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย บุคคลกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีพ่อและแม่เป็นคนต่างด้าวที่เกิดนอกประเทศไทยเช่นเดียวกับกลุ่มที่ ๑ แต่จะแตกต่างกันตรงที่ไม่เคยมีสัญชาติไทยมาก่อนเลยตั้งแต่เกิด
กลุ่มที่ ๓ เป็นบุตรของบุคคลกลุ่มที่ ๑ หรือกลุ่มที่ ๒ ที่เกิดในประเทศไทยก่อนวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ บุคคลกลุ่มนี้จะต้องมีพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทยและถูกถอนสัญชาติไทยหรือไม่ได้สัญชาติไทยตาม ปว.๓๓๗ จึงเป็นสาเหตุทำให้ผู้ที่เป็นบุตรไม่ได้รับสัญชาติไทยโดยการเกิดตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ เนื่องจาก ปว.๓๓๗ ทำให้พ่อหรือแม่เป็นคนต่างด้าว และส่งผลให้ผู้ที่เป็นบุตรมีพ่อและแม่ทั้งสองคนเป็นคนต่างด้าว ซึ่งหากไม่มี ปว.๓๓๗ กลุ่มบุตรเหล่านี้ย่อมเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดไม่ว่าจะเป็นไทยตามหลักสายโลหิต (มาตรา ๗ (๑)) หรือหลักดินแดน (มาตรา ๗ (๒)) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากนั้น บุคคลดังกล่าวทั้งสามกลุ่มจะต้องมีคุณสมบัติในเรื่องต่อไปนี้ด้วยคือต้องมีเอกสารการทะเบียนราษฎร มีภูมิลำเนาอาศัยอยู่จริงในประเทศไทย และมีความประพฤติดีหรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศ ซึ่งเป็นคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด
สถานที่ยื่นคำขอ
สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ตามทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติ
ผู้ยื่นคำขอ
๑. กรณีผู้ขอลงรายการสัญชาติไทยมีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ให้ยื่นคำขอด้วยตนเอง
๒. กรณีผู้ขอลงรายการสัญชาติไทยมีอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองยื่นคำขอแทน
หลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการยื่นคำขอ
(๑) สูติบัตร หรือหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.๒๐/๑) หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิดของผู้ขอลงรายการสัญชาติไทย
(๒) ทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔ หรือ ท.ร.๑๓) หรือทะเบียนประวัติ (ท.ร.๓๘ ท.ร.๓๘/๑ ท.ร.๓๘ ก หรือ ท.ร.๓๘ ข)
(๓) หลักฐานแสดงว่าบิดาหรือมารดาเป็นผู้เกิดในประเทศไทย (กรณีผู้ขอลงรายการสัญชาติไทยเกิดระหว่างวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑)
(๔) รูปถ่ายขนาด ๒ นิ้ว จำนวน ๑ รูป
(๕) บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (ถ้ามี)
(๖) ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (ถ้ามี)
(๗) เอกสารที่หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ออกให้เพื่อรับรองความประพฤติหรือการทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม (ถ้ามี)
(๘) หลักฐานเอกสารที่แสดงว่าผู้ขอมีความประพฤติดีหรือทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม (ถ้ามี) เช่นหนังสือรับรองของส่วนราชการหรือหน่วยงานเอกชนที่น่าเชื่อถือ เป็นต้น
(๙) พยานบุคคลที่น่าเชื่อถือซึ่งสามารถให้การรับรองและยืนยันตัวบุคคลได้
นายทะเบียน
(๑) รับคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านพร้อมด้วยพยานหลักฐานของผู้ขอ
(๒) ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานที่ผู้ขอนำมาแสดง
(๓) ตรวจฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรเพื่อตรวจสอบว่าผู้ขอมีชื่อในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรหรือไม่เป็นบุคคลที่ถูกจำหน่ายรายการทะเบียนราษฎรหรือไม่
(๔) สอบสวนผู้ขอและพยานบุคคลให้ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของผู้ขอ สถานะการอาศัยอยู่ในประเทศไทย และความประพฤติของผู้ขอ รวมถึงผลงานการทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมของผู้ขอลงรายการสัญชาติไทย
(๕) รวบรวมหลักฐานพร้อมความเห็นเสนอนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตพิจารณา
(๖) เมื่อนายอำเภออนุญาตตามคำขอ ให้นายทะเบียนสำเนาคำขอลงรายการสัญชาติไทยของผู้ขอเพื่อเก็บรวมเรื่องไว้กับหลักฐานประกอบคำขอดังกล่าว ส่วนคำขอฉบับจริง (ต้นฉบับ) ให้ส่งไปยังสำนักทะเบียนกลางเพื่อตรวจสอบและกำหนดเลขประจำตัวประชาชนให้เป็นเลข ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๘ และเลขในหลักที่ ๖ และหลักที่ ๗ จะเป็นเลข ๗๓
(๗) เมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งการกำหนดเลข ๑๓ หลักตาม (๖) แล้ว ให้จำหน่ายรายการบุคคลและเลขประจำตัวประชาชนเดิมของผู้ขอ และเพิ่มชื่อบุคคลดังกล่าวในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) โดย หมายเหตุว่า “บุคคลลำดับที่ .. ได้สัญชาติไทยโดยมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑” แล้วลงลายมือชื่อนายทะเบียนพร้อมวันเดือนปีกำกับไว้
(๘) มอบสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านให้แก่ผู้ขอพร้อมแนะนำให้ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไป
แวะมาอ่านค่ะ
ขอบคุณสำหรับข้อมูล
ถ้าจะขอข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมหรือขอคำแนะนำ
ไม่ทราบว่าจะเป็นการรบกวนไหมค่ะ
คือทำ thesis เกี่ยวกับคนไร้รัฐไร้สัญชาติค่ะ