การไปนั่งเรียนในป่าปลูกที่มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และมีครูบาสุทธินันท์ เจ้าของสวนป่าทำหน้าที่เป็น “ครูคน” ทำให้เห็นลำดับชั้นของต้นไม้อย่างเข้าใจวิวัฒนาการของระบบป่าไม้ที่มีลำดับชั้น วิวัฒนาการ และรูปแบบมากมาย ตั้งแต่ขั้นต้น จนถึงขั้นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และลำดับต้นไม้ชั้นบนสุดจนถึงล่างสุดของระบบต้นไม้แบบต่างๆ

ในระหว่างวันที่ ๑๗-๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสนำนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ของคณะเกษตรศาสตร์ ไปฝึกงานที่มหาชีวาลัยอีสาน ทั้งที่ศูนย์เรียนรู้ของครูบาคำเดื่อง ภาษี และสวนป่าสตึกของครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ตามที่เคยบันทึกไว้แล้ว

การเดินทางครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพียงค่าน้ำมันรถของคณะเกษตรศาสตร์ ส่วนอื่นๆนักศึกษาต้องออกกันเอง

ทำให้ผมต้องใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่ในเครือข่าย จนดูเหมือนจะเข้าข่าย “ติดลบ” ค่อนข้างมาก

ที่ท่านต่างๆในเครือข่าย ได้ช่วยให้งานนี้ลุล่วงไปด้วยดี

จากการประเมินผลหลังการฝึก (AAR) นักศึกษามีความประทับใจ มีความเข้าใจระบบทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ทั้งๆที่ยังไม่ได้เรียนวิชาดังกล่าว

ที่เป็นการเตรียมความพร้อมในการเรียนของนักศึกษา ที่จะมีขึ้นในปีต่อๆไป

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากการใช้หลักการของ “KM ธรรมชาติ” ที่เน้นให้นักศึกษาเรียนจาก “ครูธรรมชาติ” มากกว่า “ครูคน” โดยมี “ครูเครื่อง” เสริมบ้างเล็กน้อย

P1380799

ครูธรรมชาติ ก็คือการได้สัมผัสของจริง ด้วยการเห็น และจับต้องของที่เป็นจริง

มีการขุดคุ้ยดินที่พัฒนาดีแล้ว ด้วยมือของตัวเอง ให้ได้สัมผัสดินที่ “อุดมสมบูรณ์” ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ได้เห็นความแตกต่างของดินที่มีการ “ฟื้นตัว” จากความเสื่อมโทรม ที่อายุตั้งแต่ ๑ ถึง ๕๐ ปี

ทำให้นักศึกษาเข้าใจถึงบทบาทของต้นไม้แต่ละชนิดในการช่วยพัฒนาดินจนทำให้เกิดวิวัฒนาการของชั้นดินต่างๆ โดยเฉพาะดินบนที่เห็นได้ง่าย เห็นการเจริญเติบโตของทั้งต้นและรากในรูปแบบต่างๆกัน

การไปนั่งเรียนในป่าปลูกที่มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และมีครูบาสุทธินันท์ เจ้าของสวนป่าทำหน้าที่เป็น “ครูคน” ทำให้เห็นลำดับชั้นของต้นไม้อย่างเข้าใจวิวัฒนาการของระบบป่าไม้ที่มีลำดับชั้น วิวัฒนาการ และรูปแบบมากมาย ตั้งแต่ขั้นต้น จนถึงขั้นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และลำดับต้นไม้ชั้นบนสุดจนถึงล่างสุดของระบบต้นไม้แบบต่างๆ

นอกจากนี้ ในกระบวนการเรียนแบบ “ธรรมชาติ” นั้น ยังมี “ครูคน” ช่วยเปิดประเด็นนำทางและชี้ทางให้นักศึกษาได้คิดว่าการพัฒนาการตามความเป็นจริงคืออะไร ทำได้จริงหรือไม่ ที่ทำให้เกิดจินตนาการถึงพัฒนาการ และการจัดการแบบธรรมชาติ ในทุกประเด็น ตั้งแต่ระบบทรัพยากรและการจัดการ จนสามารถพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำให้สามารถพัฒนาเป็นสิ่งแวดล้อมที่พึงประสงค์ของเจ้าของพื้นที่ ที่ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น แต่ยังตอบสนองระดับพื้นที่ ระดับชาติ และระดับโลก แบบบูรณาการอย่างเป็นธรรมชาติได้อีกด้วย ที่ทำให้ระบบติดของนักศึกษาวนเวียนอยู่กับระบบธรรมชาติ และติดตาม “ครูธรรมชาติ” อย่างใกล้ชิดไม่ออกนอกทางไปทางอื่น

ในกระบวนการของมหาชีวาลัยอีสานนี้ ยังมีทุนทางสังคมอีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ “พันธมิตรอิงระบบ” ที่มาช่วยเป็นวิทยากรกระบวนการ และใช้วิทยาการกระบวนกร อย่างสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้อย่างสอดคล้องกันอย่างดี

คุณเอก จตุพร จากเมืองปาย ได้แสดงวิทยายุทธ์ “กระบวนการ” แบบที่เรียกได้ว่า “อย่างละเอียดอ่อน” ในการตะล่อม ชักนำและสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ ทั้งด้านกระบวนการ และชุดความรู้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติจากประสบการณ์ที่เมืองปาย ให้กับนักศึกษา แบบ “เนียน” สุดๆ ในระดับ “กระบวนท่าพลิ้วไหวราวใบไม้ต้องลม”

ท่านอาจารย์แฮนดี้ พินิจ พันธุ์ชื่น จาก ม.ราชภัฏจันทรเกษม ก็แสดงวิทยายุทธ์การนำเสนอผ่านระบบ “ครูเครื่อง” ในด้านแนวทางการทำงานและข้อมูลที่ควรรู้ ได้อย่างสนุกสนุกสนาน และท่านยังมี “มือถือ” ไปสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ ที่มีความสามารถในการทำงานทุกอย่างอย่างคล่องแคล่วทั้งด้านการเตรียมอาหารสมุนไพร อาหารสุขภาพ และช่วยในการจัดการการประเมินผลขั้นสุดท้าย

IMG_3398 by you.

เฉพาะด้านอาหารการกิน ก็ไม่มีบกพร่อง ทุกท่านที่เคยไปสวนป่า จะทราบดีว่า “แม่ฉวี” และทีมงาน จะทำงานด้าน “พลาธิการ” ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จนกระทั่งครูบาสุทธินันท์สามารถล้อเล่นได้ว่า “ถ้าอาหารไม่อร่อยจะเปลี่ยนแม่ครัวให้ใหม่” ได้อย่างไม่กังวลใดๆ

ในกลุ่มสนับสนุนทั่วไปก็มี “ครูน้อย สำเนียง” และ “คุณบรรเลง ผู้ช่วยปราชญ์” เป็นแรงสนับสนุน คอยดูแลทุกเรื่อง ทางด้านวัสดุอุปกรณ์ ทั้งเครื่องเสียง เครื่องเขียน และการจัดเตรียมสถานที่ อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

นอกจากนี้ยังมีคนงานในสวนไม่น้อยกว่า ๕ คน ที่ทำงานสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างเอาจริงเอาจัง และได้ผลตามคำสั่งของท่านหัวหน้าคนงาน (ครูบาสุทธินันท์) จนทำให้สถานที่มีความพร้อม ให้นักศึกษาเรียนรู้ได้ดี และยังได้วัวอีกหนึ่งตัว พืชผักสมุนไพรมาสนับสนุนการทำอาหารให้กับการฝึกงานของนักศึกษาครั้งนี้

วิทยากรเหล่านี้มีทั้งทำงานแบบ “ชัดแจ้ง” และทำงานแบบ “แฝงเร้น” ที่ไม่อาจกล่าวถึงได้หมด ที่ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้

โดยรวมแล้ว ในกระบวนการฝึกงานนั้น ได้ใช้ยุทธศาสตร์ของ “มหาชีวาลัยอีสาน” อย่างครบถ้วน ตามลำดับ และบูรณาการ อย่างสมบูรณ์แบบ

อันได้แก่

  1. การจัดการความรู้แบบธรรมชาติ
  2. มีพันธมิตรอิงระบบมาช่วยสนับสนุน และ
  3. ทำงานแบบบูรณาการ

โดยมี “ครูธรรมชาติ” เป็นฐานการเรียนรู้

“ครูคน” คอยชี้แนะ และอธิบายข้อสงสัยบางประการ

และ “ครูเครื่อง” สนับสนุนเชิงข้อมูล และการสืบค้นจากฐานข้อมูลของโลก

จากผลการดำเนินงาน ผ่านการประเมินเมื่อสิ้นสุดกิจกรรม ทั้งรายกลุ่ม และรายบุคคล พบว่า

นักศึกษาเรียนรู้ทั้งในเชิงธรรมชาติ วิชาการ และจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ ที่พร้อมจะทำหน้าที่ของมนุษย์ที่พึงมี พึงทำต่อโลก ต่อทรัพยากร ต่อสังคม ต่อชุมชน ต่อครอบครัว และต่อตนเอง ได้อย่างถูกต้อง

ทุกคน (๑๐๐ %) ประทับใจในกระบวนการเรียนรู้ และต้องการกลับไปเรียนอีก เมื่อมีโอกาส

ที่แสดงว่าการเรียนรู้ครั้งนี้ ได้กระตุ้น “ต่อมการเรียนรู้” และ “จิตวิญญาณ” ของนักเรียน ออกมาทำงานได้ดีกว่า จนสามารถ "เรียนได้ดี" กว่าที่เคยเป็นมา

ที่อาจถือได้ว่า การเรียนโดยหลักของ KM ธรรมชาติ มี “ครูธรรมชาติ” นำทาง เป็นวิธีการที่ดี ที่จำเป็นต้องมีการสนับสนุนด้วย “ครูคน” จาก “พันธมิตรอิงระบบ” ไม่ติดกรอบภาระหน้าที่ แต่ทำงานวิชาการแบบถึงลูกถึงคน เป็นวิทยากรกระบวนการ ที่ไม่ใช่แบบบรรยายไปเรื่อยๆ และมี “ครูเครื่อง” คอยสนับสนุนอยู่ห่างๆ แบบ “บูรณาการ” ตามสไตล์ของ “มหาชีวาลัย”

ที่อาจใช้เป็นตัวอย่างของการเรียนการสอนแบบ “บูรณาการ” ได้เป็นอย่างดี

นักศึกษาที่มีผลการเรียนในห้องเรียนอ่อนขนาดไหน (ตกแล้วตกอีก) ก็สามารถมาเรียนรู้ได้ดีเท่าๆกับนักศึกษาที่มีผลการเรียนดี

ที่ผมคิดว่านักศึกษาที่มาเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้มีผลการเรียนระดับ “ดีเลิศ” เกินกว่าจะมีคะแนนให้ได้ และจากผลการประเมินรายกลุ่ม และรายบุคคล พบว่าอย่างน้อยนักศึกษาน่าจะได้ “คะแนนเต็ม” ทั้งหมด

นี่คือปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผล และผลลัพธ์ที่ได้จาการฝึกงานครั้งนี้ครับ

ที่ผมเชื่อมั่นว่านักศึกษาชุดนี้จะมีความจำระยะยาวมากพอที่จะไปเรียนวิชาการที่เกี่ยวข้องได้ดีกว่าเดิม

และหวังว่า นักศึกษาเหล่านี้จะสามารถประเมิน “คุณภาพการสอน” ของอาจารย์ทั้งหลายได้อย่างสร้างสรร ได้อีกด้วย