แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้ Trend ของ KM Trend ของ R2R กำลังมาแรง คนไร้ศีล ไร้ธรรมก็เลยมีโอกาส "สำแดง" ฤทธิ์เดชในการหาผลประโยชน์...

วันนี้ขอต่อยอดจากความคิดเห็นที่ทรงคุณค่าในบันทึก ๒๑ ตุลา วันฝนตก... ที่ได้เกริ่นนำไว้เป็นสิ่งสะท้อนคุณค่าของนักธุรกิจบนเส้นทางการบรรยายในบ้านเรา

"บทหนึ่งของการสนทนาอันเป็นความคับแค้นอยู่ในอกในใจ ต่อเรื่องราวของการทำธุรกิจบนเส้นทางการบรรยาย ที่มีค่าเรียกร้องอย่างแพงยิ่ง เป็นเรื่องที่น่าตกใจว่าประเทศไทยเราเป็นถึงปานนี้เหรอ

แต่ก็นั่นน่ะนะ หนทางของใครของมัน

เราก็ไม่สามารถนำกฏเกณฑ์แห่งหนทางเราไปกำหนดใครได้

ก็ได้แต่สะท้อนใจ...สิ่งใดเราพึงพอช่วยเหลือได้เราก็ไม่รีรอ

แม้กายเราอาจจะเหนื่อย แต่ความเหนื่อยนั้นอยู่กับเราไม่นานหรอก"


 

อะไรต่ออะไรเดี๋ยวนี้มันก็เป็นธุรกิจ อะไรก็เป็น "เงิน"
ไม่ว่าจะเป็นวัด บ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล องค์กร องค์การ ต่างก็ถูกเหล่า "พญามาร" ใช้บังหน้าเพื่อ "หาเงิน"

แต่นั่นก็เน๊อะ ศีลธรรม คุณธรรมของคนเราเดี๋ยวนี้นั้นมีน้อย น้อยกว่า "ผลประโยชน์"
คนเราเดี๋ยวนี้เก่งในการหาผลประโยชน์ อันเป็นผลประโยชน์ "ส่วนตัว"

ในสังคมนี้จักมีสักกี่คนที่มองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน อะไรอะไรก็ตัวตน อะไรอะไรก็ "ตัวกู..."
นั่นก็ของกู นี่ก็ของกู เงินของกู ผลประโยชน์ของกู

แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้ Trend ของ KM , Trend ของ R2R กำลังมาแรง คนไร้ศีล ไร้ธรรมก็เลยมีโอกาส "สำแดง" ฤทธิ์เดชในการหาผลประโยชน์...

แล้วยิ่ง Trend เรื่องของการจัดกระบวนการ การจัดเวที เป็นที่ยอมรับ (ยอมรับในการเบิกใช้สตางค์) เป็นช่องทางที่จะเบิกค่าโน่น ค่านี่ได้ง่าย ก็เลย "จัดกระบวนการ" กันใหญ่เลย
วิทยากรเอย โรงหลับ โรงแรมเอย แม้แต่คนขาย "กระเป๋า" เอย ต่างก็ร่วมรับผลประโยชน์อยู่ใน "วงจรกรรม" เดียวกัน

คนเราเดี๋ยวนี้ก็เลยมีอาชีพใหม่ "อาชีพวิทยากร" งานง่าย เงินดี
ถ้าพัฒนาตัวเองขึ้นมาอีกหน่อย ก็ตั้งตัวเองเป็น "ผู้รับเหมา" เลย
เหมาเป็นคอร์ส ห้องประชุม อาหาร น้ำ ไฟ เอกสาร กระเป๋า ดีดต้นทุน กำไรออกมาเป็นค่าใช้จ่ายรายหัว

มีคนร่ำ คนรวยกับเรื่องราวเหล่านี้มามาก ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจตนเองว่ากระบวนการนี้ได้ประโยชน์น้อยกว่ามูลค่าเงิน "ภาษี" ของประชาชน...

แต่นั่นก็นะ เรื่องผลประโยชน์นี้มันก็ไม่เข้าใครออกใคร ไปทำตัวเป็น "ไอ้เข้ขวางคลอง" คนทั้งหลายก็จะมองว่าขัดผลประโยชน์กันหรือไร...?

เรานั้นไม่สามารถทำให้ใครทั้งหลายดีได้ เรามีเพียงหน้าที่ทำตัวเองให้ดี อย่าหลงไปในลาภ ในยศ ในผลประโยชน์เหมือนอย่างเขา...

ผลประโยชน์นี้มันหอม มันหวาน มันยั่วยวน รัญจวนใจมากกว่า ระวังให้ดี อย่าไปริ อย่าไปลอง เดี๋ยวจะเศร้าหมองถ้าเสพแล้ว "ติด" มัน...

อันโลกธรรมนั้นว่าไว้ว่า มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สิ่งทั้งหลายที่ได้มาโดยตั้งหน้าตั้งตาหาแต่ผลประโยชน์ไม่ช้านานก็ต้อง "เสื่อม" ต้อง "สูญ" ไป...

เมื่อคนเราถูกความโลภครอบงำจิตใจ ถูกความหลงครอบงำจิตใจ พอใครพูดอะไรนิด อะไรหน่อย "ความโกรธ" ก็จะเข้าครอบงำจิตใจตามกันมา

สังคมนี้จึง "แตะ" กันไม่ได้
ผู้มีอำนาจ อย่างไรก็คงมี "อำนาจ" และอำนาจที่น่าสะพรึ่งกลัวมากก็คือ "อำนาจเงิน..."

เงินคือพลัง คือ อำนาจ คือ แสนยานุภาพที่บันดาลได้ทั้งในสิ่งดีและ "ไม่ดี"
ใครมีคุณธรรม เงินก็จะนำไป "ทำความดี"
ใครหลงอยู่ในโลกธรรม เงินก็จะนำไป "ทำความชั่ว"

ลาภ ยศ สรรเสริญ นำคนให้ใช้เงินไปทำความชั่ว
ที่จริงเขาไม่ได้ใช้เงิน แต่เขาถูก "เงินหลอกใช้..."

เงินนั้นที่จริงแล้วต้องเป็นทาสของเรา แต่บุคคลที่โง่เขลานั้นต้องเป็น "ทาสของเงิน"

ค่านิยมอันว่าด้วย "เงินตรา" เป็นบาปอันแสนหนานที่พอกพูนเกาะจิตใจ
ความเร่าร้อน กระวน กระวาย ภายในจิต ภายในจิต เกิดขึ้นได้ก็เพราะความ "กระหาย" ในเงินทอง...

คนเราเดี๋ยวนี้จึงมีสภาพเป็น "เปรตเดินดิน"
เมื่อก่อนคนเราจะเป็นเปรตได้ก็ต้องรอ "ตาย" เสียก่อน
แต่เดี๋ยวนี้ยังไม่ตายก็กลายเป็น "เปรต" กันได้ อนิจจา...

ความหิว ความกระจาย ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักอิ่ม จิตใจรุมร้อนแทบแดดิ้น เพราะไม่เคยสิ้น ไม่เคยพอ
ตื่นตอนเช้าก็ดิ้นเร่า ๆ เพราะกิเลสมันคอยสะกิด สะเกาไปให้หาเพื่อนซึ่ง "ตัณหา"

ความทะยานอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น
ความทะยานอยาก อยากพ้น อยากไม่มี อยากไม่เป็น
มีแล้วก็อยากมีอีก ไม่มีก็อยากมี มีแล้วไม่ดี ไม่พอใจ ก็อยากจะผลักสิ่งที่มีนั้นออกไป
แล้วค่านิยมของคนทั้งก็บอกต่อ ๆ กันมาว่า "เงิน" เท่านั้นที่จะทำให้ท่าน "สมปรารถนา"

ครั้นเห็นช่อง สบช่อง นักธุรกิจทั้งหลายก็สนองตามที่ท่านเสนอ
ท่านไม่มีอะไร เราจัดให้
ท่านไม่อยากได้อะไร เราจัดให้
ท่านจะไปที่ไหน อยากทำอะไร ไม่มีอะไรในโลกใบนี้ที่เราจัดให้ท่านไม่ได้
เพียงแต่เราได้เงินท่าน เราก็จะสามารถ "บันดาล" สิ่งที่ท่านต้องการได้

หรือแม้แต่ "ความสงบ" เราก็เนรมิตให้ท่านเพ้อพบ ความสงบอันจอมปลอมขึ้นมาได้
เที่ยวป่านะ เที่ยวเขานะ ไปวัดนะ ทำบุญนะ สงบนะ สงบนะ เอาเงินมา เดี๋ยวฉันจะหาความสงบให้

ธุรกิจความสงบก็เกิดขึ้น ธุรกิจบุญก็เกิดขึ้น แต่สิ่งที่แฝงตัวอยู่ภายใต้นั้นคือ "อกุศลกรรม" ก็เกิดขึ้น อันนี้ "ยมภบาล" จัดสรรให้
เมื่อทำกรรม คุณก็เอา "บาปกรรม" ติดตัวไป
ไม่ช้า ไม่นานไซร้ ใครต่อใครก็ต้องพบ "ยมภบาล"

แต่อย่าชะล่าใจไปนะว่า "ยมภบาล" เป็น "นักธุรกิจ" ดังเช่นท่าน
ในยมโลกไม่มีใต้โต๊ะ บนโต๊ะ ไม่มีค่าสินบาท คาดสินบน มีแต่ "กรรม" ที่จะบันดาลดล พิพากษา "การกระทำ"

เฮ้อ... แต่คนเราเดี๋ยวนี้เชื่อเรื่องบุญเรื่องกรรมกันที่ไหน
คนเราเดี๋ยวนี้ทำชั่วได้ดีมีถมไป ใครหน้าไหนจะทนสู้ "ทำความดี..."

แต่ก็เอาเถอะ "ความเชื่อ" นักธุรกิจเดี๋ยวนี้เขาก็สร้างได้ เขาสร้างให้เราเชื่อในความชั่วว่าดี เชื่อในความดีว่าชั่ว เราต่างก็ตั้งตาตั้งตาเสพความเมามัว คิดว่าหางเป็นหัว หัวเป็นหาง พรางมัวเมา...

เฮ้อ เขียนมาซะนาน เขียนไปเรื่อย กลับมาเรื่อง "ละอองฝน" ให้ตรงกับ Concept บล็อกสบาย ๆ ตามสไตล์ "ไดอารี่ชีวิตหน่อย"
ละอองฝนก็เปรียบเสมือนกรรม
ถ้าทำกรรมดี ถูกที่ ถูกเวลา ก็เหมือนกับสายฝนได้พัดพาละอองฝนในหน้าร้อน
ตอนหน้าร้อน ไปไหน มาไหน เขาก็ทำ "ละอองฝนเทียม" ก็คือนำน้ำจากท่อประปามาถัก มาทอ มาสร้างคุณค่า เพื่อให้เราใช้ "เงินตรา" ไปซื้อมาซึ่ง "ละอองฝน"

เฮ้อ เขียนไป เขียนมาก็เข้าเรื่องเวร เรื่องกรรมอีกและ
นี่แหละนะ "กรรมพาไป" การกระทำใด ๆ ที่เราเคยทำไว้ย่อมพา ย่อมนำไปในทางที่ทำมา

กรรมดี หรือกุศลกรรม เหนื่อยก็ให้ทำ ไม่เหนื่อยก็ให้ทำ ทำไปเรื่อยอย่างนี้แหละ
ใครจะเห็นก็ทำ ไม่เห็นก็ทำ ทำไปอย่างนี้ อย่างนี้
มีหน้าที่ทำความดี ก็พึงนำ เพื่อน้อมนำกรรมติดตัว สร้างความชัวร์เมื่อได้พบ "ยมภบาล..."