แมว ... ลางร้ายของการเดินทาง ข้ามพรมแดนแห่งความไม่รู้
 
               
 
                ในพรมแดนของความไม่รู้ มีเรื่องไร้เหตุผลมากมายที่เป็นคำตอบของการดำเนินชีวิต  อาจเป็นเพราะการหาคำตอบที่เป็นเหตุ เป็นผล นั้นยากลำบากเกินไป ทำให้บ่อยครั้งเรามักโยนความผิดพลาดทั้งหมดให้ชะตาลิขิต ลางร้าย และ ภูติผีปีศาจ
                “มีใครสักกี่คนในโลกนี้  ที่จะได้มีโอกาสนั่งเบียดกับชาวต่างชาติ ในรถคันกระจ่อยร่อย  ที่วิ่งบนถนนขรุขระ ในความมืด ของคืนวันแห่งความรักเช่นเรา”   นิดพูดเหมือนปลอบใจตัวเอง และประชดประชันชะตาชีวิตไปในตัว
                เราแอบยิ้มกันในความมืด  ป่านนี้คนที่เมืองไทยคงหลับกันหมดแล้ว
                รถแวะพักระหว่างทางทุก 2-3 ชั่วโมง  เพื่อลงไปยืดเส้นยืดสาย เข้าห้องน้ำ เติมน้ำมัน กินข้าว ดื่มชาริมทาง ฯลฯ   แม้จะรู้สึกสบายเมื่อได้ลงมาเดินมองดาวในความมืด  แต่ทุกครั้งที่กลับเข้าไปนั่งประจำที่ในรถ ดูเหมือนว่าทุกคนจะตัวโตขึ้นกว่าเดิม  กว่าจะอัดเบียดและกระแทกให้เข้าที่เข้าทาง ก็ใช้เวลาสักระยะหนึ่ง
                โอลิเวอร์ ที่นั่งคู่กับอานิลคนขับ เริ่มบ่นง่วงนอน และขอเอนพนักเก้าอี้ของตัวเองมาข้างหลัง  ดูเถอะคนเรา นั่งข้างหน้าไม่ต้องเบียดใครแล้ว ยังจะคิดสบายเกินหน้าเกินตากันอีก
                D.K.  เริ่มไม่ชอบใจ เขาบอกโอลิเวอร์ว่า เอนได้นิดเดียว  เพราะมันจะทับขาฉัน
                “เอนมาเถอะ โอลิเวอร์ ไม่เป็นไร”  ฉันบอกโอลิเวอร์ เป็นภาษาไทย  ดูสิคนเรามันจะสบายไปได้ถึงไหน  “ไม่เป็นไร”  ของคนไทย บางทีมันก็คือ  “เป็นไรแน่ ๆ  “  ถ้าเกิดเอ็งล้ำเส้น
                ขณะโอลิเวอร์เอนพนักพิง  ฉันออกแรงดันต้านไว้จากข้างหลัง  D.K.  นั้นแทนที่จะห่วงตัวเอง ที่ ขาถูกเก้าอี้ของโอลิเวอร์ดันจนจะวางเท้าไม่ได้อยู่แล้ว  เขากลับใช้มือมาขวางกั้นระหว่างเก้าอี้ที่พยายามเอนลงมากับเข่าของฉัน
                ผลคือ โอลิเวอร์เอนเก้าอี้ได้นิดเดียวจริง ๆ  นิดเดียวแบบไม่แตกต่างกับตอนที่ยังไม่ได้เอน
                ฉันกับ D.K.  ชนหมัดกันในความมืดกับชัยชนะครั้งนี้ ..
                อานิลยังคงทำหน้าที่ของเขาอย่างอดทน  นาน ๆ  จะหันมาขอหมากจาก  D.K.  ไปเคี้ยวแก้ง่วง  หมากอินเดียกินกับปูนขาว  ไม่เหมือนบ้านเราที่กินปูนแดง  ฉันไม่แน่ใจระหว่างปูนขาวกับปูนแดงอะไรจะร้อนท้องกว่ากัน  อันนี้ต้องไปถามตุ๊กแก ฉันพูดว่าเขาเหมือนคนแก่ที่เมืองไทยที่ชอบกินหมาก  เขาหัวเราะอารมณ์ดี  บอกว่าปกติไม่ได้กิน จะกินต่อเมื่อมีแขกมาเท่านั้น
                “อ้าว  !  แล้วตกลงใครเป็นแขกกันแน่
                เกือบเที่ยงคืน  รถของเรายังวิ่งฝ่าความมืดบนถนนขรุขระไร้แสงไฟข้างทาง  บ้านเรือน ผู้คน ไม่รู้หายไปไหนหมด  นาน ๆ  จะมีรถวิ่งสวนมา  เปิดไฟสูงจ้าจนเรามองไม่เห็นทาง  คนขับรถที่นี่ชอบเปิดไฟสูงใส่หน้ากัน  นี่เป็นสิ่งที่ฉันค้นพบในยามค่ำคืน  นอกเหนือ ไปจากเสียงแตรที่กดกันอย่างบ้าคลั่งทั้งกลางวันและกลางคืน
                เมื่ออานิลตบไฟลงต่ำ  เราก็พบสัตว์ประหลาด ตาเขียว แวววาว ยืนจังก้าอยู่กลางถนน  มันทำท่าจะวิ่งข้ามไป  ขณะที่อานิลกดแตร มันคงตกใจ จึงวิ่งกลับมาทางเดิมอีกครั้ง  ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่อานิลหลบมาทางนั้นพอดี
                ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในความมืด  เมื่อรถวิ่งผ่านมันไป  ฉันพยายามหันกลับไปดูข้างหลังที่มืดมิด  แต่ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดที่มืดยิ่งกว่าตึ๊ดตื๋อ
                “มันจะตายไหม”  ฉันถาม
                “ไม่รู้”  อานิลตอบ
                อานิลไม่ได้จอดรถ ดับไฟ แล้วสตาร์ทใหม่  ตามความเชื่อของไทอาหม  เมื่อแมววิ่งตัดหน้า  เพราะนี่แมวไม่ได้ตัดหน้ารถเรา  แต่เราเหยียบแมวต่างหาก  เป็นตายอย่างไรก็ไม่รู้  ฉันภาวนาให้มันรอด  หรือมันอาจจะรอดจริง ๆ  ก็ได้  เพราะไม่มีใครได้ยินเสียงรถปะทะกับอะไรแปลกปลอมบนถนน
                “มันอาจจะหมอบอยู่ตรงช่องกลางตัวรถก็ได้”  ฉันบอกนิดแบบเข้าข้างความรู้สึกตัวเอง และเอาใจช่วยแมว
                “พี่ว่า มันจะฉลาดขนาดนั้น หรือไง”  นิดไม่รักษาความรู้สึกของใครทั้งนั้น  ไม่ว่าคนหรือแมว แต่ฉันภูมิใจที่มีเพื่อนจริงใจ และตรงไปตรงมาจริง ๆ   เพื่อนอย่างนี้หาได้ไม่ง่ายนัก
                คนอาหมเชื่อว่า เมื่อแมววิ่งตัดหน้า  ถือเป็นลางไม่ดี  ให้จอดรถ ดับไฟ ดับเครื่องสักพัก แล้วจึงเริ่มเดินทางใหม่  แต่กรณีวิ่งรถเหยียบแมวอย่างนี้  เขาถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง  การเดินทางจะพบกับความยากลำบาก
                ฉันรู้เรื่องนี้จาก ดร. บุสปะ ในอีกสิบกว่าวันถัดมา  เมื่อเราเดินทางอยู่แถวปัตซากุ และแมววิ่งตัดหน้ารถในค่ำคืนหนึ่ง  แต่อานิลไม่ได้ปริปากพูดอะไรเลยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ส่วน  D.K. นั้นหลับจึง ไม่รู้เรื่องอะไรอีกเหมือนกัน
                ทุกสิ่งกระจ่างแจ้ง  เมื่อได้ฟังเรื่องราวจาก ดร. บุสปะ  ฉันไม่แปลกใจเลย กับความยากลำบากที่พวกเราผ่านพบ  ตลอดระยะเวลาที่เป็นคนแปลกหน้าในดินแดนนี้  แท้จริง เป็นเพราะเจ้าแมวเหมียวตัวนั้นที่คอยกลั่นแกล้ง และสาปแช่งเรานี่เอง ...
                ฉันก้าวข้ามพรมแดนของความไม่รู้อีกเรื่องหนึ่ง  เพื่อที่จะพบว่าหนทางข้างหน้า ยังมีเรื่องราวของความไม่รู้ รอคอยให้เรียนรู้อีกมากมาย