ได้สม้ครเป็นสมาชิกบล็อกอกาลิโก เป็นแหล่งเรียนรู้และรวบรวมคำสอนต่างๆ ไว้มากมาย อ่านแล้วได้ข้อคิดที่ดี มีสติ ปัญญาเกิด กรรมมีจริง บาป นรก อยู่ที่ไหน .....เลยนำภาพธรรมะ ภาพปริศนาธรรม ชุด "จากจิตสู่จิต" มาฝากชาว G2K
๑
พุทธะองค์จริง
พุทธตัวจริง
คือ ความเบ่งบานถึงที่สุด
ของธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ
ซึ่งมีอยู่แล้วในคนทุกคน
พุทธองค์จริงคือความเบ่งบานถึงที่สุดของธรรมชาติแห่งความเป็น พุทธะ ซึ่งมีอยู่แล้วในคนทุกคน.ธรรมชาติแห่งการตรัสรู้อันสูงสุด มีอยู่แล้วในคนทุก ๆ คน ซึ่งไม่ต้องแสวงหาจากภายนอกเลย. ด้วย เหตุ ที่คนทั่วไปนั้นมัวยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายโดยความเป็น "ตน" เป็น "ของตน"
อันมิใช่ความจริงแท้ของธรรมชาติ จึงต้องเป็นทุกข์ และวกวนอยู่ในสังสารวัฎฎ์ ธรรมชาติ แห่งการตรัสรู้นั้นจึง ไม่วิวัฒนาการ ถึงที่สุดได้. พันธุ์ไม้ดอกที่ต้องแคระแกร็น ด้วยเพลี้ยหรือแมลง , ทั้งที่ธรรมชาติสูงสุดแห่งการผลิดอกออกผล ของ ต้นไม้ นั้นมีอยู่ ;
แต่ไม่สามารถถึงที่สุดของวิวัฒนาการได้ ฉันใด; ชีวิตบางชีวิตไม่สามารถวิวัฒนาการ ถึงที่สุดของชีวิตคือ "ความหลุดพ้น" ฉันนั้น. ดอกบัวในภาพที่กำลังเบ่งบาน ๗ ดอก คือ องค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ประการ (โพชฌงค์เจ็ด). ส่วนพระพุทธใต้ร่วมโพธิ์นั้น คือสัญลักษณ์แทน "พุทธภาวะ" ที่ประทับอยู่ในใจของคนทุกคนแล้ว
๒
เสียงตบมือข้างเดียว

เมื่อจิตรับอารมณ์ภายนอกแล้วไม่ยึดถือปรุงแต่งเป็นเราเป็นของเรา มีแต่สติ ปัญญาที่จะจัดการกับอารมณ์นั้น ๆ อย่างถูกต้อง จิตก็สงัดจากอารมณ์ทั้งปวง เสมือนเสียงแห่งความเงียบของมือที่ตบข้างเดียว ที่ปราศจากมืออื่นมาตบด้วย. ความเงียบสงัดชนิดนี้จึงดังก้องอยู่ในใจ กลบเสียงของโลกแห่งการตบมือสองข้างเสียสิ้น นี่คือความระงับดับทุกข์ที่แท้จริง ; และอาจประมวลมาเป็นคำกลอนได้ดังนี้
มือฉันตบข้างเดียวส่งเสียงลั่น
เมื่อท่านตบสองข้างจึงดังได้
เสียงมือฉันดังก้องทั้งโลกัย
เสียงมือท่านดังไกลไม่กี่วา ฯ
เสียงความว่างดังกลบเสียงความวุ่น
ทั้งมีคุณกว่ากันทางหรรษา
เสียงสงบกลบเสียงทั้งโลกา
หูของข้าได้ยินแต่เสียงนั้น ฯ
เสียงของโลกดังเท่าไรไม่ได้ยิน
เพระเหตุวิญญาณรับแต่เสียงนั่น
เป็นเสียงซึ่งผิดเสียงอย่างสามัญ
เป็นเสียงอันดังสุดจะพรรณนา ฯ
มือข้างเดียวตบดังฟังดูเถิด
แสนประเสริฐคือจิตไม่ใฝ่หา
ไม่ยึดมั่นอารมณ์ใดไม่นำพา
มันร้องท้าเย้ยทุกข์ทุกเมื่อเอย ฯ
๓
ในโลกนี้มีพุทธศาสนา
เพื่อเข่นฆ่าสิ่งเหล่านี้มิให้เหลือ

ภาพนี้เป็นภาพแท่นวัชระอาสน์ ธรรมจักร และตรีรัตนะ ใต้ต้นโพธิ์ อันแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีล้อธรรมจักร หมายถึงธรรมะของพระองค์ กำลังแล่นตัดหรือทำลาย ซึ่ง "การเบียดเบียน พิธีรีตอง ความหลอกลวง โชคชะตาราศี ชั้นวรรณะ ไสยศาสตร์ ความเมาศาสนา เมาสวรรค์ เมาตำรา เมาอาจารย์ และเมาอัตตา ตัวตน".มีคำบรรยายประกอบภาพว่า "ในโลกนี้มีพุทธศาสนา เพื่อเข่นฆ่าสิ่งเหล่านี้มิให้เหลือ"
นั่นคือทำลายสิ่งดังกล่าวนั่นเอง.สิ่งดังกล่าว มีขึ้นมาในโลกก็เพราะอำนาจความเห็นแก่ตัว ที่มีอยู่ในจิตใจของคนเราแต่ละคน ๆ นี่เอง. ดังนั้น หากทำลายความเห็นแก่ตัวลงไปด้วยเครื่องมือธรรมของพระพุทธองค์ สิ่งดังกล่าวจะถูกทำลายพร้อมกันไปในตัว. สิ่งดังกล่าวหมดไปจากจิตใจของเราได้เพียงใด ความเป็น "ชาวพุทธ" ของเรา (ความไม่ทุกข์ ) จะสมบูรณ์ขึ้นเพียงนั้น ตรงกันข้าม หากสิ่งดังกล่าวยังเต็มอัดอยู่ในจิตใจ ก็พึงรู้ตัวเถิดว่า เราเป็นชาวพุทธแต่เพียงเปลือกนอกหรือเพียงทะเบียนเท่านั้น
๔
พระองค์อยู่หลังม่าน

ภาพนี้เป็นภาพที่มีชื่อว่า "พระองค์อยู่หลังม่าน" ซึ่งมี ความหมายว่า เมื่อความทุกข์ ความร้อน ความทรมาน ความวุ่นวาย ความหนักอึ้งเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใด ขอท่านได้โปรดทราบเถิดว่า ในขณะนั้น "พระพุทธองค์" กำลังประทับอยู่เบื้องหลังของความทุกข์นั้น คือจะดลใจปรากฏในดวงจิตของบุคคลผู้นั้นเอง เพื่อแนะแนวทางแห่งความหลุดรอดจากความทุกข์ให้แก่เรา แต่เราจะได้ยินคำชี้แนะของพระพุทธองค์หรือไม่นั้น มันขึ้นอยู่ที่สติปัญญาของเราแต่ละคนนี่เอง.
๕
เสียงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่
"เสียงขลุ่ยหวนกลับมาหากอไผ่"
จงคิดให้เห็นความตามนี้หนอ
ว่าไผ่ลำตัดไปจากไผ่กอ
ทำขลุ่ยพอเป่าได้เป็นเสียงมา
เสียงก็หวนกลับมาหากอไผ่
เป่าเท่าไรกลับกันเท่านั้นหนา
เหมือนไอน้ำจากทะเลเป็นเมฆา
กลายเป็นฝนกลับมาสู่ทะเล ฯ
เหมือนตัณหาพาคนด้นพิภพ
พอสิ้นฤทธิ์ก็ตระหลบหนทางเห
วิ่งมาสู่แดนวิสุทธิ์หยุดเกเร
ไม่เถลไถลไปที่ไหนเลย;
อันความวุ่นวิ่งมาหาความว่าง
ไม่มีทางไปไหนสหายเอ๋ย
ในที่สุดก็ต้องหยุดเหมือนอย่างเคย
ความหยุดเฉยเป็นเนื้อแท้แก่ธรรมเอย ฯ
คนทุกคนมีแรงพลุ่งไปใน "ความเกิด" ด้วยฤทธิ์ของตัณหาและอุปาทาน. โดยเหตุที่ไม่ทราบว่า ที่แท้อารมณ์ทั้งปวงนั้น ก่อตัวพลุ่งขึ้นก็เพียงมุ่งกลับสู่สภาพเดิม คือ "ความดับ".เหมือนไม้ไผ่ตัดจากกอไผ่ไปทำขลุ่ยเป่าเสียงดังไพเราะ ก็เพียงเพื่อ "ความดับ" แห่งเสียงนั้นลงสู่สภาพไม้ไผ่จากกอเดิม; หรือเหมือนไอน้ำจากทะเล พลุ่งขึ้นเป็นเมฆาและตกเป็นฝนลงสู่ทะเลตามเดิม. ความวุ่นที่พลุ่งขึ้น ก็ย่อมดับมอดลงสู่ ความว่าง อันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ เพราะฉะนี้แล ความไม่ดิ้นรนทะยานไปในอารมณ์ทั้งปวง ด้วยตัณหาอุปาทาน จึงเป็นความดับสนิทไปแต่ต้นมือแล้ว.
๖
ปฏิบัติเพื่อความสะอาด
อาบอะไรล้างกันใหญ่ดูให้ดี
ดูอาบกันให้เต็มที่ไม่มีเฉย
"ไม่น่าดูนั่นแหล่ะดูให้ดีเอย"
ขอเฉลยอรรถอ้าง "ล้างตัวกู "
อาบที่หนึ่งนั้นล้างส่วนร่างกาย
ย่อมทำได้โดยขยันหมั่นเช็ดถู
ภาพพวกเซ็นอาบเป็นตัวอย่างดู
ล้างตัวกูกันอย่างหนักด้วยรักทำ
อาบที่สองของล้างไล่กิเลส
ที่เป็นเหตุเผลอไพล่ไถลถลำ
เที่ยวยึดนั่นยึดนี่ที่กอบกำ
เอามาทำเป็น "ตัวกู " และ " ของกู "
เอาน้ำคำธรรมะเข้าชะล้าง
ให้สว่างสะอาดสิ้นสงบอยู่
อะไรมาไม่ยึดมั่นไม่ขัดถู
สิ้น "ตัวกู " เป็นวิมุตติดีสุดดี
ยามอาบล้างท่าทางไม่น่าดู
อาบเสร็จแล้วสวยหรูชูศักดิ์ศรี
ยามชะล้างแสนยากลำบากมี
ลุถึงที่สุขล้วนชวนชมเอย ฯ
อาบน้ำนั้น ตอนอาบไม่น่าดู อาบเสร็จแล้วสะอาดหมดจดฉันใด; ขณะปฏิบัติต่อสู้กับกิเลส น่าทรมาน ชนะกิเลสแล้วพบความสงบผาสุขฉันนั้น. อาบน้ำทางกาย ชำระเหงื่อไคล อาบทางใจคือชำระล้างความยึดถือว่า "เรา" ว่า "ของเรา" อันเป็นของสกปรกสำหรับใจ. เครื่องมือในการอาบน้ำ คือ ถังในภาพ ส่วนเครื่องอาบชำระใจ คือ "การปฏิบัติธรรม"
๗
ดอกไม้จัดคน
คนนั่งจัดบุปผชาติก็คาดคิด
ว่าพิชิตมันได้ตามใจหวัง
ความคิดนี้ถูกดีแล้วหรือยัง
มันจัดใครเข้าให้มั่งหยั่งคิดดู
คิดดูเถิดพวกถนัดจัดมาลัย
ลิงโลดใจว่าจัดได้สวยหรู
ใครจัดใครแย่ไปให้นึกดู
อย่าหลงรู้แต่ว่าตนจัดมาลัย
ดูให้ดีพวกคนหลงดอกไม้
มันมัดท่านใจไข้อยู่ไหวไหว
ในทันทีที่คนจัดดอกไม้ไป
มันรวบใจคนมัดในบัดดล
ดอกไม้จัดคนบ้างอย่างภาพนี้
คือพวกที่หลงมันทุกแห่งหน
เด็กผู้ใหญ่ไพร่ผู้ดีมีหรือจน
ไม่เคยพ้นบุปผชาติคาดมัดเอย ฯ
คนมีกิเลสหมายมั่นว่าเราเป็นผู้จัดการ, เราเป็นผู้บงการทุกสิ่ง, เราเป็นผู้กระทำให้ได้ตามใจเรา แต่ที่แท้คนกำลังถูกบงการจากกิเลสนั่นเอง จึงถูกกิเลสรัดรึงอยู่รอบด้าน. ส่วนผู้รู้ใช้ปัญญาเข้าจัดการกับทุกเรื่อง จึงเป็น "อิสระ".
๘
ไหว้พระพุทธรูป
อาจารย์ขาก้อนศิลาบ้านข้าเจ้า
ลุกขึ้นเต้นเร่าเร่าน่าเลื่อมใส
ทำพุทธรูปกันเถิดหนาเลิศกว่าใคร
"เออ, ทำได้ " แน่หนาท่านอาจารย์
"ถ้าอย่างนั้นไม่ได้แล้วไม่ได้แน่
เหตุว่าแกสงสัยไม่ฉาดฉาน
ขืนทำไปไม่มั่นมันป่วยการ
พุทธรูปตายด้านเพราะลังเล
ถ้าในใจเชื่อมั่นมันก็ได้
ถ้าในใจสงสัยมันก็เขว
เป็นพุทธจริงตรงที่ใจไม่เกเร
มันไหลเทออกจากใจข้างในเรา
พุทธะจริงข้างในมีดีอยู่แล้ว
พุทธรูปหินหรือแก้วมักพาเขลา
มีพุทธจริงแล้วจะวิ่งเที่ยวหาเอา
อะไรเล่ามาหมอบไหว้ให้ยุ่งเอย ฯ
ถ้าเชื่อ ก้อนดินก็เป็นพระพุทธรูปได้ ! แต่พระพุทธรูปชนิดนี้ยังเป็นของภายนอกเกินไป.
ส่วนพระพุทธเจ้าแท้จริง อยู่ที่ใจที่หมดสงสัยลังเลต่อชีวิตแล้ว พระพุทธรูปภายนอกนั้นพาให้ลังเล. ถ้าพบ "พระ" ในใจแล้ว "พระ" นั้นคุ้มครองในทุกแห่งหน.
๙
อยู่ให้เหมือนลิ้นงูในปากงู
"นั่นลูกตามองเห็นไม่เป็นหมัน
เขาใช้มันเล็งแลแก้ปัญหา
อยู่ในโลกอย่างไรไม่ทรมาน์
พิจารณาตรองไปให้จงดี.
อยู่ให้เหมือนลิ้นงูในปากงู
ไม่เคยถูกเขี้ยวงูอยู่สุขศรี
อยู่ในโลกไม่เคยถูกเขี้ยวโลกีย์
เป็นเช่นนี้อุปมาอย่าฟั่นเฟือน
คิดดูบ้างนั่งได้ในปากงู
ไม่เคยถูกเขี้ยวงูอยู่เสมือน
นั่งในห้องแสนสบายภายในเรือน
มีเค้าเงื่อนเหมือนพระภควันต์
อยู่ในโลกไม่กระทบโลกธรรม
อยู่เหนือกรรมเหนือทุกข์เป็นสุขสันต์
ใครมีตารีบเคารพนอบนบพลัน
รีบพากันทำตามยามนี้เอย ฯ
เขี้ยวของโลกที่ขบขย้ำคนอยู่ คือ โลกธรรม ๘ ประการ กลุ่มแรก คือ ลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข. กลุ่มหลัง คือ เสื่อมลาภ, เสื่อมยศ, นินทา, ทุกข์.นั่นคือการได้และการเสีย, หรือบวกกับลบ นั่นเอง, ซึ่งเป็นเพียง "มายา" ปรากฏการณ์ชั่วคราว ตามเหตุและปัจจัยปรุงแต่งขึ้น.เห็นความ "เกิด-ดับ" ของมายานี้แล้ว "ไม่ถือมั่น" ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม จึงอยู่ในโลก ไม่ต้องหนีไปไหน แต่ก็ไม่ถูกเขี้ยวของโลก; เหมือนลิ้นของงูอยู่ในปากงู ชิดเขี้ยวอันเต็มไปด้วยน้ำพิษ แต่ไม่เคยถูกพิษนั้นเลย. สำหรับโลกนอกตัวเราสมัยนี้ ก็นับว่าเต็มไปด้วยพิษงู เราจะอยู่อย่างฉลาดโดยไม่ถูกเข้ากับพิษเหล่านั้น มีผลเท่ากับอยู่กันคนละโลกทีเดียว.
๘ บ่วง ล้วน มายา
ก้าวข้ามมา สงบเอย
...
ขอบคุณค่ะ
๑๐
เต่าหินตาบอด
"โอ้เต่าเอ๋ยขอถามความสักอย่าง
ดูท่าทางของเต่าเรานึกขำ
ตัวเป็นหินตาก็บอดยอดเวรกรรม
มีพระธรรมอยู่บนหลังยังไม่รู้"
"มนุษย์เอ๋ย! เราจะบอกกรอกหูเจ้า
ตัวเราเองแหละคือธรรมตำตาอยู่
ธรรมของเจ้าคือตำราบ้าพอดู
ธรรมของตูคือตัวตูอยู่ที่ธรรม
ที่เป็นหินหมายถึงเย็นอย่างนิพพาน
เพราะประหารอวิชชาไยว่าขำ
ความหนวกบอดยอดสงบลบล้างกรรม
เป็นความว่างมีประจำอยู่ร่ำไป
อันตำรานั้นมิใช่พระธรรมเลย
คิดดูเถิดคนเอ๋ยอย่าไถล
จะมีธรรมกันบ้างช่างกระไร
คว้าเอาไว้แต่คัมภีร์ดีนักเอย ฯ"
มนุษย์ : เต่านี้ช่างโง่เสียจริง มีคัมภีร์อยู่บนหลังแล้ว เหตุไฉนจึงไม่รู้ธรรมะ
เต่า : บนหลังฉันนั้นยังไม่ใช่ธรรมะแท้จริง. ความหนวกบอด คือความไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์ที่มากระทบ; ความเย็นและสงบที่เนื้อตัวของฉันตากห่าง เป็นธรรมะที่แท้จริง
จะหาธรรมะที่แท้จริงที่ไหนอื่นเล่ามนุษย์เอ๋ย
๑๑
ยิ่งคัดลอกยิ่งเลอะเทอะ
พระคัมภีร์ยังมิใช่องค์พระธรรม
มีไว้เพียงอ่านจำเมื่อศึกษา
ครั้นนานเข้าคัดลอกกันสืบมา
เพียงแต่เขียนอักขราให้คล้ายกัน
คัดพลางฉงนพลางช่างอึดอัด
ตัวไม่ชัดเดาไปคล้ายในฝัน
ยิ่งเป็นปราชญ์ยิ่งแก้ไปได้ไกลครัน
ยิ่งแก้มันก็ยิ่งเลอะไม่เจอะจริง.
ส่วนพระธรรมล้ำเลิศประเสริฐแท้
ไม่มีใครอาจแก้ให้ยุ่งขิง
ธรรมของใครใครเห็นตามเป็นจริง
มิใช่สิ่งคัดลอกหรือบอกกัน
ทั้งมิอาจถ่ายทอดวิธีใด
มีแต่การจัดใจให้สบสันติ์
ไม่มีทางซื้อขายหรือให้ปัน
หรือลอกกันให้เลอะไปไม่หยุดเอย ฯ
คัมภีร์ คือบันทึกที่ถูกคัดลอก และถูกนักปราชญ์แก้ไขเพิ่มเติมเรื่อยมา ผู้แก้ยิ่งเป็นปราชญ์เท่าใด ก็ยิ่งแก้ไขมากเท่านั้น จึงยิ่งมีทางที่จะผิดไปไกลมากเท่านั้น.
ส่วนธรรมะแท้นั้น คัดลอกไม่ได้, ผิดไม่ได้, ถูกไม่ได้, ถ่ายทอดไม่ได้, สอนไม่ได้, จึงเลอะเทอะไม่ได้; รู้ได้เฉพาะตัว.
คัมภีร์แท้เล่มเดียว คือ ความล้ำลึกที่ชีวิตต้องหยั่งลงในชีวิต ด้วยชีวิตเอง.
๑๒
ผู้ดับไม่เหลือ
อย่าเข้าใจไปว่าต้องเรียนมา
ต้องปฏิบัติลำบากจึงพ้นได้
ถ้ารู้จริงสิ่งเดียวก็ง่ายดาย
รู้ดับให้ไม่มีเหลือเชื่อก็ลอง
เมื่อเจ็บไข้ความตายจะมาถึง
อย่าพรั่นพรึงหวาดไหวให้หม่นหมอง
ระวังให้ดีดีนาทีทอง
คอยจดจ้องให้ตรงจุดหลุดได้ทัน
ถึงนาทีสุดท้ายอย่าให้พลาด
ตั้งสติไม่ประมาทเพื่อดับขันธ์
ด้วยจิตว่างปล่อยวางทุกสิ่งอัน
สารพันไม่ยึดครองเป็นของเรา
ตกกระไดพลอยกระโจนให้ดีดี
จะถึงที่มุ่งหมายได้ง่ายเข้า
สมัครใจดับไม่เหลือเมื่อไม่เอา
ก็ดับเราดับตนดลนิพพาน ฯ
ความรู้ทุกชนิดที่โลกรู้ยิ่งเพิ่มความพลุ่งขึ้นของโลก, เป็นไปเพื่อ "ความเกิด" ของ "ตัวตน" อันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ คือ การเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น.
ส่วนความรู้เพียงประการเดียวที่เป็นไปเพื่ออิสระและผาสุข คือการรู้เพื่อดับ "ตัวตน" อันเป็นการดับทุกข์ในทุกแง่ .
ความรู้นั้น คือรู้ชัดว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเรา" อยู่ตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต.
๑๓
จิตว่างได้ยินหญ้าพูด
พระพุทธะตรัสรู้จิตอยู่ว่าง
ได้ยินสิ่งทุกอย่างแถลงไข
เหมือนมันฟ้องตัวเองเซ็งแซ่ไป
ว่าไม่มีสิ่งไหนน่ายึดเอา
มาเพื่อเป็นตัวกูและของกู
อย่าหลงตู่มันเข้าเพราะความเขลา
เอาของเป็นอนัตตามาเป็นเรา
จะต้องเศร้าโศกระบบตรมใจแรง
แม้กรวดดินหินไม้และใบหญ้า
ล้วนแต่ส่งเสียงจ้าทุกหัวระแหง
คนจิตวุ่นไม่เข้าใจไม่ระแวง
ว่าทุกสิ่งร้องแสดงบทพระธรรม
ครั้นจิตว่างจะได้ยินแม้ใบหญ้า
มันปรึกษาข้อความที่งามขำ
ว่า "ทำไฉนสัตว์ทั้งหลายจะร่ายรำ
ด้วยจิตว่างเพราะวางธรรมทั้งปวงเอย"
จิต "วุ่น" ได้ยินแต่เสียง "โลก" พูด คือเรื่องได้, เรื่องเสีย, เรื่องมี, เรื่องเป็น, อยู่ก้องโกลาหล กลบเสียงใบไม้ใบหญ้าที่กระซิบความจริงของชีวิตเสียสิ้น. ครั้นจิต "ว่าง" จากอารมณ์ "โลก ๆ" แล้ว ย่อมซึมซาบความจริงนั้นว่า เกิดมานี้เพื่อปล่อยวาง, อิสระ และร่าเริง.
๑๔
ฝนอิฐเป็นกระจกเงา
ศิษย์วอนถามอาจารย์ฐานร้อนใจ
"ทำอย่างไรไปนิพพานอาจารย์ขา?"
"อ๋อ มันง่ายนี่กระไรบอกให้นา
คือคำว่าฝนอิฐเป็นกระจกเงา"
"อาจารย์ครับเขาคงว่าเราบ้าใหญ่
แม้ฝนไปฝนไปก็ตายเปล่า"
"นั่นแหล่ะเน้อมันสอนให้แล้วไม่เบา
ว่าให้เราหยุดหาหยุดบ้าไป
ไม่มีใครฝนอิฐเป็นกระจก
ไม่ต้องยกมากล่าวเข้าใจไหม
นิพพานนั้นถึงได้เพราะไม่ไป
หมดตนไซร้ว่างเห็นเป็นนิพพาน
ถ้าฝนอิฐก็ฝนให้ไม่มีเหลือ
ไม่มีเชื้อเวียนไปในสงสาร
ฝนความวุ่นเป็นความว่างอย่างเปรียบปาน
ฝนอิฐด้านให้เป็นเงาเราบ้าเอง" ฯ
ยิ่งวิ่งไล่ยิ่งยืดไกลออกไป นี่คือตัณหาล่ะให้เหนื่อยหอบ. ยิ่งอยาก "ยิ่ง" ไม่ได้หยุด แม้อยากเป็นพระอรหันต์; เพราะพระอรหันต์ คือ ผู้ "หมดอยาก" และเป็นผู้หยุดสนิทแล้ว.เอาธาตุอยาก วิ่งไล่ธาตุหยุดอยาก ฉันใด, ฝนอิฐเป็นกระจกก็เหนื่อยเปล่าฉันนั้น.ถ้าจะฝนต้องฝนให้หมดไม่มีเหลือ ไม่เป็นอิฐ ไม่เป็นกระจกอีกเลย.
๑๕
อริยมรรคมีองค์แปด
เว้นที่ว่าง คำบรรยาย มิได้เขียน
ผู้ใดเรียน รู้ซึ้ง ถึงความหมาย
จะได้ "สิ่งประเสริฐ" ไม่เกิดตาย
ไม่ต้องว่าย ในสงสาร นี้นานเกิน ฯ
๑๖
แม่น้ำคด น้ำไม่คด
แม่น้ำคด ส่วนน้ำนั้นไม่คด
ไม่แกล้งปดดูให้ดีมีเหตุผล
กายกับใจไม่ลามกไม่วกวน
แต่กิเลสแสนกลนั้นเหลือคด
จิตล้วนล้วนนั้นเป็นประภัสสร
กิเลสจรครอบงำทำยุ่งหมด
กิเลสเปรียบลำน้ำที่เลี้ยวลด
จิตเปรียบน้ำตามกฎไม่คดงอ
อันจิตว่างมีได้ในกายวุ่น
ในน้ำขุ่นมีน้ำใสไม่หลอกหนอ
ในสงสารมีนิพพานอยู่มากพอ
แต่ละข้องวยงงชวนสงกา
พระตรัสให้ตัดป่าอย่าตัดไม้
ไม่เข้าใจตัดได้อย่างไรหนา
รู้แยกน้ำจากแม่น้ำตามว่ามา
จึงนับว่าผู้ฉลาดสามารถเอย ฯ
จิตเดิมนั้นประภัสสรอยู่ปรกติเป็นกลาง ๆ มิได้คด มิได้มีกิเลส "กิเลสต่างหากคด" และคนเข้าใจผิดคิดว่า "จิตคด" เหมือนน้ำซึ่งไม่คด แต่แม่น้ำหรือคลองต่างหากคด. ข้อนี้หมายถึง ต้องกำจัดกิเลสที่จู่เข้ามาเป็นครั้งคราว ไม่ใช่ไปทรมานจิตเดิมแท้ที่ประภัสสรอยู่เองแล้ว.
๑๗
สาหร่ายเขียนพระไตรปิฎก
เส้นสาหร่ายก่านกันหนาหนั่นนัก
เป็นลวดลายย้ายยักหลายหมื่นท่า
ประสานสอดทอดไปไม่ลดลา
จนทั่ววารีใสในบึงบัว
คือมันเขียนคัมภีร์ที่ครบครัน
ทั้งวินัยสุตตันต์ภิธรรมทั่ว
สภาพธรรมสัจจธรรมประจำตัว
ธรรมชาติพันพัวทั่วถึงกัน
เป็นหลักชี้ชีวิตไม่ผิดพลาด
แสดงชึ้งถึงขนาดประสิทธิ์สันติ์
อยู่ในเส้นสาหร่ายที่ก่ายกัน
สาระพันสัญลักษณ์หลักพระธรรม
ตาผู้ใดไม่บอดสอดส่องดู
ก็จะรู้ความหมายได้ยังค่ำ
ดั่งศึกษาปิฎกไตรได้ประจำ
เป็นเครื่องนำสัตว์รอดตลอดเอย ฯ
พระไตรปิฎก, พระพุทธวจนะทั้งหมดนั้น ถูกบันทึกไว้ คือความแปรเปลี่ยนเรื่อย, ไม่มีอะไรต้าน, ว่างจากตัวตนถาวร เป็นประไตรปิฎกที่ตัวหนังสือ. ส่วนสาหร่ายเขียน "สัจจะ" นี้อย่างลึกซึ้ง และชัดเจนด้วยตัวของมันเอง ไม่ต้องผ่านทางสัญลักษณ์อักษรแต่อย่างใด. แต่ลวดลายแห่งสาหร่ายนั้นแสดงเพื่อให้คนเรา "รู้ทั่วกฎของธรรมชาติ" ข้อเดียวนี้ คือ "แจ้งจบไตรปิฎก".
๑๘
พ้นแล้วโว้ย!
บัดนี้เมฆลอยพ้นยอดเจดีย์
ทั้งโรงโบสถ์มากมีและวิหาร
เมฆรวมตัวเป็นภาพพิสดาร
บอกอาการพ้นแล้วโว้ย! โปรยยิ้มมา
ตะโกนร้องบอกสหายสิ้นทั้งผอง
ว่าไม่ต้องเสียเที่ยวเที่ยวค้นหา
อนันตสุขในโลกนี้ที่หวังมา
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าแล
สุขแท้จริงไม่วิ่งไปตามโลก
อยู่เหนือความทุกข์โศกทุกกระแส
มือเท้าเหนียวเหนี่ยวขึ้นไปคล้ายตุ๊กแก
ไม่อยู่แค่พื้นโบสถ์โปรดคิดดู
ลอยเหนือยอดโบสถ์ไปในเวหา
ลอยพ้นไปเหนือฟ้าที่เทพอยู่
ถึงความว่างห่างพ้นจากตัวกู
ไม่มีอยู่ไม่มีตายสบายเอย ฯ
คนรักสุข ขยะแขยงทุกข์ จึงแสวงหาสุขยิ่งขึ้นไป จึงยึดติดสุขทุกระดับ โดยเฉพาะผู้เมาสุขในสวรรค์ที่ฝันเอาเอง.
ส่วนธรรมะแท้นั้นเป็นเรื่อง "ปล่อยวาง" ทั้งสุขและทุกข์ เพื่อเข้าสู่ความดับทุกข์อันมีเหตุใหญ่อยู่ที่ความยึดมั่นในความสุข.
ในที่สุดเมื่อค้นพบว่า ที่แท้ "สุข" เป็นเพียงลม ๆ แล้ง ๆ เป็นเพียงมายาที่ไม่มีอยู่จริง จึงพบความหรรษา ร่าเริง เหมือนเมฆ ที่ลอยพ้นโบสถ์เจดีย์ , ตลอดถึงสวรรค์ ; พ้นสวรรค์ พุ่งขึ้นสู่ความว่าง อันปราศจากขอบเขตของขนาดและเวลา.
๑๙
ไส้เดือนเขียนจดหมายถึงมนุษย์
รอยไส้เดือนเกลื่อนไปในผิวดิน
เป็นลวดลายหลายระบิลหลายท่วงท่า
มีความหมายว่ากระไรใครสงกา
หรือเห็นว่าไร้สิ่งน่าสนใจ
หรือจดหมายไส้เดือนเตือนมนุษย์
ไม่รู้สิ้นสุดมาแต่ไหน
ทั้งคืนวันขยันเขียนเวียนทำไป
มนุษย์อ่านหรือไม่ไม่อาวรณ์
มันพร่ำบอกพร่ำสอนพร่ำวอนว่า
พร่ำพรรณนาให้ระวังให้สังหรณ์
ว่าสรรพสิ่งเปลี่ยนไปไม่ถาวร
ทุกตอนอนิจจังอนัตตา
มันให้อัตถาธิบายหลายแสนอย่าง
อุทาหรณ์ต่างต่างครบทุกท่า
รอยไส้เดือนเกลื่อนทั่วพสุธา
ก็เพราะว่าไส้เดือนรักคนนักเอย ฯ
คนเรารังเกียจขยะแขยงไส้เดือน ทั้ง ๆ ที่มันเขียนจดหมายถึงมนุษย์ในจดหมายที่เขียนเป็นรอยบนดิน แสดงถึงความแปรปรวน ความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของสิ่งทั้งหลาย อันแสดงถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่นของไส้เดือน. แต่คนนั้นช่างเกลียดชัง ต่อต้าน และขยะแขยงเรื่อยไป จนกว่าจะ "อ่านจดหมายของไส้เดือน" เข้าใจ ก็จะเข้าถึงเจตนารมณ์ของธรรมนั้นได้อย่างไม่ลังเลอีกเลย.
๒๐
ตัวกูกับตัวกู
อัน "ตัวกู " "ตัวสู " มิได้มี
แต่พอโง่มันเป็นผีโผล่มาได้
พอหายโง่ "กู " "สู " ก็หายไป
พอโง่ใหม่โผล่ใหม่ดูให้ดี
แต่ละข้างต่างยึดว่า "ตัวกู "
จึงเกิดการต่อสู้กันอย่างผี
ต่างหมายมั่นแก่กันฉันไพรี
ทั้งเปิดเผยลับลี้มีทั่วไป
ที่ด้อยกว่าสู้ว่ากูก็มีดี
ที่เด่นกว่าข่มขี่เขาเข้าไว้
ที่พอกันกันท่าไม่ว่าใคร
ล้วนแต่ใคร่โด่งเด่นเป็นธรรมดา
เอาพระธรรมกวาดล้างอย่างไม้กวาด
สำหรับฟาดหัวสัตว์ที่ข้างฝา
ตกกระเด็นเป็นเหยื่อแก่ไก่กา
ที่เก่งกว่าคืออย่าโง่ให้โผล่เอย ฯ
ปัญหาของโลก, ปัญหาของชาติและปัญหาของบุคคลอยู่ที่ "ความไม่ยอมกัน" เพราะอหังการ มมังการเพียงประการเดียว.เหมือนจิ้งจก ๒ ตัว ที่ต่างตัวต่างไม่ยอมแพ้จึงต้องกัดกันไม่มีที่สิ้นสุด.
ธรรมะ "ไม้กวาด" เท่านั้นที่จะกวาด, ฟาดให้ "สัตว์ " หรือ "สัญชาตญาณอย่างสัตว์" ชนิดนั้นสิ้นไปจากสันดาน.
โลกทั้งโลกจะสิ้นปัญหา ชาติทุกชาติก็จะผาสุขบุคคลก็จะได้ใช้ชีวิตแท้เต็มเปี่ยมและนิรันดรหากทุกคน "ยอม" และ "หยุด" ความมีอหังการ มมังการ กันเสียที.
๒๑
จากอนันตะสู่อนันตะ
จาก "อนันต์" สู่ "อนันต์" นั้นเห็นยาก
โดยคนมากงันงงตรงความหมาย
"ไม่สิ้นสุดทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายตาย"
ภาษาคนไม่ขวนขวายมาฟังยิน;
จึงต้องเทียบเปรียบกับเสียงระฆัง
คือมันดังออกมาได้ไม่รู้สิ้น
และออกมาเรื่อย ๆ ไปได้อาจิณ
คือไม่รู้เต็มถิ่นอากาศกาล
เหมือนสังขตะ ธรรมธาตุ ปรุงแต่งกัน
เนืองอนันต์มิรู้สิ้นกองสังขาร
ปรุงออกมานานนับกี่กัปป์วาร
อวสารต์นั้นไม่มีที่เหตุมูล
แม้ธรรมธาตุ อสังขตะ สุญญตา
เป็นอนันต์เสมอมาไม่ขาดสูญ
เป็นที่ดับแห่งสังขารแต่การบูรพ์
ไม่เต็มนูนเพราะอนันต์นั่นแหละเอย ฯ
การเกิดขึ้นแห่งสิ่งที่เป็นสังขตะ มีออกมาเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ก็ไม่รู้จักหมดสิ้น;
การดับลงแห่งสิ่งที่เป็นสังขตะ มีออกมาเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ก็ไม่รู้จักเต็มแดนเป็นที่ดับของมัน.
เช่นเดียวกับเสียงระฆัง ดังออกมาได้จากตัวระฆัง ไม่รู้จักหมดสิ้น, และเสียงนั้นก็ไม่เต็มในอวกาศ อันไม่มีที่สิ้นสุด เช่นเดียวกัน; ดังนั้นจึงกล่าวว่า "จากอนันตะสู่อนันตะ"
๒๒
กวนอิมโพธิสัตว์
สัญลักษณ์แห่งปัญญา เมตตา และบริสุทธิ์
แสดงออกมาในปางที่ช่วยเด็ก ๆ ให้พ้นจาก
ฟากฝั่งที่ทุกข์ร้อนสู่ความเกษม
๒๓

เรือธรรม
สังสารวัฏฏ์เปรียบด้วยทะเลไฟที่ภูเขาพ่นออกมาล้อมท่วมอยู่รอบทิศ.
"ธรรมะ" เป็นสิ่งเดียวที่จะเป็น"เรือ"ที่ปลอดภัย, ร่มเย็น, ในท่ามกลางทะเลไฟอันแอดเผานี้.
"เรือธรรม" นั้น ลอยอยู่ในทะเลไฟ, นั่นคือจุดเย็นที่สุดกลางเตาหลอมเหล็กที่ร้อนระอุ! นั่นคือ นิพพานเป็นสิ่งที่อาจหาพบได้ท่ามกลางสังสารวัฎฎ์นี่เอง!