๑๕

       อริยมรรคมีองค์แปด

เว้นที่ว่าง คำบรรยาย มิได้เขียน
ผู้ใดเรียน รู้ซึ้ง ถึงความหมาย
จะได้ "สิ่งประเสริฐ" ไม่เกิดตาย
ไม่ต้องว่าย ในสงสาร นี้นานเกิน ฯ

 

                   ๑๖

         แม่น้ำคด น้ำไม่คด

 

แม่น้ำคด ส่วนน้ำนั้นไม่คด
ไม่แกล้งปดดูให้ดีมีเหตุผล
กายกับใจไม่ลามกไม่วกวน
แต่กิเลสแสนกลนั้นเหลือคด
จิตล้วนล้วนนั้นเป็นประภัสสร
กิเลสจรครอบงำทำยุ่งหมด
กิเลสเปรียบลำน้ำที่เลี้ยวลด
จิตเปรียบน้ำตามกฎไม่คดงอ
อันจิตว่างมีได้ในกายวุ่น
ในน้ำขุ่นมีน้ำใสไม่หลอกหนอ
ในสงสารมีนิพพานอยู่มากพอ
แต่ละข้องวยงงชวนสงกา
พระตรัสให้ตัดป่าอย่าตัดไม้
ไม่เข้าใจตัดได้อย่างไรหนา
รู้แยกน้ำจากแม่น้ำตามว่ามา
จึงนับว่าผู้ฉลาดสามารถเอย ฯ


จิตเดิมนั้นประภัสสรอยู่ปรกติเป็นกลาง ๆ มิได้คด มิได้มีกิเลส "กิเลสต่างหากคด" และคนเข้าใจผิดคิดว่า  "จิตคด" เหมือนน้ำซึ่งไม่คด แต่แม่น้ำหรือคลองต่างหากคด. ข้อนี้หมายถึง ต้องกำจัดกิเลสที่จู่เข้ามาเป็นครั้งคราว ไม่ใช่ไปทรมานจิตเดิมแท้ที่ประภัสสรอยู่เองแล้ว.

 

                 ๑๗ 

     สาหร่ายเขียนพระไตรปิฎก

เส้นสาหร่ายก่านกันหนาหนั่นนัก
เป็นลวดลายย้ายยักหลายหมื่นท่า
ประสานสอดทอดไปไม่ลดลา
จนทั่ววารีใสในบึงบัว
คือมันเขียนคัมภีร์ที่ครบครัน
ทั้งวินัยสุตตันต์ภิธรรมทั่ว
สภาพธรรมสัจจธรรมประจำตัว
ธรรมชาติพันพัวทั่วถึงกัน
เป็นหลักชี้ชีวิตไม่ผิดพลาด
แสดงชึ้งถึงขนาดประสิทธิ์สันติ์
อยู่ในเส้นสาหร่ายที่ก่ายกัน
สาระพันสัญลักษณ์หลักพระธรรม
ตาผู้ใดไม่บอดสอดส่องดู
ก็จะรู้ความหมายได้ยังค่ำ
ดั่งศึกษาปิฎกไตรได้ประจำ
เป็นเครื่องนำสัตว์รอดตลอดเอย ฯ

พระไตรปิฎก, พระพุทธวจนะทั้งหมดนั้น ถูกบันทึกไว้ คือความแปรเปลี่ยนเรื่อย, ไม่มีอะไรต้าน, ว่างจากตัวตนถาวร เป็นประไตรปิฎกที่ตัวหนังสือ.  ส่วนสาหร่ายเขียน "สัจจะ" นี้อย่างลึกซึ้ง และชัดเจนด้วยตัวของมันเอง ไม่ต้องผ่านทางสัญลักษณ์อักษรแต่อย่างใด. แต่ลวดลายแห่งสาหร่ายนั้นแสดงเพื่อให้คนเรา "รู้ทั่วกฎของธรรมชาติ" ข้อเดียวนี้ คือ "แจ้งจบไตรปิฎก".

 

                    ๑๘

              พ้นแล้วโว้ย!

บัดนี้เมฆลอยพ้นยอดเจดีย์
ทั้งโรงโบสถ์มากมีและวิหาร
เมฆรวมตัวเป็นภาพพิสดาร
บอกอาการพ้นแล้วโว้ย! โปรยยิ้มมา
ตะโกนร้องบอกสหายสิ้นทั้งผอง
ว่าไม่ต้องเสียเที่ยวเที่ยวค้นหา
อนันตสุขในโลกนี้ที่หวังมา
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าแล
สุขแท้จริงไม่วิ่งไปตามโลก
อยู่เหนือความทุกข์โศกทุกกระแส
มือเท้าเหนียวเหนี่ยวขึ้นไปคล้ายตุ๊กแก
ไม่อยู่แค่พื้นโบสถ์โปรดคิดดู
ลอยเหนือยอดโบสถ์ไปในเวหา
ลอยพ้นไปเหนือฟ้าที่เทพอยู่
ถึงความว่างห่างพ้นจากตัวกู
ไม่มีอยู่ไม่มีตายสบายเอย ฯ

          คนรักสุข ขยะแขยงทุกข์ จึงแสวงหาสุขยิ่งขึ้นไป จึงยึดติดสุขทุกระดับ โดยเฉพาะผู้เมาสุขในสวรรค์ที่ฝันเอาเอง.
          ส่วนธรรมะแท้นั้นเป็นเรื่อง "ปล่อยวาง" ทั้งสุขและทุกข์ เพื่อเข้าสู่ความดับทุกข์อันมีเหตุใหญ่อยู่ที่ความยึดมั่นในความสุข.
          ในที่สุดเมื่อค้นพบว่า ที่แท้ "สุข" เป็นเพียงลม ๆ แล้ง ๆ เป็นเพียงมายาที่ไม่มีอยู่จริง จึงพบความหรรษา ร่าเริง เหมือนเมฆ ที่ลอยพ้นโบสถ์เจดีย์ , ตลอดถึงสวรรค์ ; พ้นสวรรค์ พุ่งขึ้นสู่ความว่าง อันปราศจากขอบเขตของขนาดและเวลา.

 

                  ๑๙

ไส้เดือนเขียนจดหมายถึงมนุษย์

 

รอยไส้เดือนเกลื่อนไปในผิวดิน
เป็นลวดลายหลายระบิลหลายท่วงท่า
มีความหมายว่ากระไรใครสงกา
หรือเห็นว่าไร้สิ่งน่าสนใจ
หรือจดหมายไส้เดือนเตือนมนุษย์
ไม่รู้สิ้นสุดมาแต่ไหน
ทั้งคืนวันขยันเขียนเวียนทำไป
มนุษย์อ่านหรือไม่ไม่อาวรณ์
มันพร่ำบอกพร่ำสอนพร่ำวอนว่า
พร่ำพรรณนาให้ระวังให้สังหรณ์
ว่าสรรพสิ่งเปลี่ยนไปไม่ถาวร
ทุกตอนอนิจจังอนัตตา
มันให้อัตถาธิบายหลายแสนอย่าง
อุทาหรณ์ต่างต่างครบทุกท่า
รอยไส้เดือนเกลื่อนทั่วพสุธา
ก็เพราะว่าไส้เดือนรักคนนักเอย ฯ

คนเรารังเกียจขยะแขยงไส้เดือน ทั้ง ๆ ที่มันเขียนจดหมายถึงมนุษย์ในจดหมายที่เขียนเป็นรอยบนดิน แสดงถึงความแปรปรวน ความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของสิ่งทั้งหลาย อันแสดงถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่นของไส้เดือน. แต่คนนั้นช่างเกลียดชัง ต่อต้าน และขยะแขยงเรื่อยไป จนกว่าจะ "อ่านจดหมายของไส้เดือน" เข้าใจ ก็จะเข้าถึงเจตนารมณ์ของธรรมนั้นได้อย่างไม่ลังเลอีกเลย.