เมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว มันต้องมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้ว และถ้าเราไม่รักกันจริง ๆ เมื่อใครคนหนึ่งทำผิด เราจะไม่ยอมให้อภัยเขา และนั่นจะนำมาซึ่งปัญหา

สัปดาห์ที่แล้ว ซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง ชื่อ "อาจารย์ในร้านคุกกี้" เขียนโดย นิ้วกลม ของสำนักพิมพ์มติชน พูดตรง ๆ ว่า ปกไม่เด่นเลย แถมชื่อหนังสือก็ไม่ได้สื่ออะไรให้คนทั่ว ๆ ไป ให้เข้าใจว่า เขียนแนวไหน จนกว่า ผู้อ่านจะเดินมาจับแล้วพลิกเปิดด้านใน จึงจะทราบ

 

 

แล้วเมื่ออ่านเข้าไปข้างใน เกิดอาการติดหนึบ หากอ่านไม่จบ แล้วไม่อยากปล่อยมือวางหนังสือลง เคยเป็นไหมครับ

หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมเป็นเช่นนี้

นิ้วกลม มีมุมมองและระบบความคิดที่น่าสนใจ สมกับเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงาน

อยากให้กัลยาณมิตรลองอ่านข้อเขียนของเขาสักบท

เลือกบทที่ผมชอบนะครับ ;)

 

 

เมื่อรัก..เราจะให้อภัย เมื่อให้อภัย..เราจะรัก

 

"เรามักจะตกหลุมรักอย่างบ้าคลั่งตอนอายุต้น ๆ ยี่สิบ แล้วต่างคนก็จะมาถึงยุคเดินทางออกตามล่าความฝัน ไปเรียนเมืองนอกบ้าง ทุ่มเททำงานอย่างหนักจนไม่มีเวลาให้แฟนบ้าง แล้วก็ต้องเลิกรากันไป แล้วเราก็จะมาเจอรักครั้งใหม่ตอนปลาย ๆ ยี่สิบ และนั่นก็จะเป็นรักที่เราลงเอยด้วย แต่รักอย่างบ้าคลั่งตอนต้นยี่สิบนั้นก็ยังติดอยู่ในความทรงจำไปตลอด"

ผมกับเพื่อนสาวคนหนึ่งคุยกันถึงเรื่องความรัก แล้วเราก็พบวัฎจักรหนึ่งของความรักในยุคสมัยนี้ หนุ่มสาวส่วนใหญ่จะมีวงจรความรักคล้ายกันเหมือนที่ได้ไปในย่อหน้าแรก

อย่างน้อยก็เพื่อน ๆ น้อง ๆ ส่วนใหญ่รอบกายผม

เพื่อนสาวของผมคนนี้ก็เช่นกัน สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเธอมีแฟนคนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเพื่อนของผมด้วย ทั้งคู่เริ่มก่อร่างความสัมพันธ์จากความเป็นเพื่อน ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามจังหวะการพลิกปฏิทิน ยิ่งเปลี่ยนแผ่นก็ยิ่งแน่นแฟ้น กระทั่งกลายเป็นแฟนกันโดยไม่ต้องเอ่ยปากเซ็นสัญญาทำข้อตกลงร่วมกัน

คงเหมือนกับดอกไม้บาน มันจะบานสวยงามอย่างเต็มที่ในวันหนึ่งแน่นอน แค่รอเวลาให้วันนั้นมาถึง ระหว่างที่ดอกตูมเราคงไม่ได้สนใจอะไร จะมาเห็นอีกทีก็ตอนที่มันบานสะพรั่งแล้ว ความรักแบบนี้สวยงามและไม่เร่งรีบ ไม่ต้องฉีดปุ๋ยเคมีเร่งเร้าให้ความงามมาถึงเร็วเกิน เป็นจังหวะที่เป็นธรรมชาติ

เมื่อกลายสภาพจากเพื่อนมาเป็นแฟน ทั้งคู่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอะไรมากมาย แค่เพิ่มดีกรีความใส่ใจ ห่วงใย และห่วงหวงเป็นช่วงเวลาที่แต่ละคนได้รู้ว่ามีอีกคนอยู่ข้าง ๆ กัน ช่วงนั้นโลกทั้งใบก็กลายเป็นสีชมพู กลางคืนก็ยังสว่างอย่างกับอยู่นอร์เวย์

แต่แล้วเมื่อเข็มนาฬิกาหมุนวนไปจนถึงวัยทำงาน ทั้งคู่ก็มีเรื่องให้ต้องห่างเหินกัน หญิงสาวเดินทางไปเรียนต่อ ขณะที่ชายหนุ่มยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทย ความห่างไกลเป็นศัตรูตัวฉกาจของความสัมพันธ์ อย่างที่รู้กัน เพราะคนสองคนไม่ได้ห่างกันเพียงแต่ระยะทาง แต่ยังห่างกันในเรื่องของโลกรอบตัว ยิ่งหญิงสาวออกท่องโลกกว้างก็ยิ่งอยากสะสมความรู้ให้เพิ่มพูนขึ้น เดินทางห่างจากจุดเริ่มต้นมากขึ้นทุกวัน เธอเป็นคนขยัน คล่อง เก่ง และหัวก้าวหน้า ขณะที่ฝ่ายชายดูจะชอบใช้ชีวิตสงบ นิ่ง และพอใจกับปัจจุบันเสียมากกว่า

หากคนเรารักกันโดยไม่รู้ตัวได้ เราก็หมดรักกันโดยไม่รู้ตัวได้เช่นกัน

ความเปลี่ยนแปลงทำนองนี้อธิบายได้ไม่ยาก แต่ยากที่จะทำความเข้าใจ ยิ่งหากมันเกิดขึ้นกับตัวเองก็ยิ่งยากที่จะพยักหน้าตามคำอธิบายง่าย ๆ เหล่านั้น

แม้ทั้งคู่จะยังรักกันอยู่ แต่กลับ "รู้สึก" ห่างยิ่งกว่าระยะทางที่ร่างกายของทั้งคู่ไกลกัน

ชีวิตเปลี่ยน ความคิดก็เปลี่ยนตาม

ทั้งสองคนเดินไปบนทางสองเส้น ของใครของมัน เป็นทางที่ไม่มีวี่แววว่าจะมาบรรจบกันในวันหน้า

คงเหมือนกับดอกไม้ที่ค่อย ๆ แห้งตาย มันมีเวลาของมัน แม้พยายามเหนี่ยวรั้งอย่างไรก็ยากที่จะหยุดไว้ได้ มันค่อย ๆ เสื่อมสภาพจากงามกลายเป็นเหี่ยวแห้ง หมดเรี่ยวแรงและก็ปลิดตัวหลุดจากขั้วไปในที่สุด

เจ็บทั้งคู่ แต่ไม่มีใครทำอะไรได้

มันเป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง


หลังจากใช้ชีวิตโสดโดดเดี่ยวมาเป็นเวลาหลายปี ได้ลองทำความรู้จักกับชายหนุ่มบางคน แต่ก็พบว่า ไม่มีสักคนที่คลิกเท่ากับคนนั้น เธอบอกกับผมว่า "ฉันว่าฉันจะถอดใจแล้วนะ คงหาใครที่ใช่ขนาดนั้นไม่ได้แล้วละ นี่ยังเคยคิดเลยว่าจะแต่ง ๆ ไปกับใครสักคน จะได้สร้างครอบครัวดี ๆ สักที ไม่ต้องรักกันมากก็ได้ แต่อยากมีครอบครัวแล้ว"

ครอบครัวของเธอน่ารักและสนิทสนมเกลียวกันมาก นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธออยากมีครอบครัวที่ดี และนี่เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเธอ

"ไม่คิดว่าจะอยู่คนเดียว มีครอบครัวยังไงก็น่าจะดีกว่า แต่วันนั้น พอบอกม้าไป ม้าก็บอกกับเราว่า คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้นะ แต่สำหรับม้าแล้ว ความรักเป็นเรื่องสำคัญของการมีครอบครัว"

เธอเล่าให้ฟังว่า การแต่งงานของป๊ากับม้าของเธอนั้นไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากญาติ ๆ ฝั่งม้าสักเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นป๊าจนกว่า และไม่มีอะไรที่มั่นคง นอกจากหัวใจที่มีให้ม้า

"ถ้าเราจะตกลงปลงใจสร้างครอบครัวกับใครสักคน เราต้องมั่นใจว่าเรารักกัน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความรักของคนสองคนนี้ เพราะเมื่อเรารักเขา หากมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นในระหว่างที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เราจะให้อภัยซึ่งกันและกัน และนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะประคับประคองให้ครอบครัวของเราไปได้ตลอดรอดฝั่ง คนเราเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วมันต้องมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้ว และถ้าเราไม่รักกันจริง ๆ เมื่อใครคนหนึ่งทำผิด เราจะไม่ยอมให้อภัยเขา และนั่นจะนำมาซึ่งปัญหา"

เมื่อรัก..เราจะให้อภัย

ผมบอกกับเพื่อนไปว่า ประโยคนี้คล้ายกับประโยคที่คุณลุงคนหนึ่งบอกกับชายหนุ่มที่เก็บเสื้อผ้าหนีออกจากบ้านเพื่อมุ่งหน้าไปสู่อลาสก้า ในหนังเรื่อง Into the Wild ยังไงยังงั้น ชายหนุ่มเป็นนักเรียนเรียนดี รักการอ่าน ทำให้เขาคิดต่างไปจากพ่อแม่ที่จ้องแต่จะสร้างฐานะ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดูดีในสายตาของเพื่อนบ้าน พยายามผลักดันให้เขามีอนาคตที่ร่ำรวย มีการงานที่ดี ขับรถยี่ห้อดังราคาแพง แต่สำหรับเขาแล้วสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิต ทั้งยังทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของพ่อแม่ที่เอาแต่สร้างภาพลักษณะที่ดูดีต่อหน้าคนอื่น แต่ในบ้านกลับตบตีกันเป็นประจำ เขาจึงตัดสินใจ "ให้กำเนิดตัวเอง" อีกครั้ง ตั้งชื่อให้ตัวเองใหม่ แล้วออกเดินทางไกลไปตามทางที่ตนเชื่อ โดยเริ่มต้นด้วยการเผาธนบัตรทั้งหมดที่มี

เขาเดินทางไกลจากบ้านออกไปเรื่อย ๆ ไกลทั้งในแง่ระยะทางและความรู้สึก

ณ ยอดเขาแห่งหนึ่งในสถานที่ไกลแสนไกล คุณลุงคนหนึ่งที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันนั่งยอง ๆ ลงข้าง ๆ เขา และบอกบางสิ่งให้เขาฟัง หลังจากได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดของเขาแล้ว

"มีอย่างหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกเธอไว้ หลังจากได้ยินเรื่องพ่อแม่ ครอบครัว และการตัดสินใจของเธอทั้งหมดแล้ว ฉันอยากจะบอกกับเธอว่า การให้อภัยเป็นเรื่องสำคัญนะ เมื่อเธอให้อภัย เธอก็จะรัก"

When you forgive, you love.

ผมชอบในสิ่งที่คุณลุงบอกกับชายหนุ่ม

เมื่อให้อภัย..เราจะรัก

เพราะในจังหวะที่ให้อภัย ประตูหัวใจจะเปิดออก และความรักก็อาศัยจังหวะนี้เองสอดตัวเข้ามาในช่องที่เปิดกว้างขึ้น หากไม่มีการให้อภัย ประตูคงปิดตายอยู่อย่างนั้น

หัวใจที่มีแต่ความโกรธเกลียดย่อมไม่มีพื้นที่ให้กับความรัก

เมื่อได้ฟังคำพูดจากคุณแม่ของเพื่อนสาวในวันนี้ ผมจึงรู้สึกว่า "ความรัก" กับ "การให้อภัย" นั้นมีอะไรเกี่ยวข้องกัน

"เมื่อรัก..เราจะให้อภัย" กับ "เมื่อให้อภัย..เราจะรัก"

ไม่ต้องการคำตอบ ก็เหมือนกับไก่กับไข่นั่นแหละ เราไม่เห็นต้องตอบว่า สิ่งใดเกิดก่อนสิ่งใด

แต่ที่แน่ ๆ -- เมื่อไม่มีสิ่งหนึ่งก็ไม่มีอีกสิ่งหนึ่ง

 

.............................................................................................................

 

นาฬิกาแห่งความหลังเดินทางกลับมาให้เราเห็นอีกรอบ

เหมือนมือของเราไขว่คว้าหาอดีตที่มันไม่จับต้องไม่ได้

คิดถึงใครบางคนจัง ... คนที่เคยคิดถึง

 

ข้อเขียนของนิ้วกลม ทำให้ผมปล่อยหนังสือไม่ลง

ตื้นเต้น เร้าใจ แต่คงความเป็นจริงของชีวิต

ทั้ง ๆ ที่หน้าปกไม่ได้ทำให้มองเห็นอะไรภายในเลย

เหมือนคนบางคน ที่มองภายนอกแล้วไม่รู้สึกอะไร

มันต้องคบกันที่ภายใน จึงจะเข้าว่า เขาเป็นอย่างไร

คุณว่าไหม ?

 

นี่เป็นแค่ตัวอย่างเพียงบทเดียว

ไม่เชื่อผม ให้ลองไปเปิดอ่านดูสักบท

 

วิธีคิดที่ดี ๆ คือ สิ่งที่ได้มาจากหนังสือดี ๆ สักเล่ม

 

บุญรักษา ทุกท่าน ครับ ;)

 

.............................................................................................................

 

 

หนังสือดี ๆ จาก

นิ้วกลม (นามแฝง).  อาจารย์ในร้านคุกกี้.  กรุงเทพฯ: มติชน, 2552.