ที่ประชุมได้รับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับหลักสูตร การจัดการเรียนสอน การประมินผล การสนับสนุน การจัดองค์กรนักศึกษา ฯลฯ นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาแผนการสอนและการมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอน และการจัดการ ซึ่งสรุปได้ดังนี้

ในรายวิชา Public Health Skill Development

  • ได้แจกแบบประเมินสมรรถนะตนเองในการแสดงบทบาทหน้าที่การสาธารณสุขที่สำคัญ (Essential Public Health Functions) ซึ่งจะใช้ประกอบกับกรอบแนวคิดและกระบวนทัศน์ด้านการสาธรณสุขใหม่ ที่นำเสนอ โดยการบรรยายและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ของนักศึกษา และ นพ. นิวัติ จี้กังวาฬ ซึ่งนักศึกษาสามารถนำมาเป็นกรอบในการประเมินสมรรถนะตนเองในแต่ละมิติ แบบประเมินตนเอง จึงเป็นเสมือนแบบเรียน (Learning Tool) เพื่อการเรียนรู้ด้วนตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การระบุความจำเป็นของสมรรถนะที่สำคัญ (Core Competencies) ในการทำหน้าที่บทบาทที่สำคัญของการสาธารณสุข (EPHFs)
  • จากข้อเสนอองค์ประกอบที่จำเป็นในการปฏิรูประบบการสาธารณสุขมูลฐาน ในรายงาน World Health Report 2008 ได้มีการแลกเปลี่ยนถึงขอบเขต ความจำเป็นและแนวทางการปฏิรูปในระดับการปฏิบัติ ตลอดจนความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทั้ง 4 ซึ่งในการวิเคราะห์องค์ประกอบที่จำเป็นต่อการปฏิรูปนั้น จะสามารถทำได้ชัดเจนขึ้น หากเราทำความเข้าใจในระบบสุขภาพชุมชน (Community Health System) ในพื้นที่ที่เรารับผิดชอบ
  • ได้มีการนำเสนอประเด็นด้านสุขภาพ (Health) สาธารณสุข ( Health) และ ประเด็นพิจารณาด้านสุขภาพประชากร (Population Health) เราได้ใช้เวลาในการอภิปรายนัยยะของคำว่า “สุขภาพ” ที่เป็น สถานะ (State) กับการมองสุขภาพในฐานะที่เป็นศักยภาพ (Capacity) และทรัพยาร (Resource) ซึ่งมีนัยยะที่แตกต่างกันและมีผลต่อการพัฒนาและการกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาที่แตกต่างกันด้วย ในอดีต สถานการณ์สุขภาพของประชากร ส่วนใหญ่มีผลมาจากปัญหาโรคติดเชื้อ (Infectious Diseases) ซึ่งเราต้องเร่งจำกัดขนาดของปัญหาให้น้อยลงให้มากที่สุด และด้วยเหตุที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่มีประสิทธิผล (Effectiveness) และ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งนักวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขใช้เทคโนโลยีเป็นเสมือนกระสุนวิเศษ (Magic Bullet) ในการแก้ปัญหาและขับเคลื่อนการยกระดับสถานะทางสุขภาพของประชากร ในขณะที่ปัจจุบัน ประชากรส่วนใหญ่ เผชิญกับสถานการณ์ปัญหาสุขภาพ ที่มีลักษณะเป็น ทวิภาระโรค (Double Burden of Disease) ซึ่งแบบแผนปัญหาของโรค มีทั้งที่เป็นโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดต่อ และสถานการณ์ของปัญหามีความซับซ้อนมากขึ้นตามสถานการณ์ของสังคมโลกาภิวัตน์ ทำให้การแก้ปัญหาสุขภาพโดยเน้นการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างเดียว ไม่อาจมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลดังเช่นในอดีต ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ป่วยหรือเป็นโรคแล้ว ก็อาจมีผลิตภาพ (Productivity) และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ด้วยดี หากสามารถดูแลตนเองอย่างเหมาะสม ดังนั้น มุมมองสุขภาพ จึงปรับปรับเปลี่ยนสู่ การมองสุขภาพในฐานะที่เป็นศักยภาพ (Capacity) หรือ ทรัพยากร (Resource) ซึ่งเป็นทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่มีมาจากต้นกำเนิด (Innate) ที่ได้จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากบิดามารดา และสามารถได้มา (Acquired) จากกระบวนการเลี้ยงดูและการเพิ่มพูนตลอดช่วงชีวิต ซึ่งหากได้รับการดูแลเหมาะสม ก็จะสามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างมีดุลยภาพในระบบนิเวศ แต่หากเลือกกินเลือกอยู่ไม่ถูกต้อง ก็เกิดภาวะเสี่ยงโรค และนำไปสู่ความเจ็บป่วย การตาย หรือความพิการ การที่จะเอื้อให้คนเราสามารถเลือกกิน เลือกอยู่ได้อย่างมีสุขภาวะ เราจึงต้องปรับมุมมอง “สุขภาพ เป็น ศักยภาพหรือทรัพยากร” มากกว่าการเป็น “สถานะ” และกระบวนการขับเคลื่อนในการสร้างเสริมศักยภาพของมนุษย์ จะต้องใช้ กระบวนการขับเคลื่อนโดยชุมชน (Community Driven) โดยมีคนเป็นศูนย์กลาง (People-centered)
  • การสาธารณสุขในปัจจุบัน ได้ปรับมุมมองจากการต่อสู้กับโรค (Disease) สู่การสร้างเสริมสุขภาพ (Well-being) และเน้นด้านสุขภาพประชากร (Population Health) ที่ให้ความสำคัญต่อประเด็นด้านความเป็นธรรมทางสุขภาพ (Equitable Health) มากขึ้น อะไรคือความเป็นธรรม เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะการที่คนเราจะมีความเป็นอยู่ที่ดีได้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกิดขึ้นสองช่วง ปัจจัยแรกคือสิ่งที่ได้มาจากบรรพบุรุษนั้น คือพันธุกรรม (Heredity)และวัฒนธรรม (Culture) และอีกส่วนหนึ่งจะได้มาภายหลังจากการคลอด ซึ่งเป็นทุนมนุษย์ ที่ได้จากแสวงหา (Acquired) เช่นได้จากการขัดเกลา (Socialization) ได้จากการศึกษาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และได้จากประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตที่สั่งสม (Accumulation) ตลอดช่วงอายุที่เจริญวัยขึ้นถึงบั้นปลายชีวิต ซึ่งจะเป็นทั้งปัจจัยเสี่ยง (Risk factors) และปัจจัยปกป้อง (Protective Factors) ที่จะมีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) ความเจ็บป่วย (Sickness) และการเป็นโรค (Disease)
  • จะเห็นได้ว่า การที่คนเราจะมีโอกาสพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพเพื่อนำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีนั้น จึงขึ้นอยู่กับตำแหน่งแห่งหน ของตนในสังคม (Social Position) เพราะความแตกต่างในสถานะทางสังคม จะนำไปสู่ความแตกต่างในโอกาการสมผัสกับปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยปกป้องที่แตกต่างกัน และแน่นอนจะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพของประชากรด้วย
  • คนเราจะมีโอกาสในการเคลื่อนย้ายทางสังคม (Social Mobility) ซึ่งหมายถึงการปรับเปลี่ยนสถานะทางสังคม แตกต่างกันไป เช่นจากการพัฒนาความก้าวหน้าของตนในอาชีพ ทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงจากฐานะคนทำงานกลางแจ้ง (Blue Collar) เป็นผู้ทำงานในสำนักงาน (White collar)  ดังนั้น กลุ่มที่อยู่ในตำแหน่งทางสังคมที่ด้อยโอกาสกว่า ก็ยากที่จะเคลื่อนย้ายอกจากตำแหน่งแห่งหนของตนในสังคมได้  ในสังคมที่มีช่องว่างระหว่างกลุ่มรายได้สูงกับกลุ่มรายได้ต่ำ (Income Gap) มีมาก ตำแหน่งแห่งหนของคนเหล่านนี้ ในสังคมแตกต่างกันมาก และสัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยปกป้องแตกต่างกันออกไป ในกลุ่มคนยากจน ก็ยังมีคนที่จนที่สุด (Poorest of the poor) ที่นอกจากจะยากจนมากแล้ว ด้วยเหตุที่ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ และโอกาสทางสังคม ทำให้ด้อยทั้งความรู้และสุขภาพ พวกนี้จึงเปรียบเสมือนตกอยู่ในกับดักของความยากจน (Poverty Trap) ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับต้น เพื่อให้เขาได้พ้นจากกับดักของความยากจน และสามารถสร้างโอกาสในการพัฒนาตน ให้เต็มศักยภาพ
  • มุมมองสุขภาพในฐานะที่เป็น “ศักยภาพและทรัพยากร” จึงเป็นมุมมองที่สำคัญ ของกระบวนทัศน์การพัฒนามนุษย์ (Human Development)
  • การพัฒนามนุษย์ หมายถึงกระบวนการการขยายทางเลือกของบุคคล ให้สามารถบรรลุศักยภาพความสามารถที่พึงมี เช่น ความมีเสรีภาพในการเลือกลีลาการดำเนินชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพ
  • และความยากจนของมนุษย์ (Human Poverty) หมายถึงการขาดหายจากปัจจัยที่พึงมีที่นำไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถ เช่นการเช่น การเข้าถึงบริการสุขภาพในเชิงกายภาพ และปัจจัยที่พื้นฐานที่ร่วมที่พึงปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการในเชิงสังคม (นั่นคือความยากจนของมนุษย์ ยังหมายรวมถึงการขาดหายปัจจัยที่เอให้เกิดการพัฒนาเต็มศักยภาพของมนุษย์ เช่น การไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพทั้งในเชิงกายภาพ เช่นอยู่ห่างไกล หรือปัจจัยร่วมที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพเนื่องจากปัจจัยเชิงสังคม ที่ต้องปรับเปลี่ยนเช่น การจัดสิ่งอำนวนความสะดวกเพื่อการประกอบศาสนากิจสำหรับผู้ป่วยมุสลิม และญาติ  ซึ่งต้องจัดให้เหมาะสม ตามความจำเป็น

 ลองอ่านกันดูนะครับ และช่วยแสดงความคิดเห็นด้วย

ชนินทร์