เดี๋ยวนี้มูลนิธิพูนพลังย้ายตามลูกสาวมาอยู้บ้านติดกับบ้านผม   การประชุมจึงสะดวกมากสำหรับผม   แต่เดินผ่านประตูรั้วระหว่างบ้านก็ถึงห้องประชุม   ซึ่งเป็นศาลาโล่งหลังคามุงแฝก   จัดเป็นการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิที่บรรยากาศเป็นกันเองและติดดินที่สุดที่ผมเคยประสบ 

          แถมประชุมเสร็จ มีการเลี้ยงขนมจีนเป็นอาหารเที่ยงอีกด้วย   ถือเป็นกิจวัตรประจำ  ที่ทุกคนรอคอย เพราะแม่บ้านของลูกสาวทำน้ำแกงขนมจีนอร่อยมาก   ทุกคนติดใจ

          การประชุมวันที่ ๒๗ ก.ย. ๕๒ นี้ ถือเป็นครั้งที่ ๕/๒๕๕๒    จะเห็นว่ามูลนิธินี้ขยันประชุม   คือกำหนดประชุมทุกๆ ๒ เดือน   เพื่อปรึกษาหารือ และทำกิจกรรมร่วมกันด้วยในตอนบ่าย   คือกรรมการมูลนิธินี้ออกทั้งแรงสมอง และแรงทำงาน   โดยเฉพาะการตัดสินประกวดวาดภาพ  หรือประกวดเรียงความ

          อ่านจดหมายข่าวพูนพลัง ฉบับที่ ๑๔ ได้ที่นี่    และอ่านเรื่องราวกิจกรรมบางกิจกรรมได้ที่นี่

          มูลนิธิพูนพลังมีท่าทีของการทำงานแบบยึดประโยชน์ของสังคมเป็นตัวตั้ง    จึงมุ่งร่วมมือกับมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลอื่นๆ ช่วยกันทำประโยชน์แก่เด็กและแก่ชุมชน   เช่นคราวนี้มีเรื่อง โครงการเมล็ดดาวเดินทาง http://www.wanderingseed.org    ติดต่อขอร่วมมือ   กรรมการมีมติให้ให้ทุนทำงานในโรงเรียน เช่นปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สำหรับเป็นอาหารกลางวันของนักเรียน  

          หลังวันที่ ๒๖ ต.ค. ๕๒ เว็บไซต์ของมูลนิธิจะเป็น http://www.poonpalang.org  ท่านที่ต้องการติดต่อมูลนิธิพูนพลังทางอี-เมล์ ติดต่อที่ [email protected]   เราวางแผนใช้เว็บไซต์นี้เป็นเครื่องมือสร้าง community ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  

          มีกรณีความยากลำบากของนักเรียนอีก ๒ คน   ที่ครูซึ่งเป็นเครือข่ายของมูลนิธิ แนะนำมา    สำหรับให้คณะกรรมการช่วยกันคิดหาวิธีช่วยเหลือตามแนวทาง ช่วยให้รู้จักช่วยตัวเอง

          นี่คือชีวิตของจาคะ การใช้ชีวิตส่วนเกินทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ผู้ยากลำบาก

          กรรมการมูลนิธิเหล่านี้เป็นคนอายุราวๆ ๓๕ – ๓๖ เป็นเพื่อนกันสมัยเรียนชั้นมัธยม  บางคนเป็นเพื่อนของน้อง   เวลานี้เป็น ดร.  ทำหน้าที่อาจารย์ หรือเป็นนักวิจัย หรือทำงานในวงธุรกิจ   มีฐานะการงานมั่นคง    บางคนไม่ได้เป็นกรรมการ แต่ก็สนใจช่วยคนยากไร้    เท่ากับมูลนิธิพูนพลังได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างคนที่อยู่ในฐานะ the have กับ the have – not    ทำให้คนที่เกิดมามีโชคในชีวิต ได้เรียนรู้และเอาใจใส่คนอื่นที่เกิดมาโชคไม่ดีเท่า   ให้ได้มีโอกาสเรียน เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น   คุณค่าของมูลนิธินี้มีมากกว่าการให้เงิน แก่นักเรียนยากจน

          คือทำหน้าที่เชื่อมโยงสังคมที่แตกต่าง เข้าด้วยกัน    แม้จะทำได้เพียงเล็กน้อย แต่ก็มีคุณค่าสูงมากทางจิตใจ   เพื่อดำรงและสร้างสรรค์นักวิชาการที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์

 

วิจารณ์ พานิช
๒๗ ก.ย. ๕๒

ศาลาที่ประชุมมูลนิธิพูนพลัง

 

การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

 

ถ่ายจากศาลา

 

ไม้ประดับสวยงาม

 

สัปปะรดสีจากดอยตุง