เมื่อเกษตรกรตัดสินใจทิ้งถิ่นฐาน แม้จะตั้งใจว่าเป็นการชั่วคราวในตอนแรก  เดินทางเข้าสู่เมือง  การเข้ามาเพื่อมาหางาน  หาเงิน  โดยส่วนใหญ่ตั้งใจมารับจ้างแรงงาน  แต่แรงงานเหล่านี้เป็นแรงงานที่มีทักษะเกษตร  แต่น้อยนักที่มีทักษะด้านอาชีพอื่น  เช่น  ค้าขาย  ช่างฝีมือ  เป็นต้น   ประกอบกับ  ตำแหน่งว่าจ้างแรงงานที่มีอยู่ในเมืองก็ไม่เพียงพอที่จะรองรับปริมาณการหลั่งไหลของแรงงานเหล่านี้ได้   ส่วนหนึ่ง ส่วนน้อยที่อาจจะได้รับโอกาสอันดี  มีงานทำในบริษัท  หรือนายจ้างที่ดี   แต่ส่วนที่เหลืออีกไม่น้อย  ที่ต้องดิ้นรนหางานทำต่อ  งานส่วนใหญ่ค่าแรงถูก  ไม่มีสวัสดิการใด   และยังต้องต่อสู้กับแรงกดดันไหนจะเรื่องที่ซุกหัวนอน  ไหนจะปากท้อง  จะไปไหนมาไหนก็ต้องมีค่ารถ

เมื่องานในระบบรองรับไม่ไหว   การต่อสู้ดิ้นรนโดยสัญชาติญานของสิ่งมีชีวิตก็เริ่มต้น  เราจะเห็นชุมชนแออัด  เห็นคนหาบเร่ขายของ  เห็นเด็กขายพวงมาลัย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือ ผลงานของการต่อสู้ของแรงงานนอกระบบ  ชุมชนแออัดเหล่านี้ไม่ได้มีมาแต่โบร่ำโบราณ  แต่ตามหลักฐานอ้างอิงมันมาพร้อมกับการการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และภาคการค้า  บันทึกฉบับต่อๆไป ผมจะหยิบข้องอ้างอิงมาฝากนะครับว่าชุมชนแออัดแห่งแรกของกรุงเทพฯ อยู่ที่ไหน  (ลองทายเล่นๆ ดูก่อนซิครับ)

ด้านดีของแรงงานนอกระบบ ก็พบเยอะเหมือนกันนะครับ  อย่าคิดว่าไม่มี  อย่างน้อยก็เป็นกลไกเศรษฐกิจหนึ่งของสังคม  แม้จะไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ใน GDP หรือ GNP ของประเทศ   หรือหากคิดแบบง่ายๆ  ตัวเลขเศรษฐกิจของกลุ่มนี้ ก็ไม่น้อย  คิดดูหากไม่มีกลไกนี้  รัฐจะต้องมาสนับสนุนงบประมาณแทนในฐานะดูแลสวัสดิการสังคม ต้องใช้เงินงบประมาณไม่น้อยเลยนะครับ

แต่ที่น่าสนใจ  แรงงานนอกระบบยังเป็นหน่วยย่อย  ของภาคอุตสาหกรรมบางประเภทอีกด้วย  เคยเห็นไหมครับ  ที่มีคนกลางรับงานเย็บเสื้อผ้า  สิ่งทอ  ร่ม  ดอกไม้ประดิษฐ์เป็นต้น จากโรงงานแล้วนำมาจ้างคนในชุมชนเหล่านี้  นั่นเท่ากับว่าเขาคือ "ผู้ผลิต"  แต่แทนที่จะนั่งทำในโรงงาน  แต่ได้นั่งทำที่พักของตนเองแทน  แม้จะถูกตัดค่าแรงผ่านคนกลางไปบ้าง  มีบทความที่กล่าวถึงเรื่องนี้  อ่านได้ที่นี่ http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1409