ผลงานKMที่น่าสนใจของ กรมการแพทย์

        สำนักพัฒนาวิชาการแพทย์ ได้จัดโครงการ KM Award : KM Forum นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจ รวบรวมความรู้นวัตกรรมทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นจากการใช้กระบวนการจัดการความรู้และเป็นเวทีให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งในและภายนอกสังกัดกรมการแพทย์ ได้นำเสนอผลงานการจัดการความรู้ในรูปแบบใหม่ๆ จากเรื่องราวของความรู้ที่เกิดขึ้นมากมาย จนต้องนำมาเล่าต่อตอนที่ 2 ซึ่งน่าสนใจหลายเรื่อง บางเรื่องเป็นความรู้ที่ต่อยอดจากปีที่แล้ว บางเรื่องก็เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ แต่ก็มีสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เก็บเรื่องราวที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟั

              

 1. ประสบการณ์การทำ e-Learning ในการจัดการความรู้ ของ รพ.ราชวิถี โดยนพ.ทศพร เรืองกฤษณ์ และกูรูKM นพ.ปัณณวิชย์ วงค์วิวัฒน์

นวัตกรรมชิ้นนี้ต่อยอดมาจากการสร้างโปรแกรม Camtasia studio ของปีที่แล้วที่จัดขึ้นที่รพ.ราชวิถี แต่ปีนี้มีการพัฒนาต่อยอดมาทำ e-Learning โดยใช้โปรแกรม Camtasia studio และเปิดโปรแกรมให้ดูการทำงานโดยใช้โปรแกรมนำเสนองานแทนวิทยากร มีทั้งภาพและเสียงผู้นำเสนอและpower point ฉายพร้อมกัน โดยไม่อาศัยอุปกรณ์อื่นประกอบให้ยุ่งยาก ซึ่งจะมีประโยชน์หรือข้อดีคือสามารถนำมาเป็นสื่อการสอนซ้ำๆได้ ส่งงานหรือประชุมทาง Web Conference ได้และลดเวลาในการทำงาน

        ซึ่งร.พ.ราชวิถีได้จัดทำขึ้น เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ในแต่ละสาขาวิชาชีพผ่านระบบอินเตอร์เนต เพื่อความสะดวกและน่าสนใจในการศึกษา จัดการฝึกอบรมภายในมีการถ่ายทอดประสบการณ์การทำ e-Learning ในร.พ.แก่บุคลากร ทำกิจกรรมและอบรมการเป็น Web bloger เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดเก็บองค์ความรู้ในอนาคต อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้บุคลากรในร.พ.ที่มีความรู้ออกมาแชร์หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเก็บความรู้ที่มีอยู่ขึ้นเว็บ

        ผู้เขียนได้มีโอกาสแวะเยี่ยมชมบูทแล้วรู้สึกชอบ ซึ่งน่าสนใจมากแต่ยังไม่มีการกระจายความรู้สู่องค์กรภายนอก ยังเป็นการบริหารจัดการภายใน ซึ่งน่าชื่นชมมากและจะกลายเป็นคลังความรู้ที่มีคุณภาพในอนาคต 

       2. การผ่าตัดมดลูกโดยสื่อวีดิทัศน์ ของรพ.เลิดสิน โดยพญ. มยุรี ฮั่นตระกูล รองผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาแพทย์

       เป็นการนำเสนอโดยใช้ความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) ของการผ่าตัดมดลูก ซึ่งได้นำเทคนิคและประสบการณ์การทำงานที่สะสมมาตลอดระยะเวลา 26 ปี ซึ่งผ่าตัดมามากกว่า 1,500 ราย รวมถึงการค้นคว้าจากตำรา(Explicit Knowledge) รวมเป็นสื่อการสอนเพื่อมาทำเป็น DVD ในการสอนแพทย์ประจำบ้าน จากการที่ได้ให้แพทย์ประจำบ้านได้ศึกษาวิธีการผ่าตัดก่อนทำจริง ทำให้ลดระยะเวลาในการผ่าตัดจาก 2-3 ชั่วโมงเหลือ 1 ชั่วโมงและลดภาวะแทรกซ้อนจากการโดนอวัยวะอื่นๆ เช่นกระเพาะปัสสาวะ คิดเป็น 0%

       เรื่องนี้เป็นตัวอย่างของการนำ KM มาใช้ในงานประจำสู่ความสำเร็จให้เห็นได้อย่างชัดเจน อีกทั้งคนที่เก่งแล้วกำลังจะเกษียณอย่างคุณหมอมยุรี เป็นตัวอย่างของความรู้ซึ่งท่านได้นำความรู้นี้ออกมาเก็บเป็นคลังความรู้ (Knowledge Asset)ขององค์กรให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป      

          

       3. ผ้ารอง BP Cuff ของกลุ่มวิสัญญีวิทยา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ   

         ผ้ารอง BP Cuffเป็นนวัตกรรมที่มีความคิดมาจาก CQIโดยมีการใช้ขบวนการจัดการความรู้ (KM Process)เข้ามาในการทำงาน จากการที่ผู้ป่วยต้องวัดสัญญานชีพขณะผ่าตัดนั้นจะใช้ความถี่ทุกๆ 3-5 นาทีเพื่อเฝ้าระวังและติดตามการเปลี่ยนแปลงสัญญานชีพตลอดระยะเวลการผ่าตัด แรงบีบของ BP Cuff จึงทำให้เกิดการห้อเลือดกับผู้ป่วยได้หากมีการเปรอะเปื้อนจากน้ำยาฆ่าเชื้อ เลือดหรือสารคัดหลั่งและเมื่อทำความสะอาดแล้วไม่หมดคราบ มีรอยเปื้อนยังติดอยู่ทำให้ไม่น่าใช้ หากเกิดการเปื้อนจึงต้องเปลี่ยนCuffที่สำรองไว้ซึ่งมีจำนวนจำกัด

       การคิดนวัตกรรมใหม่นี้มาใช้ทดแทนของเก่าที่เปื้อน(แต่สะอาด)ซึ่งไม่น่าใช้และมีจำกัด มาใช้กระดาษห่อขวดSterile ของ OR ซึ่งสะดวกและหาได้ง่ายเป็นวัสดุเหลือใช้จากห้องผ่าตัด ไม่มีผลต่อความคลาดเคลื่อนของความดันโลหิตและมีความนุ่มบางไม่อับชื้นต่อผิวหนัง ป้องกันการกระจายเชื้อจากผู้ป่วยไปสู่ผู้ป่วยผ่านทางBP Cuff ที่เปรอะเปื้อนและมี BP Cuff สะอาดใช้ไม่จำกัดและใช้ครั้งเดียวทิ้งได้เลย ทำให้ลดค่าใช้จ่ายขององค์กรในการจัดซื้อ BP Cuff  

       จากการทำงานได้นำเอา KM Process มาใช้ ทำให้เกิดวงจรการพัฒนาออกมาเป็นนวัตกรรม ส่งผลให้เกิดวงจรแห่งการเรียนรู้และมีประโยชน์ในการพัฒนางานที่ทำและขยายไปสู่หน่วยงานอื่น

      4. เรื่องเล่า : ฟังอวัยวะพูดกรณี ซานติกาผับ ของรพ. นพรัตน์ราชธานี โดยคุณมาเรียม ดอรอมาน ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาคลินิก

       การนำเสนอพร้อมกับการฉาย MV ของกรณีไฟไหม้ซานติกาผับ ช่วยให้เรื่องราวน่าสนใจมากขึ้น พร้อมได้นำตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัด ซึ่งผู้ป่วยได้เรียนรู้การฟังอวัยวะพูด โดยให้คุณพยาบาลที่เฝ้าดูการดื่มน้ำของตัวเอง เพื่อฟังอวัยวะพูดได้รู้จัดตัวเอง เวลาดูแลป้อนอาหารผู้ป่วยจะได้ไม่หงุดหงิดหรือโกรธ โดยใช้ใจรับรู้ความรู้สึกของเขา พยายามให้ความรู้สึกเราและเขาตรงกัน

       การสอนให้ผู้ป่วยฟังอวัยวะพูด จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยขยันทำกายภาพทำให้ช่วยในการพัฒนาเร็วขึ้น เป็นการป้องกันการเหนี่ยวรั้งของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อ ทำให้ผ่อนคลายความเคลียดอีกทั้งบริหารกายให้แข็งแรงและบริหารจิตให้เข้มแข็ง ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้จักคุณค่าของอวัยวะของตัวเองและยอมรับสภาพที่เหลืออยู่ได้

                         

      5. การพัฒนารูปแบบ การจัดท่าระหว่างผ่าตัดของผู้ป่วยศัลยกรรมข้อและกระดูก ที่มารับยาระงับความรู้สึกทั่วไป ของสำนักการพยาบาล รพ.เลิดสิน

       การจัดท่าระหว่างผ่าตัดในผู้ป่วยที่มารับยาระงับความรู้สึก มีความสำคัญมากในการช่วยให้ทีมศัลยแพทย์และทีมวิสัญญีทำงานได้ง่ายและยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน การจัดท่าที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทได้

       Tacit Knowledge หรือความรู้แบบฝังลึก นั้นใช้ การเล่าเรื่อง(Telling Story) ใช้กระบวนการจัดการความรู้ในการหารูปแบบที่ดีที่สุด โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง อย่างละ 1000ราย ใช้เวลา 2 ปี ใช้เครื่องมือหลายชนิด มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันหลายฝ่ายคือ วิสัญญีพยาบาล พยาบาลห้องผ่าตัด แพทย์ผ่าตัดในรพ.เลิดเสินและโรงพยาบาลรัฐบาลอื่นๆ ทั้งหมด 80 คน เพื่อหารูปแบบการจัดท่าระหว่างผ่าตัดที่ดีที่สุด หลังจากได้รูปแบบแล้ว นำมาทดลองปฏิบัติ มีการทำ AAR เกิดเป็นคู่มือการจัดท่าที่สวย 4 ท่า คือ ท่านั่ง ท่าหงาย ท่าคว่ำและท่าตะแคง ได้องค์ความรู้ใหม่

       6. มารู้จัก Naree, UCHA กันเถอะ โดย ดร.นวลพรรณ เอี่ยมตระกูล รพ.เลิดสิน

       UCHA เป็นโปรแกรมของนพ.ทวีทอง กออนันตกูล ซึ่งท่านนำมาเปิดตัวในงาน KM Forum of DMS ของกรมการแพทย์ปีที่แล้วและได้รับความสนใจอย่างมาก ระบบ UCHAเป็นระบบที่ใช้งานง่าย ข้อมูลมีการจัดเก็บอย่างเป้นระบบ สะดวก รวดเร็ว เรียกดูข้อมูลได้ทุกเวลาสามารถตอบคำถามได้ทุกอย่างที่ต้องการทราบ

       การจัดการสารสนเทศเป็นฐานความรู้ทางการจัดการความรู้ในการทำคลังความรู้ให้ง่ายต่อการใช้และเข้าใจ คุณนวลพรรณได้นำ UCHAมาต่อยอดใช้ที่หอผู้ป่วยนรีเวชกรรม รพ.เลิดสินได้นำร่องเอาระบบนี้มาใช้ โดยเริ่มจากการออกแบบงานว่าต้องการอะไร โดยเชิญอาจารย์ทวีทองเป็นที่ปรึกษาช่วยทำโปรแกรมให้ มีการฝึกอบรม นำเข้าข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การติดตามและประเมินผลเป็นระยะ ใช้เวลาในการดำเนินการตั้งแต่ เดือนตุลาคมปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำมาทำการวิจัยหรือผลงานวิชาการ อีกทั้งสามารถทราบความเปลี่ยนแปลงของข้อมูลในหน่วยงานอีกทั้งสามรถ Benchmark กับรพ.ต่างๆได้ ทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพงานของรพ.อย่างต่อเนื่อง

       7. Walk Rally เพื่อการเรียนรู้ระบบบริหารความเสี่ยงของการพยาบาล ของ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี 

       เรื่องนี้นำเสนอทั้งวาจาและบอร์ด ซึ่งมีผู้คนสนใจจำนวนมากและดูคึกคัก มีการทำงานเป็นทีมที่เยี่ยมมาก ผู้เขียนเองรู้สึกประทับใจเมื่อไปเยี่ยมบูทและได้ซักถามถึงวิธีการทำ Walk Rally เพื่อการเรียนรู้ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้ผู้ป่วยปลอดภัยและให้ผู้ให้บริการมีผลงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาความรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการใช้กระบวนการจัดการความรู้หลายประการเพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้เรียนรู้ร่วมกันและสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติงานได้ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติทางการพยาบาล โดยเฉพาะพยาบาลใหม่ได้เข้าถึงความรู้ที่สำคัญ ได้ง่ายและสะดวก รวมทั้งง่ายต่อการจดจำ ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ที่เกิดจากการร่วมมือและความคิดสร้างสรรค์ของบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกลยุทธ์ในการเรียนรู้ 9 ฐานได้แก่

          ฐานที่ 1     การระบุตัวผู้ป่วยถูกต้อง

         ฐานที่ 2     การสื่อสารระหว่างทีมผู้ให้บริการ

         ฐานที่ 3     การใช้ยา

        ฐานที่ 4     การพัฒนาความปลอดภัยของการใช้เครื่องมืออุปกรณ์การ

                        แพทย์

        ฐานที่ 5     การลดความเสี่ยงของการติดเชื้อจากการดูแลรักษา

       ฐานที่ 6      การพัฒนาประสิทธิผลของการแจ้งเตือนทางคลินิก

       ฐานที่ 7     การผ่าตัดปลอดภัย

       ฐานที่ 8     การตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน

       ฐานที่ 9     การลดอุบัติการณ์การผลัดตกหกล้ม

         ซึ่งวิธีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้น่าสนใจมาก มีการจำลองรูปแบบการปฏิบัติงานจริง คิดสร้างสรรค์วิธีการถ่ายทอดความรู้และแนวทางปฏิบัติจากคู่มือ Patient Safety Goals ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้สึกสนุก มีความสุข

        จากจุดนี้ทำให้เห็นรูปแบบที่น่าจะนำมาปรับใช้ในหน่วยงานที่ทำได้ ซึ่งเกิดประโยชน์มาก Learning Tool นี้ได้ผลดีศึกษาแบบผู้ใหญ่ เรียนรู้แบบสนุกสนานและรวมทักษะในการทำงานร่วมด้วย ซึ่งมีข้อเสียคือมีประสิทธิผลสูงแต่ประสิทธิภาพส่ำในแง่ทีมที่เตรียมงานจะเหนื่อยมาก แต่ได้น้อยฐานทีละ 8-10 คน แต่ประสิทธิผลที่ได้รับได้สูงตามคาดหวัง

สิ่งที่อยากติ-ชม จากการมาร่วมงานในครั้งนี้

   1. ขอชื่นชมผลงานนวัตกรรมมากมายของกรมการแพทย์ ที่ใช้ขบวนการจัดการความรู้(KM Process) มาใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เกิดประโยชน์และพัฒนางานทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเครือข่ายการทำงานร่วมกันกับองค์กรอื่นๆในอนาคต

   2. การเชิญกูรูKM มาให้ความรู้ ทำให้เกิดแนวคิดและมุมมองในการที่จะนำมาปรับใช้และพัฒนาให้เหมาะสมกับองค์กร

  3. ชอบรูปแบบการนำเสนอและมีการวิพากษ์หลังจากจบการนำเสนอ ทำให้เนื้อหาที่ได้รับมีความเติมเต็ม

   4. การนำเสนอพร้อมกันสองห้องบรรยาย ทำให้รู้สึกว่ารักพี่เสียดายน้อง อยากฟังทั้ง 2 ห้องแต่ต้องเลือกเพียงเรื่องเดียว ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจมาก แต่ถ้าเป็นUnit เดียวเหมือนปีที่แล้ว คงจะได้ความรู้ทุกรูปแบบ

   5. สถานที่จัดงานอยู่ไกลไปหน่อย (เชียร์ รังสิต)

   6. น่าจะมี CoPs ที่เป็น Best Practices มาเป็นตัวอย่างหรือการสาธิตรูปแบบของการทำ CoPs เพื่อหน่วยงานอื่นๆที่เริ่มทำจะได้นำไปเป็นแนวทางกลับไปทำในองค์กรต่อไป

 

         สุดท้าย...ยามเมื่อความรู้พัดหวน....มาใหม่อีกครั้งในปี 53  คนKMในสังกัดกรมการแพทย์ คงจะได้มีโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอีก รวมถึงการประสานเครือข่ายการทำงานร่วมกันและองค์กรพัฒนาไปสู่รูปแบบขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization : LO)โดยทั่วถึงกัน ....สวัสดี....

                                                      <<<<< IMM 2…Post…>>>>