การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

              วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ในที่สุดก็ถึงวันสุดท้ายของ“พบกันทุกวันอังคาร” เพราะดิฉันได้ขออนุมัติกระทรวงเดินทางไปต่างประเทศในวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๒ เพื่อไปรับรางวัลที่องค์การ World Education จะมอบให้และคงไม่ได้กลับมาจนปลายเดือนเมื่อพ้นเวลาที่ขออนุมัติลาออกไปแล้ว อังคารนี้จึงเป็นอังคารสุดท้ายที่จะอยู่ปฏิบัติงานในกระทรวง องค์การ World Education เป็นหน่วยงานที่จ้างดิฉันเมื่อปี ๒๕๑๔ หลังจากกลับจากศึกษาต่างประเทศ ยังไม่ได้เข้าทำงานที่ใด ดร.ยุพา อุดมศักดิ์ จึงได้ชวนให้มาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานระหว่างองค์การดังกล่าวกับกองการศึกษาผู้ใหญ่ โครงการสำคัญที่ได้เรียนรู้จากการทำงานกับ World Education เมื่อปี ๒๕๑๔ คือโครงการแก้ไขการไม่รู้หนังสือแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งได้ริเริ่มพัฒนาหลักสูตรและแบบเรียนจากปัญหาที่ผู้เรียนเผชิญอยู่ ประสบการณ์จากโครงการนี้เชื่อว่าได้มีอิทธิพลต่อการปฏิรูปหลักสูตรและการศึกษาเพื่อชีวิตในช่วงปี ๒๕๑๗-๒๕๑๘ อยู่ไม่น้อย นับเนื่องจากนั้น ได้มีโอกาสร่วมงานกับองค์การ World Education ในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องนาข้าวแบบผสมผสาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นแบบของการเรียนรู้แบบบูรณาการรุ่นแรกๆ ล่าสุดได้ร่วมงานกับ World Education ในการทำงานกับเด็กไร้สัญชาติในพื้นที่จังหวัดตาก จึงนับเป็นองค์กรที่ได้ให้แนวคิด และนวัตกรรมในการทำงานของดิฉันตลอดมา เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๒ Mr.Thomas B. Keehn ผู้ว่าจ้างดิฉันคนแรก และในเวลานั้นมีอายุ ๙๓ ปี ได้มีหนังสือเชิญดิฉันไปรับรางวัลในฐานะผู้ที่ได้สนับสนุนงานการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสตลอดมา โดยได้จูงใจว่าจะออกค่าใช้จ่ายให้ จากนั้นไม่นาน ดิฉันได้ทราบข่าวว่า Mr.Keehn ได้เสียชีวิตไป ดิฉันจึงตัดสินใจเดินทางไปรับรางวัลเพื่อเป็นที่ระลึกแก่ Mr.Keehn ผู้มีเพื่อนสนิทเป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่หลายคน เช่น ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ จึงขอนำเรียนเพื่อพวกเราจะได้เข้าใจด้วยว่าทำไมออกก่อนเกษียณแล้วยังไม่ได้อยู่จนถึงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ย้อนกลับมาที่ข้อเขียน “พบกันทุกวันอังคาร” ดิฉันได้เริ่มเขียนครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ เมื่อดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการรอบแรก และกระทรวงกำลังเข้าสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ จึงได้ใช้ข้อเขียน “พบกันทุกวันอังคาร” ในยุคนั้น สื่อสารให้เพื่อนครูได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น นับเนื่องจากนั้นเกือบ ๗ ปี ได้เขียนต่อเนื่องตลอดมา ด้วยพลังใจและความสนับสนุนที่ได้รับจากผู้อ่านซึ่งต้องขอขอบคุณอย่างจริงใจมา ณโอกาสนี้ด้วย ได้ทราบว่าผู้อ่านได้ขยายวงกว้างขวางจากเพื่อนข้าราชการในสังกัดไปสู่ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา นักเรียน และผู้คนในหลายวงการ ที่เขียนมาเล่าว่านอกจากอ่านเองแล้ว ยังสำเนาให้คนอื่นอ่านด้วย คงไม่ใช่เพราะข้อเขียนของดิฉันสนุกสนาน บันเทิงใจ (เพราะบ่อยครั้งยืดยาวจนน่าเบื่อ แม้แต่สำหรับผู้เขียนเอง!) แต่เป็นเพราะประสงค์จะทราบว่าพวกเราที่กระทรวง ที่สพฐ. กำลังคิดอะไร กำลังทำอะไร เป็นโอกาสให้ได้ทราบถึงผลงานดีๆ ที่เป็นแบบอย่างที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ และที่สำคัญ เป็นช่องทางที่จะสื่อสารกลับมาให้ทราบว่าผู้ปฏิบัติและผู้เกี่ยวข้องกำลังคิดอะไร กำลังหนักใจ หรือสงสัยเรื่องอะไร บ่อยครั้งผู้ถามจะกำหนดมาอย่างชัดเจนว่าขอให้ตอบใน“พบกันทุกวันอังคาร” ที่น่าชื่นใจเป็นพิเศษ คือการที่ผู้บริหารหลายท่านได้ริเริ่มที่จะเขียนพบกันวันอังคารบ้าง วันศุกร์บ้างไปถึงเพื่อนร่วมงาน ผู้ปกครองและประชาคมในพื้นที่ที่รับผิดชอบดูแล หลายฉบับที่ส่งมาให้อ่านน่าสนใจ และเป็นประโยชน์ยิ่ง เช่นท่านธเนศ ขำเกิด อดีตหัวกน้ากลุ่มนิเทศของนนทบุรีที่ทำเป็น blog ที่ทันสมัย ท่านรองภิรมย์ นันทวงศ์ รอง ผอ.สพท.พระนครศรีอยุธยา เขต ๒ ที่เล่าถึงผลงานดีๆ ของเพื่อนครู หรือเร็วๆ นี้ ท่านรองฯ ตอฮีรน หะยีเลาะแม รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะกาเยาะ อ.ระแงะ สพท.นราธิวาส เขต ๓ก็มีตัวอย่างข้อเขียน “พบกันวันศุกร์” ส่งมาให้อ่าน หากพวกเราช่วยกันสื่อสารไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ย่อมทำให้ความเข้าใจในองค์กรของเรามีความชัดเจนและสามารถร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนงานได้อย่างพร้อมเพรียงมากยิ่งขึ้น สำหรับการสื่อสารถึงดิฉันหลังเกษียณตามที่มีผู้สอบถามมานั้น สามารถสื่อสารผ่าน e-mail : [email protected] ทั้งได้ขอให้สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอนลองริเริ่มเปิด social network ในรูปแบบของ facebook หรือ twitter เพื่อให้ผู้เกษียณอายุไปแล้วได้เข้ามาพบปะพูดคุยกันเอง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับน้องๆที่ยังปฏิบัติงานอยู่ ดิฉันได้เริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อการเกษียณไปบ้างแล้ว ด้วยการนิมนต์พระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมาบรรยายธรรมะ ในห้วข้อ “สู่ช่วงชีวิตใหม่ เติมพลังใจด้วยธรรมะ” เป็นคำบรรยายที่สร้างพลังให้แก่พวกเราที่เกษียณเป็นอย่างมาก และชี้แนะให้เห็นว่า เราจะสามารถใช้เวลาว่างที่จะมีมากขึ้นให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ดิฉันได้นำคำบรรยายในบางตอนมานำเสนอท้ายข้อเขียนนี้ ส่วนฉบับสมบูรณ์จะได้เผยแพร่ต่อไป (คลิกที่นี่) ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงานแสดงมุทิตาจิตแก่ดิฉันหลายกลุ่ม รวมทั้งการมอบของขวัญ และการจัดตั้งกองทุนให้ ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง และขอเรียนว่า เพื่อไม่ให้พวกเราต้องสิ้นเปลืองและเสียเวลาเดินทาง ยังไม่จำเป็นต้องจัดงานมุทิตาจิตให้เป็นพิเศษในช่วงนี้ หากอยากพบปะกัน หรือรับปัจฉิมโอวาท (ซึ่งคงไม่ได้อยากได้จริงเท่าไหร่ เพราะเวลาอยู่ก็มอบหมายงานให้ท่านหนักใจอยู่มากแล้ว) ขอให้เชิญมาในช่วงที่ท่านมีการพบปะกันตามปกติ ตามวาระงาน หากมีเวลาที่ตรงกันและไม่เกี่ยวกับงานจะพยายามไปร่วมสังสรรค์เพราะช่วงนั้นคงมีเวลาว่างมาก และอาจเริ่มเหงา สำหรับของขวัญนั้น ขอความกรุณาไม่ต้องลำบากจัดหามาเพราะไม่มีปัญญานำกลับไปเก็บที่ใดได้ ส่วนใหญ่จึงมอบให้กับ สพฐ. ของที่ระลึกที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับดิฉันคือข้อเขียน บทกวี รูปภาพจากคุณครูและนักเรียนที่เขียนมาให้กำลังใจ ส่งรูปและเล่าเรื่องราวที่เคยพบปะกันในอดีตมาให้ (ส่งมาได้ทาง e-mail ไม่ต้องขยาย หรือใส่กรอบส่งมาให้สิ้นเปลือง) เช่น บทกวีของ ชวิน พงศ์ผจญ จากโรงเรียนบดินทรเดชา ซึ่งมั่นใจว่าจะเติบโตเป็นศิลปินแห่งชาติในอนาคตอย่างแน่นอน หรือข้อเขียนของ เจนวิทย์ เชื้อสาวะถี โรงเรียนกัลยาณวัตร จ.ขอนแก่น ที่เล่าให้ฟังว่าได้พบกับดิฉันเมื่ออยู่อนุบาลจวบจนเป็นนักพูดชั้นเยี่ยมในช่วงชั้น ม.ปลาย อ่านแล้วทำให้เกิดความปิติในใจยิ่งนัก ในเรื่องกองทุน หากอยากทำบุญร่วมกัน ดิฉันไม่ได้ตั้งมูลนิธิใดๆ ท่านจึงอาจบริจาคให้กองทุนในนามดิฉันที่สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.)ได้ตั้งขึ้น คือ กองทุนคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยาKong Toon Khunying Kasama Varavarn บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงศึกษาธิการ หมายเลขบัญชี 059-0-13905-3 ซึ่งดิฉันได้ขอให้ทางสมาคมตั้งกรรมการบริหารเพื่อช่วยบริหารจัดการ หรือที่กองทุนเงินสวัสดิการของ สพฐ. ที่เรานำไปช่วยเด็กๆที่ยากจนในทุกพื้นที่ของประเทศ คือ เงินสวัสดิการ สพฐ. บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงศึกษาธิการ หมายเลขบัญชี 059-1-39384-1 สุดท้าย ดิฉันขอขอบคุณทุกท่านสำหรับ น้ำใจ ความเข้าใจ และความสนับสนุนที่ได้รับตลอดระยะเวลา ๓๘ ปีในกระทรวงศึกษาธิการในหนังสือที่ระลึก ๖๐ ปีที่น้องๆได้จัดทำขึ้น ดิฉันได้ฝากความรู้สึกจากใจ ตอนหนึ่งว่า “...ในช่วงเวลาเกษียณอายุมักเป็นโอกาสที่เราจะได้ประมวลภาพแห่งความสุขความสำเร็จ สำหรับดิฉันแล้ว ภาพเหล่านั้นได้สะท้อนให้เห็นว่าการที่ใครสักคนจะมีโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่ที่สามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้นั้น มิใช่เกิดจากโชคชะตา ความสามารถ หรือความบังเอิญ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือความเกื้อหนุน และการให้โอกาสจากบุคคลที่อยู่รอบข้าง ทั้งใกล้และไกล ความตระหนักในข้อนี้อยู่ในจิตสำนึกของดิฉันเสมอมา บนพื้นฐานของความเชื่อว่ายังมีผู้หญิง มีเพื่อนข้าราชการที่เก่ง ที่ดีกว่าดิฉันอีกมากมายที่ไม่สามารถไปถึงดวงดาวได้เพราะขาดพลังสนับสนุน ดังเช่นที่ดิฉันได้รับตลอดมา เริ่มจากโชควาสนาที่ได้เกิดเป็นคนไทยใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่ได้คุ้มเกล้าฯ แผ่นดินไทยให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา ตั้งแต่เล็กจนโตได้ติดตามเรียนรู้จากพระราชกรณียกิจและพระจริยวัตรจนเกิดเป็นแรงบันดาลใจและความรู้สำนึกที่จะต้องมีส่วนร่วมสืบสานพระราชปณิธานด้วยการทำความดีและดูแลช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติด้วยกัน เมื่อเข้าทำงานได้มีโอกาสร่วมสนองงานโครงการพระราชดำริซึ่งเปรียบเสมือนประทีปส่องทางการศึกษาให้พัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์สนับสนุนงานการศึกษาในทุกด้าน ในทุกพื้นที่ ทำให้มีโอกาสเรียนรู้แนวทางพระราชดำริ และแนวทางทรงงานของแต่ละพระองค์ที่ได้น้อมนำเป็นหลักชัยในการทำงานตลอดระยะเวลากว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา และแม้นว่าจะเป็นเพียงข้าราชการผู้หนึ่งที่เพียรพยายามปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบ แต่มีโอกาสได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าพร้อมกับเพื่อนข้าราชการสตรีที่ได้ทำงานรับใช้สังคม นับเป็นหยาดน้ำทิพย์ที่ได้หล่อเลี้ยงชะโลมใจให้มุ่งมั่นสนองคุณแผ่นดินไปชั่วชีวิต ในขณะเดียวกันนับเป็นโชคดีที่ได้เกิดในครอบครัวที่เป็นแบบอย่างของความสนใจใฝ่รู้ การทำงานเพื่อสังคมและความมุ่งมั่นที่จะให้ลูกสาวคนเดียวได้เรียนรู้ทุกรูปแบบที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สามารถพึ่งตนเอง และพอจะเป็นที่พึ่งพาของผู้อื่นได้ คู่ชีวิต ลูก ที่รัก สนับสนุนให้ทำงานด้วยความเข้าใจ ให้อภัยเมื่อต้องขาดตกบกพร่องในหน้าที่ ร่วมภาคภูมิใจในความก้าวหน้า (แม้นจะจำตำแหน่งไม่ค่อยได้) และพร้อมยืนเคียงข้างเพื่อสมานบาดแผลที่ย่อมเกิดขึ้นระหว่างทาง เพื่อนทั้งที่เติบโตด้วยกันมาและได้พานพบบนเส้นทางชีวิตเป็นเครือข่ายในทุกวงการพร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมทำบุญ และยังร่วมกระทำการ “บวมๆ” ในหลายกรณีเพื่อเติมความสดใสและสีสันให้แก่ชีวิต คุณครูผู้ดัดนิสัย “โยเยงอแง” ให้เติบโตเป็นผู้มีน้ำอดน้ำทน (พอสมควร) มีระเบียบวินัย (พอสมควรเช่นกัน) สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และมีพื้นฐานในการเรียนรู้ ในการทำงาน และทำประโยชน์ให้สังคม ผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงการทำงานทั้งที่สนับสนุน ให้โอกาส ให้โจทย์ที่ท้าทาย และเตือนสติให้เห็นถึงผลพวงของความไม่เที่ยงธรรม ความไม่ถูกต้อง เพื่อนร่วมงานที่ต้องสยองขวัญกับจดหมายน้อย (แต่ยาว) และเผชิญ “ความเป็นจอมโปรเจ็คท์” ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่สามารถยืนหยัดทำงานด้วยความโปร่งใส สร้างสรรค์ และมีประสิทธิภาพ ด้วยความเข้าใจว่าเบื้องหลังความโหดร้ายทั้งหลายทั้งปวง มีความปรารถนาดีเพื่อเด็กไทยซ่อนเร้นอยู่ เพื่อนครู และนักเรียนทั่วประเทศที่สอนให้เกิดความตระหนักในศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ เชื่อมั่นในความสามารถของครูไทย เด็กไทย ที่จะเปลี่ยนแปลง หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะควร และได้ช่วยเติมพลังให้ทำงานด้วยความอิ่มเอมใจตลอดระยะเวลา ๓๗ ปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนทั้งน้องๆ ที่ทำงานในกระทรวง ณ ศูนย์บัญชาการที่ได้เป็นกระจกเงาสะท้อนผลงานอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเสมอที่จะช่วยรายงานสู่สาธารณชนและไม่รีรอที่จะท้วงติง เพื่อให้เกิดการพัฒนางาน ด้วยความสำนึกในความเมตตาของทุกท่าน ดิฉันจึงระลึกเสมอว่าแม้นจะไม่สามารถผลักดันการศึกษาให้ไปสู่เป้าหมายที่สังคมเรียกร้องได้ในทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยที่สุด จะต้องพยายามสนับสนุนและให้โอกาสคนรุ่นหลังได้มีความพร้อมที่จะสืบสานปณิธานการศึกษาเพื่อคุณภาพของสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนตลอดไป หากทำได้เช่นนี้ ก็จะเกิดความภาคภูมิใจว่า ๖๐ ปีที่ผ่านมา ได้มีส่วนเสริมเติมความหวังให้แก่สังคมไทย...” พระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย์ได้กล่าวในการบรรยายธรรมะไว้ตอนหนึ่งว่า “ปีนี้เป็นวาระที่ปีฉลูคือวัวงานได้ปลดแอกแล้ว จะไปห่วงแอกอยู่ทำไม ไปทำอย่างอื่นที่มีความสุขดีกว่า คือการพัฒนาจิตใจให้มีศรัทธา มีความหวังที่ถูกต้องดีงามต่อไป เพราะ ชีวิตคือโรงละคร ปวงนิกรเราท่านเกิดมา ต่างร่ายรำทำทีท่า ตามลีลาของบทละคร บางครั้งก็เศร้า บางคราวก็สุข บางครั้งก็ทุกข์หัวอกสะท้อน มีร้างมีรัก มีจากมีจร พอจบละครชีวิตก็ลา” ขออนุญาตให้คนปีฉลูปลดระวางตนเองไปรับบทบาทอื่นด้วยนะคะ

                                       คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา

                                เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน[email protected] :[email protected]

           อยากให้ทุกคนได้อ่าน บทความที่ท่านเขียนเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาทุกอาทิตย์ เขียนมาไม่เคยหยุดตั้งแต่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ แม้ภาระที่หนักอึ้ง แต่มีเวลาที่จะจรดปากกาลงบนกระดาษ นำสิ่งดีๆมาสู่การพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่อง  เราจะไม่ลืมท่านและท่านจะเป็นปูชนียบุคคลของวงการศึกษาอยู่ตลอดกาล