คนที่รู้ไม่พูดคนที่พูดไม่รู้ นี่มันเป็นคำที่ฟังแล้วคม คม มาก มาก คนที่ฟังแล้วขาดเป็นวิ่น วิ่น เลยครับโดยเฉพาะคนที่รู้ไม่จริงนี่โดนต้องบอกว่าโดน ทุกคนที่ฟังไม่ว่าจะเป็นคนที่รู้หรือไม่รู้ก็ตามเมื่อเจอคำนี้เป็นต้องเอียงอายทุกทีเพราะอะไรท่านผู้รู้ช่วยใคร่ครวญหน่อย ยิ่งผู้ที่มีดีกรีสูงๆถ้าคำนี้เสียดหูเป็นไม่ได้ต้องแวะมาขัดหูอยู่เรื่อยไป เป็นเพราะอะไรคนส่วนมากถึงเป็นอย่างนี้ ดูเหมือนว่าคน คนเรานี่ไม่อยากให้ใครว่าตัวเองโดยเฉพาะการว่าไปในทางที่ไม่ดี เมื่อได้ยินเขาว่าเราว่าเราไม่ดียังงั้นยังงี้ เดินผ่านได้ยินเป็นไม่ได้ต้องแวะเอาปากยื่นไปถามให้ได้ “ว่าอะไรนะ” ตั้งแต่ผมเกิดมาดูเหมือนว่ายังไม่เคยเห็นใครที่ได้ยินเขาพูดถึงตัวเองแล้วจะอดทนไม่ออกอาการได้ น้อยคน น้อยคนตามที่ได้พบได้เจอมาจนอายุป่านนี้แล้ว เจอก็ไม่กี่คนส่วนมากก็เป็นคนที่รู้จริง คนจริง ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีทั้งร่างกายและจิตใจ ถ้าท่านสังเกตจะเห็นชัด ชัดเจนเลยครับท่าน แม้แต่นายะกะก็เถอะ ต้องตอบโต้ไม่รู้ว่าจริงไม่จริงขอให้ได้ตอบโต้ไว้ก่อน ยิ่งในสมัยรัฐบาลก่อน ก่อน ที่บอกว่าคิดไวทำไวๆนี่ก็ดีครับถ้าทำถูกแต่ถ้าไม่ถูกก็เสียหายได้เร็วเหมียนกัลลลล
การตอบโต้ถือเป็นการตอบสนองอย่างหนึ่งที่จะบอกให้คนอื่นรู้ว่าเรายังไม่ตายไม่ใช่ครับนั้นมันคนป่วยอยู่ในห้องไอ ชี ยู แต่การตอบสนองในที่นี้ยี่งกว่าอยากจะให้คนอื่นรู้ว่าเรายังไม่ตาย อยากให้คนอื่นรู้ว่าเราไม่ยอมตายต่างหากแน่ไหมละครับท่านคนดีไม่ยอมตายไม่เป็นไร แต่คนไม่ดีนี่ไม่รู้จะดันทุรังอยู่ทำไมนะ การยึดติดอัตตานี่เป็นเรื่องใหญ่ที่พวกเราควรจะศึกษากันให้เข้าใจชัด ชัด สำคัญถึงขนาดว่าจะตายอยู่แล้วทำไมถึงกลับไปห่วงยึดล่ะติดอยู่กับข้าวของ โภคสมบัติ ห่วงลูกหลานคนนั้นคนนี้ สารพัดที่จะห่วงการเป็นห่วงนี่ละครับที่เขาเรียกว่าใจมันไปยึดติด ยึดเหนี่ยวเอาสิ่งต่างๆมาเป็นอารมณ์ ใจมันไม่ยอมตาย เขาเรียกว่า “อารัมมรณาสันนวิถีจิต” จิตที่ยึดเหนี่ยวเอาสิ่งต่างๆมาเป็นกู ของกู ก่อนตายครับ เห็นมามากส่วนมากก่อนตายนี่หาคนที่ไม่ดิ้นรนกระสับกระส่ายน้อย ไม่เชื่อถามคุณหมอดู ในโรงบาลหนึ่ง หนึ่ง คนตายแต่ละวันเยอะแต่หาคนที่ยอมตายเสียดี ดี นี่มีสักกี่คน สักกี่คนที่จะเต็มใจตายว่าเข้าไปนั่น คนที่ไหนที่จะเต็มใจตายคุณเอาอะไรมาเขียน? ก็นั่นนะสิครับเพราะไม่มีใครที่ใหนจะเต็มใจตายเท่าไหร่นะสิถึงเอามาเขียนให้คิดคิด ว่าทำไม ทำไม ทั้ง ทั้งที่รู้อยู่ว่าต้องตายแน่นอนเป็นสัจจะความจริงที่ทุกคนยอมรับกัน ไม่มีใครสามารถที่จะหนีความตายไปได้แต่เมื่อถึงเวลาตายกลับไม่อยากตายยยยย
นี่ละความยึดถืออัตตาตัวตนนี่ขนาดรูว่าตัวเองต้องตายแน่นอนแล้ว ไม่ต้องพักพูดถึงคนที่มีลมหายใจวิ่งเข้าออกอยู่ตามปกติว่าจะยิ่งยโสขนาดไหน คนตายนี่เป็นรูปธรรมครับแต่เสียงติฉินนินทานี่มันเป็นนามธรรม เป็นบัญญัติ เป็นสมมุติสัจจะเป็นคำสมมุติ ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ กระดาษธรรมดา ธรรมดานี่ละครับที่คนเอามาสมมุติเป็นสมบัติล้ำค่าทุก ทุกคนต่างก็ถวิลหา ก็ก้อนดินธรรมดานี่ละเพียงแต่สีมันแตกต่างจากที่เราเคยเห็นทั้งหายากกว่าปกติเท่านั้นแหละท่านทั้งหลายก็เกิดเป็นของมีค่าขึ้นมา ใครละที่เป็นคนสมมุติให้มีค่าก็คนเรานี่ละเมื่อสมมุติขึ้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ไม่พอ ตัวของมนุษย์เองก็หลงไปยึดกับสิ่งที่ตนเองสมมุติขึ้น เขาเรียกว่า “คนหลอกคนกันเอง” คนนี่แหละพี่น้องที่หลอกกันเอง คนแบบนี้ก็มีอยู่ดี ดี หาเรื่องหลอกตัวเอง ทำกลอุบาย ลับ ลวง พราง ให้ตัวเองหลงเออ
เหมือนพระเจ้าสร้างไหมครับคิด คิด แล้วก็เหมือนพระเจ้าสร้างโลกมาให้คนสัตว์อยูอาศัยแต่คนไม่เข้าใจคิดไปว่าโลกเป็นของคน พยายามที่จะสร้างโลกแข่งกับพระเจ้า คนเรานี่ยึดไปหมดทุกอย่างคว้าอะไรได้จับเอายึดเอาหมด หุ้นกี่พัน พัน ล้านสมบัติมีเท่าไหร่จะยึดเอามาเป็นของตัวเองให้หมดถ้าทำได้ นี่คือโลกสมมุติ โลกสมัญญา ภิกษุเอย อย่าไปหลงยึดว่าเป็นตัวเป็นตนเลย อย่าไปยึดว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราเลย เพราะยึดมากก็เป็นทุกข์มาก ไม่ยึดก็ไม่ทุกขขขขขขข
คำที่บอกว่ายึดติด ยึดติด นี่ก็ต้องศึกษาให้ดีครับเดียวจะกลายเป็นว่าไม่เอาอะไรเลย คำว่าไม่ยึดติดนี่ไม่ใช่ไม่เอาอะไรเลยครับท่านผู้มีอุปการคุณ กลายเป็นว่าอย่าไปยึดสิ่งไร ไร ในโลกแต่จงใช้สิ่งนั้น อยู่กับสิ่งนั้น โดยความเป็นจริง ใช้ อยู่ กับสิ่งต่าง ต่าง บรรดามีในโลกด้วยปัญญามองให้เห็นตามความเป็นจริงอย่างที่มันเป็นอยู่ อุ้ย ยิ่งเขียนยิ่งงงงงง ครับพี่น้อง สรูปง่าย ง่าย ว่าเป็นอยู่ด้วยความอยาก กับเป็นอยู่ด้วยความพอใจนี่มันคนละอย่างแตกต่างกันมากเลยก็ฝากท่านทั้งหลายไปไตร่ตรองด้วยยอดขมองอิ่มดูก็แล้วกัน คำที่ว่า คนพูดไม่รู้ คนรู้ไม่พูดนี่เป็นบัญญัติ คู่กับปรมัตถ์ เป็นของคู่กันที่ภิกษุจะต้องเอาเป็นบรรทัดตีเส้นเป็นทางเดินไปให้ถึงความหลุดพ้น เหมือนกับปริยัติ กับ ปฏิบัติ นั้นแหละปริยัติเป็นบัญญัติ ปฏิบัติเป็นปรมัตถ์น่าจะได้นะขอรับ ปริยัติเปรียบเหมือนการดูศึกษาแผนที่เพื่อเดินทาง ปฏิบัติเปรียบเหมือนการเดินทางไปตามที่ตนได้ดูมาแล้ว ส่วนจะไปถูกทางหรือไม่ต้องกลับไปดูว่าท่านดูแผนที่เล่มไหน ฮา ฮา ฯฯฯฯฯฯ
สมมุติคู่คู่คนคู่สัจจะ
อริยะคู่คู่ปุถุชนคนกล่าวขาน
ปริยัติคู่คู่ปฏิบัติมาช้านาน
การเดินทางปฏิบัติ ปริยัติดู
คนจะคู่ต้องดูคู่ตนก่อน
หากยอกย้อนจะไปคู่ดูไม่สม
เรียนรู้แล้วต้องปฏิบัติรัดเกลียวกลม
หากไม่สมอย่าไปสู่รู้ไม่จริง
ขอบพระคุณสำหรับข้อคิดดี ๆ ค่ะ