ฟังบรรยายวิชาการคณะแพทย์ มีชั่วโมงบรรยายเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่  2009 H1N1 เตรียมตัวให้พร้อมรับการระบาดระลอกที่สอง วิทยากร รศ.บุญส่ง พัจจสุนทร และอาจารย์ศศิธร ตั้งสวัสดิ์ จาก สคร.  6
     เล่า บรรยาย  สรุป เนื้อหา และรูปภาพนำมาประกอบ slide ชอบมาก เสียดายไม่กล้าขอfile อาจารย์ มาเผยแพร่ เนื้อหาอ่านจาก web site  นำมาเผยแพร่บางส่วนนะคะ เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 
     เครือข่ายระบาดวิทยา จะเตรียมการรองรับการระบาดได้หรือไม่ในระลอกที่สองคงใช้บทเรียนในรอบแรก แก้ไข ปัญหา และเตรียมการแต่เนิ่น ๆ ก่อนเข้าหน้าหนาว  การระบาดรอบแรกยอมรับว่าเหนื่อย และเริ่มจะท้อ
     จะมีการระบาดระลอกที่สอง อีก ก็ขอพักในช่วงนี้ก่อนให้หายเหนื่อย สัปดาห์ หน้าขอลาพักผ่อนอยู่บ้าน และตั้งใจว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนที่เชียงใหม่ แต่เกิดขัดข้องจนได้ น้องแตมจะต้องสอบโควต้า และอ่านหนังสือสอบ เลยเปลี่ยนโปรแกรม อยู่บ้านทำงานค้างทั้งหมด เป็นเพื่อนน้องแตมแล้วกัน และถือโอกาสตื่นสาย นอนพัก ให้หายป่วยด้วย

                          
 
     อ่านแล้ว ทำตามได้ทั้งหมดไหม ตัวหนังสือ นโยบายกระทรวงสธ. ที่ให้ไว้ พื้นที่จะต้องนำมาคิดเอง ว่าจะทำอย่างไรให้การป้องกันและควบคุมโรคได้ผล
     ไก่ขอข้อคิดเห็นแลกเปลี่ยน แชร์ประสบการณ์  ขอบคุณล่วงหน้านะคะ
 
***ยุทธศาสตร์ 2 ลด 3 เร่ง***
เพื่อการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1เอ็น1)
http://beid.ddc.moph.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=23058124&Itemid=240

 ณ วันที่ 14 ตุลาคม 52 กระทรวงสาธารณสุข


สถานการณ์ทั่วโลก

องค์การอนามัยโลกแจ้งการยกเลิก รายงานเฉพาะรายและจำนวนสะสมผู้ป่วยยืนยัน (confirmed case) ทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวไม่สะท้อนความจริงซึ่งการระบาดได้ขยายไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก และบางประเทศมีการระบาดในชุมชนแล้ว การรายงานดังกล่าวจะเป็นภาระและไม่อาจทำได้ทันเวลาเพราะต้องใช้ทรัพยากร คน เวลา และห้องปฏิบัติการจำนวนมาก พร้อมแนะนำให้ใช้วิธีการทางระบาดวิทยาติดตามแทน (Epidemic Monitoring)โดยติดตาม สรุปรายงานขององค์การอนามัยโลกล่าสุดได้ที่ : http://www.who.int

สถานการณ์ในประเทศไทย

จากการเฝ้าระวังโรค ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552-ปัจจุบัน (10 ตุลาคม 2552) ไทยพบผู้ป่วยที่ตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1เอ็น1) ในช่วง 14 วันที่ผ่าน จำนวน 92 ราย เสียชีวิต 170 ราย สถานการณ์การระบาดของประเทศไทยกำลังขยายไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ เริ่มจากการระบาดในเขตเมือง โดยจะแพร่เชื้อได้ง่ายในที่ที่คนอยู่รวมกันหนาแน่น เช่น โรงเรียน สถานบันเทิง ค่ายทหาร โรงงาน งานเลี้ยง คอนเสิร์ต เป็นต้น และคาดว่าการระบาดจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 100 วันข้างหน้าจึงต้องร่วมกันรับมืออย่างเต็มที่เพื่อลดความเสียหายต่อชีวิตและสุขภาพ รวมถึงลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจด้วย

แนวโน้มการระบาด

  1. ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูการระบาดของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
  2. ในปีนี้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 อาจมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลอยู่บ้าง
  3. จากข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 อาจมีความรุนแรง (อัตราป่วยตาย) ใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และไม่ได้รุนแรงเท่ากับข้อมูลที่ได้รับทราบจากข่าวการระบาดในเม็กซิโกระยะเริ่มต้น แต่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 มีความสามารถในการแพร่กระจายไปได้กว้างขวางกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิต้านทานโรค
  4. ขณะนี้ยังคงอยู่ในช่วงต้นของการระบาด และการระบาดจะขยายตัวต่อไปอย่างรวดเร็ว ไปทั่วประเทศ และทุกชุมชน
  5. การระบาดในกรุงเทพและปริมณฑล เริ่มจากการระบาดในโรงเรียน การระบาดในระยะต่อไป คาดว่าจะเป็นการระบาดในครอบครัวของผู้ป่วย (พ่อ แม่ พี่ น้อง ผู้สูงอายุที่อยู่ร่วมบ้าน) และการระบาดในโรงพยาบาล และคาดว่าในระยะต่อไปจะเป็นการระบาดในสถานที่ทำงาน ซึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่ของเด็กป่วยไปแพร่เชื้อในที่ทำงานนั่นเอง
  6. รูปแบบการระบาดของแต่ละพื้นที่อาจมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน
  7. การแพร่ระบาดคาดว่าจะต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง จากข้อมูลการระบาดในอดีต คาดว่าการระบาดจะยังอยู่ในประเทศต่อไปอีก ไม่ต่ำกว่า 1-3 ปี
  8. ในปีนี้ พ.ศ. 2552 จะมีจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทั้งหมดสูงกว่าปีก่อนๆ และคาดว่าการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 จะทำมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากกว่าการเกิดไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

ยุทธศาสตร์ 2 ลด 3 เร่ง ไข้หวัดใหญ่

 

 

 2 ลด  

  1. ลดการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด
  2. ลดการติดเชื้อ และการป่วยให้ได้มากที่สุด

3 เร่ง

  1. เร่งให้อาสาสมัครสาธารณสุข 9.87 แสนคนเข้าให้คำแนะนำแก่ประชาชน พร้อมสำรวจการป่วยในชุมชน
  2. เร่งการเผยแพร่ความรู้สื่อสารแก่ประชาชน
  3. เร่งการบริหารจัดการจากส่วนกลางสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น

ยุทธศาสตร์ที่1: ลดการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด

โรงพยาบาล และสถานพยาบาลทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศจะขยายการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพ รวดเร็วและทั่วถึง โดยเฉพาะการแจกจ่ายยาต้านไวรัสให้เพียงพอแก่ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัว หญิงมีครรภ์ ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ผู้ที่เป็นโรคอ้วน เด็กเล็กและผู้สูงอายุ 

ล่าสุด คือ การให้คลินิกเอกชนที่มีมาตรฐานตามข้อกำหนดของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการ และยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขระดับชาติ เข้ารับยาต้านชนิดโอเซลทามิเวียร์ฟรี โดยจะมีการแจกจ่ายในวันที่ 3 สิงหาคมนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 2: ลดการติดเชื้อ และการป่วยให้ได้มากที่สุด มีแนวทาง 2 ประการดังนี้

  1. สร้างพฤติกรรมป้องกันโรคโดยประชาชนทุกคน  ผู้ที่มีอาการป่วยต้องป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อสู่คนอื่น  และผู้ที่ไม่ป่วยก็ป้องกันตนเองอย่างดีที่สุดไม่ให้ติดเชื้อ
  2. ต้องลดโอกาสการแพร่เชื้อในชุมชนและสังคม ซึ่งถือเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุด ล่าสุดมีมติครม.ให้ความเห็นชอบพนักงานหยุดงานเมื่อป่วย หรือสงสัยว่าป่วย หรือดูแลบุตรที่ป่วยได้โดยไม่ถือเป็นวันลา นอกจากนี้ก็ขอความร่วมมืองดเว้นคอนเสิร์ต การแข่งกีฬา การชุมนุมที่มีคนจำนวนมาก

ยุทธศาสตร์ที่ 3: เร่งให้อาสาสมัครสาธารณสุขทั่วประเทศจำนวนกว่า 9.87 แสนคนออกเยี่ยมให้คำแนะนำและแจกเอกสารให้ความรู้เรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 พร้อมทั้งค้นหาผู้ป่วยในทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 31 กรกฎาคม

ยุทธศาสตร์ที่ 4: เร่งการเผยแพร่สื่อสารแก่ประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดความตระหนก และสามารถป้องกันตนเองได้อย่างถูกต้อง ขณะนี้ได้ขยายเครือข่ายร่วมกับทุกภาคส่วน เช่น กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน อื่นๆ

ยุทธศาสตร์ที่ 5: เร่งการบริหารจัดการ ที่สำคัญต้องมีการจัดการในระดับจังหวัดและระดับชาติ ล่าสุดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการในระดับจังหวัด เพื่อระดมความร่วมมือทุกภาคส่วนในการควบคุมป้องกันโรค และสื่อสารกับประชาชนระดับจังหวัด

----------------------