ขอบคุณทีมนักกิจกรรมบำบัดจาก รพ. ภาคตะวันออก ที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ ดร. ป๊อป ณ โรงแรม พี. เค. แกรนด์ จ. จันทบุรี วันที่ 14-15 ต.ค. 2552 ในหัวข้อพัฒนาความเชี่ยวชาญในการฟื้นฟูสมรรถภาพการรับรู้และความรู้ความเข้าใจของผู้รับบริการกิจกรรมบำบัด

งานนี้มีประเด็นที่น่าสนใจจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง Perceptual & Cognitive Rehabilitation for Occupational Therapists ได้แก่

1. นักกิจกรรมบำบัดควรทำความเข้าใจกรอบความคิดและนำมาประยุกต์ใช้ในสไตล์และการให้เหตุผลทางคลินิกของแต่ละบุคคล โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือชีวิตดีมีสุข (Well-being) จากความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Occupational Performance) ในบุคคลทุกเพศทุกวัยและทุกโรค ทั้งนี้กิจกรรมชีวิตที่จะนำมาบำบัดได้นั้นควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีการชี้แนะ/กำกับโดยนักกิจกรรมบำบัด และมีอิสระในรูปแบบกิจกรรมการรักษาที่เชื่อมโยงสถานการณ์แห่งชีวิตจริง

2. นักกิจกรรมบำบัดควรตระหนักและฝึกฝนกระบวนการประเมินและการจัดกิจกรรมการรักษาที่ต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญไม่ควรจัดกิจกรรมที่เป็นการประเมินพร้อมกับการรักษา

3. นักกิจกรรมบำบัดควรพยายามแสดงบทบาทและประชาสัมพันธ์ความสามารถทางวิชาชีพให้ชัดเจนแก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนที่เกี่ยวข้องในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่มีความบกพร่องทางการรับรู้และความรู้ความเข้าใจต่อการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต

4. พื้นฐานของกรอบอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูสมรรถภาพความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Rehabilitation) เกิดจากพัฒนาการทางระบบประสาทจิตวิทยา (Neuropsychological development) ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากพยาธิสภาพทางระบบประสาท เช่น หลอดเลือดตีบ/แตกในสมอง ภาวะสมองเสื่อม ภาวะจิตประสาท ภาวะพัฒนาการช้า ภาวะสมองบาดเจ็บรุนแรง และอื่นๆ ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ควรคัดกรองระดับความรู้ความเข้าใจจนถึงปัญหาการรับรู้/ความรู้ความเข้าใจ ที่แยกตามพยาธิสภาพทางสมองซีกขวา/ซ้าย และตำแหน่งที่สำคัญบริเวณสมองด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง เป็นต้น

5. ข้อมูลที่สำคัญนอกเหนือจากพยาธิสภาพทางระบบประสาท นักกิจกรรมบำบัดควรประเมินความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต ที่ครอบคลุมการดูแลตนเอง การทำงาน การศึกษา การใช้เวลาว่าง การพักผ่อน และการเข้าร่วมทำกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเน้นการสังเกตพฤติกรรมการทำกิจกรรมของแต่ละบุคคลตามความสนใจ แรงจูงใจ ความมั่นใจ เจตจำนงค์ ความสามารถในการคิดและรับรู้ความรู้สึกต่างๆ ความสามารถในการควบคุมอารมรณ์และจิตสังคม ความสามารถในการจัดการสุขภาพตนเอง และความสามารถในการแสดงทักษะชีวิตที่มีคุณค่า

6. หลายวิชาชีพทางการแพทย์ในไทย ต้องเร่งทำงานเป็นทีมในการฟื้นฟูสมรรถภาพความรู้ความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นกระบวนการประเมินที่ถูกต้อง เช่น การรับรู้ทางการมองเห็น การรับรู้ทางการได้ยิน การรับรู้ทางการสัมผัส การรับรู้ทางข้อต่อ การรับรู้ทางการทรงท่า การรับรู้วางแผนการเคลื่อนไหว การรับรู้จดจำ ความรู้ความเข้าใจในวัน-เวลา-สถานที่-บุคคล ความรู้ความเข้าใจในการแก้ไขปัญหา ความรู้ความเข้าใจในการจดจ่อสนใจทำกิจกรรม เป็นต้น ทั้งนี้นักกิจกรรมบำบัดได้ศึกษากระบวนการประเมินอย่างละเอียด แต่ปัจจุบันนักกิจกรรมบำบัดไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถข้างต้น เนื่องจากภาระงานให้บริการผู้ป่วยมากกว่า 10 คนต่อนักกิจกรรมบำบัด 1 คน ต่อวัน เน้นจัดกิจกรรมการรักษาทันทีที่แพทย์ส่งต่อมาในระยะเวลาเพียง 1-3 วัน และให้บริการเฉพาะการฝึกกิจวัตรประจำวันเบื้องต้น/การประดิษฐ์วัสดุดามมือ/การฝึกการทำงานแขนและมือ โดยไม่มีการประเมินและจัดกิจกรรมการรักษาที่เกี่ยวข้องกับการฝึกทักษะการรับรู้และความรู้ความเข้าใจในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การฝึกกลืนอาหารโดยไม่คำนึงถึงความบกพร่องทางการรับรู้ที่มีผลต่อกลไกการกลืนอาหาร

7. นักกิจกรรมบำบัดหลายท่านรู้สึกไม่มั่นใจ และไม่มีโอกาสใช้ความคิดวิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญของปัญหาทางการรับรู้และความรู้ความเข้าใจ ซึ่งมีหลายหัวข้อย่อย ที่สำคัญการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ได้มีโอกาสฝึกประเมินและจัดกิจกรรมการรักษาจากการแสดงบทบาทสมมติ และจับคู่เลือกสื่อการประเมินและรักษา โดย ดร. ป๊อป ได้แทรกเทคนิคของการปรับสิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกตัวตน เน้นเลือกกิจกรรมที่ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที และไม่ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกล้า/วิตกกังวลกับภาษาท่าทาง/ภาษาพูดระหว่างความต่อเนื่องของการประเมินถึงการจัดกิจกรรมการรักษา

8. งานนี้นับว่าเป็นการระดมพลังวิชาชีพนักกิจกรรมบำบัดที่สำคัญมากกว่า 5 รพ. ทำให้ ดร. ป๊อป มั่นใจและสบายใจที่มีพี่น้องนักกิจกรรมบำบัดผ่านการฝึกความเชี่ยวชาญทางการประเมินและจัดกิจกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต อย่างไรก็ตามนักกิจกรรมบำบัดเหล่านี้ รวมถึงหลายๆ ภาคของเมืองไทยยังคงต้องการพัฒนาตนเองในการเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีจำนวนที่เพียงพอตามความต้องการของผู้ป่วยไทย ปัจจุบันนักกิจกรรมบำบัด 1 คน ต้องรับผิดชอบผู้ป่วย 1 แสนคนทั่วประเทศ ทั้งนี้เพราะไม่มีกรอบตำแหน่งหรือการขอตำแหน่งที่มีสัดส่วนที่เหมาะสม อีกทั้งผู้บริหารไม่เข้าใจว่านักกิจกรรมบำบัดสามารถให้บริการเฉพาะทางได้อีกหลายกลุ่มผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคปอด ผู้ป่วยสมองเสื่อม ผู้ป่วยจิตเวชฉับพลัน ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทและร่างกายเรื่อรัง เป็นต้น