วานนี้ (23 พ.ค.)
หลังการประชุม ครม. เพื่อติดตามการทำงานของรองนายกรัฐมนตรี
พร้อมตรวจสอบดัชนีเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญ ๆ
ก่อนจะมีมติให้ความเห็นชอบในการหยิบยกเอาโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า
3 สายที่มีความพร้อมมาเปิดประมูลใน ครม.ช่วงเช้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี
ได้เรียกประชุม ครม.นัดพิเศษอีกครั้ง ในเวลา 16.00 น.
เพื่อหารือถึงแนวทางการ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นการเฉพาะ
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ
ได้กล่าวกับ ที่ประชุมว่า ระยะเวลา 3 เดือนจากนี้ไป
รัฐบาลรักษาการจะต้องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ให้ได้
เพราะมีปัจจัยหลายอย่างฉุดให้เศรษฐกิจร่วงลงมามาก หาก 3 เดือนนี้
แก้ไขไม่ได้ เศรษฐกิจประเทศไทยก็อาจจะ ดึงไม่ขึ้น
และมีผลให้ดิ่งหัวลงไป ซึ่งในระยะเฉพาะหน้าเช่นนี้
จะต้องหาทางช่วยเหลือชนชั้นกลาง หรือมนุษย์เงินเดือนเป็นหลักก่อน
เพราะขณะนี้คนทำงานในเมืองได้รับผลกระทบอย่างมาก จากอัตราดอกเบี้ย
และราคาน้ำมัน ที่เพิ่มสูงขึ้น
โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน ได้วางแผนที่จะสร้างเนื้อสร้างตัว ซื้อบ้าน
ซื้อรถ และเตรียมมีลูกไปแล้ว
แต่เมื่อราคาน้ำมันขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง มนุษย์
เงินเดือนจึงเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบสูงสุด
ส่วนคนทำงานในระดับผู้บริหาร อย่างน้อยก็ยังมีผลตอบแทนอย่างอื่น
ทั้งเงินประจำตำแหน่ง และค่าน้ำมัน จึงยังไม่ได้รับผลกระทบมาก
ทำให้เห็นว่ายังมีช่องว่างในเรื่องของรายได้อยู่มาก
และต้องหาทางเพิ่มรายได้ให้กับมนุษย์เงินเดือนด้วย กรณีดังกล่าว
ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ไปประเมินตัวเลขว่า ขณะนี้อัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ อยู่ที่ระดับใด
หากจะต้องเพิ่มขึ้น จะต้องเพิ่มให้เท่าใด จึงจะเพียงพอ
พร้อมทั้งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรวบรวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจ
เพื่อนำมาประชุมแก้ไขปัญหา กันอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 29
พ.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
การบ้านที่
พ.ต.ท.ทักษิณได้วางกรอบให้รัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีทุกคนกลับไปพิจารณาคือ
จะต้องประเมินสถานการณ์ได้ว่าเป็นอย่างไร พร้อมแนวทางแก้ไขปัญหา
เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจฟุบ และสังคมไม่เกิดปัญหา
โดยเฉพาะปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายแพง แต่รายได้ไม่เพิ่มขึ้น
รวมทั้งการดูแลรักษาพยาบาลยังคงเป็นไปด้วยดีหรือไม่
สำหรับประเด็นที่จะหารือกันในวันที่ 29 พ.ค.นี้
จะอยู่บนพื้นฐานเรื่องปัญหาราคาน้ำมัน, ราคาสินค้า, อัตราดอกเบี้ย,
ค่าจ้างแรงงาน, ราคาพืชผลทางการเกษตร, การทำงานของผู้ว่าฯซีอีโอ,
และสินค้าโอทอป โดยมีกลุ่มคน 3 กลุ่มที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษคือ
คนชนบท, มนุษย์เงินเดือน-ข้าราชการ และผู้ใช้แรงงาน
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงความห่วงใยของรักษาการนายกฯ
ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจปัจจุบัน ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวกับที่ประชุม
ครม.ในช่วงเช้าว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้มีส่วนคล้าย ๆ
แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวกับช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ ๆ
ในปี 2544 ขณะนั้นไม่มีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเลย
แต่ในปีนี้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับตัวลดลง นอกจากนั้น ในปี 2544
ประชาชนไม่มีเงินใช้จ่าย แต่สำหรับปี 2549 ประชาชนมีเงินในกระเป๋า
แต่ขาดความเชื่อมั่นจึงไม่กล้าใช้จ่าย
ในขณะที่ภาคเอกชนเองก็ไม่กล้าลงทุน ดังนั้น
การแก้ไขปัญหาจึงต้องใช้หลักการที่คล้ายกัน
ที่จะต้องมุ่งเน้นไปแก้ที่เศรษฐกิจฐานรากเพื่อให้สามารถสนับสนุนเศรษฐกิจในเมืองได้
และหลังจากนั้นเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
จึงจะขยายความเชื่อมั่นไปในต่างประเทศได้ต่อเหมือน ๆ
กับที่ได้เคยทำมาแล้ว และประสบความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ รักษาการนายกฯ
ยังกล่าวด้วยว่า ระหว่างที่ได้เดินทางไปประเทศต่าง ๆ
และได้พูดคุยกับผู้นำประเทศเหล่านั้น พบว่าความไม่แน่นอนทางการเมือง
มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างมาก
ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนจากญี่ปุ่นชะลอไปเพื่อรอดูสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม
ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลใช้ดัชนีใดมาเป็นเครื่องชี้วัดว่าภาวะเศรษฐกิจของปีนี้คล้ายกับปี
2544 ก็ได้รับคำตอบเพียงว่า รักษาการนายกฯ พูดเพียงเท่านั้น
และเห็นได้จากปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น
ปัญหาความเชื่อมั่นของประชาชน และนักลงทุน
และจากความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้คนที่มีเงินในกระเป๋าไม่กล้านำเงินออกมาจับจ่ายใช้สอย
ไทยรัฐ 24 พ.ค. 49