การกระจายอำนาจทางการบริหารการศึกษา : คืนอำนาจให้โรงเรียนที่เป็นนิติบุคคล

บทความ
    การบริหารจัดการศึกษาในยุคสมัยใหม่  ยุคแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี    และยุคแห่งการแข่งขันที่สูงขึ้น  การกำหนดนโยบายในการบริหารจัดการจากส่วนกลางดูจะล้าสมัยเต็มที่  นอกจากจะไม่ทันการณ์ในเรื่องของการบริหารจัดการแล้ว   ขั้นตอนปฏิบัติต่าง ๆ ของทางราชการ ที่มีความสลับซับซ้อน  ยิ่งทำให้การปฏิบัติงานทางด้านการจัดการศึกษาเป็นไปด้วยความล้าช้า    พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.  2542 และแก้ไขเพิ่มเติม  ( ฉบับที่ 2 )   พ.ศ. 2545   มาตรา 39 กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการกระจายอำนาจการบริหารไม่ว่าจะเป็นการบริหารวิชาการ  การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานทั่วไป    ไปยังคณะกรรมการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาโดยตรง  การกระจายอำนาจดังกล่าวจะทำให้โรงเรียนมีความคล่องตัว มีอิสระในการบริหารจัดการ ตามหลักของการบริหารจัดการโดยใช้ โรงเรียนเป็นฐาน( School Baerd Management : SBM )(เนตรนภา ศรีนิล,2552)    เจตนารมณ์ของการกำหนดพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา  ก็เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ให้อำนาจในการตัดสินใจในเรื่องของการบริหารงานของสถานศึกษา  จากพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงกำหนดให้โรงเรียนมีสภาพเป็นนิติบุคคล  ซึ่งเปรียบเสมือนบุคคลทั่วไป การที่จะดำเนินการใดๆ ในการพัฒนาให้สถานศึกษามีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ ย่อมทำได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการยังได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการบริหารจัดการและขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคลในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. 2546  เพื่อเป็นการรับรองอำนาจของสถานศึกษาและบ่งบอกว่าอำนาจนั้นมีขอบเขตที่ใด  การกระจายอำนาจให้สถานศึกษาบริหารจัดการกันเองนั้น มีหลักการกระจายอำนาจอยู่  2 แบบ ( สมศักดิ์  ดลประสิทธิ์, 2544)   คือ
            1.  การกระจายอำนาจแบบมอบอำนาจ หมายถึง การมอบอำนาจในการตัดสินใจบางส่วนให้แก่หน่วยงานรองลงไปตัดสินใจ
            2. การกระจายอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ หมายถึง  หน่วยงานย่อมมีความเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจในการบริหารและการรับผิดชอบต่อการปฏิบัติภารกิจของตนเอง มีอิสระในเชิงบริหารจัดการ ส่วนกลางควบคุมเชิงกฎหมายหรือนโยบายเท่านั้น
            ในสถานการณ์ความเป็นจริงสถานศึกษา โดยเฉพาะสถานศึกษาขนาดเล็ก ซึ่งมีข้อจำกัดของงบประมาณในการใช้บริหารจัดการ การกระจายอำนาจจึงเป็นแบบการมอบอำนาจไว้ให้กับผู้บริหารสถานศึกษา  บางครั้งผู้บริหารส่วนมากที่เข้ามาบริหารโรงเรียนขนาดเล็กจะเป็นผู้บริหาร
มือใหม่ ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารองค์กรมาเลย  จึงเป็นที่ยากยิ่งจะเข้าใจในหลักการบริหารโรงเรียนที่เป็นนิติบุคคล  ยิ่งเป็นครูสายผู้สอนด้วยแล้ว ยิ่งไม่รู้เลยว่าการบริหารโรงเรียนที่เป็นนิติบุคคลนั้นเป็นอย่างไร  เพราะมีการประชาสัมพันธ์น้อยมากเกี่ยวกับเรื่องนี้  จากการวิจัยของนางมณฑา  เขียวสะอาด  เรื่องการติดตามผลการเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล เขตตรวจราชการที่ 10 พบว่า ผู้บริหารและครูที่ปฏิบัติหน้าที่สอน เคยเห็นคู่มือการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล  กระทรวงศึกษาธิการ  ร้อยละ 50.22 ไม่เคยเห็นร้อยละ 37.14  เมื่อเคยเห็นแล้วได้ศึกษาคู่มือฉบับนี้ ร้อยละ 43.20 ไม่เคยศึกษาเลย ร้อยละ 45.20  ศึกษาแล้วมีความเข้าใจ ร้อยละ 16.10 เข้าใจน้อยร้อยละ 65.50  และไม่เข้าใจเลย ร้อยละ 18.40   โดยมีความเห็นว่าคู่มือฉบับนี้มีความชัดเจนยิ่งร้อยละ 33.07    แต่มีความสับสนมากถึงร้อยละ 54.21 และไม่รู้เรื่องเลยร้อยละ 12.72   จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า ผู้บริหารและครูผู้ทำหน้าที่สอนโดยภาพรวมไม่มีความเข้าใจในหลักการบริหารโรงเรียนที่เป็นนิติบุคคลเลย  ตัวเลขที่แสดงออกมามีนัยยะสำคัญสองประการ  คือ
            1.  ความไม่จริงใจของส่วนกลางในการกระจายอำนาจให้กับโรงเรียน  ดังจะเห็นได้จากการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้มีน้อยมาก เอกสารที่จะแจกให้กับโรงเรียนมีน้อย  บางโรงเรียนไม่เคยเห็นคู่มือการบริหารโรงเรียนที่เป็นนิติบุคคล  
            2.    ผู้บริหารและคณะครูขาดความเอาใจใส่ในการศึกษาเรื่องระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารโรงเรียนที่เป็นนิติบุคคล  เพราะยังมีแนวความคิดการบริหารโรงเรียนแบบเก่านั้นคือการรอคำสั่งจากส่วนกลางแล้วปฏิบัติตามคำสั่งนั้น คณะครูก็ยังคงมีแนวความคิดแบบเก่าคือ การบริหารโรงเรียนเป็นหน้าที่ของผู้บริหารครูผู้สอนไม่เกี่ยว 
            โดยเนื้อแท้แล้ว การบริหารสถานศึกษาจะขับเคลื่อนไปได้  จะต้องอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญ คือ  ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ทั้งสี่ส่วนนี้ต้องประสานความร่วมมือกันสถานศึกษาจึงจะประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ  ดำรงอยู่ได้ด้วยความเข้มแข็ง  ตามหลักการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ( SBM)  ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่ต้องการกระจายอำนาจการบริหารให้กับโรงเรียน  ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรให้การสนับสนุนอย่างยิ่ง เพราะระบบราชการที่มีความสลับซับซ่อนอยู่แล้ว  ถ้าหากปล่อยให้โรงเรียนบริหารจัดการกันเอง  โดยที่ส่วนกลางต้องมีความจริงใจในการกระจายอำนาจ  โดยที่เข้ามามีบทบาทเพียงแค่การควบคุมเชิงนโยบายและกฎหมายเท่านั้น  ขั้นตอนในการบริหารจัดการก็จะสั้นลงทำให้ผลดีที่เกิดขึ้นตกลงสู่นักเรียน ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงจากการบริหารจัดการศึกษา

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เล่าสู่กันฟัง



ความเห็น (0)