จุดสุดยอดแห่งวิชาชีพแพทย์ พยาบาล
ในช่วงปีที่ผ่่านมา บ้านเมืองเรามีกฏหมายสำคัญ น่าสนใจมากฉบับหนึ่งเกิดขึ้น คือ พรบ.สุขภาพมาตรา 12
"บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้...เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้าน สาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง"
ที่บางคนอาจจะเรียกเป็น "พินัยกรรมชีวิต" (แต่ศาสตราจารย์แสวง บุญเฉลิมวิภาส นักกฏหมายยอดกัลยาณมิตรของวงการแพทย์บอกว่า "คำพินัยกรรม" อาจจะไม่สื่อถูกต้องนัก เพราะพินัยกรรมตามกฏหมาย จะมีผลบังคับใช้หลังการตายของคนทำ ซึ่งไม่ใช่ในกรณีที่เราพูดถึงกันอยู่)
กฏหมายฉบับนี้ดูเหมือนเรียบง่าย แต่ความหมายโดยนัย ผมเรียก (เอาเอง) ว่าเป็น The Act of Dead with Dignity หรือกฏหมายว่าด้วยสิทธิในการเสียชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เพราะว่าที่สุดแล้วเนื่้อหา และเจตนาของกฏหมายฉบับนี้ก็คือ การเคารพในศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษย์ ณ จุดสุดท้ายแห่งชีวิต เป็นคำขอคำสุดท้าย เป็นความปราถนาสุดท้าย เป็นฉากสุดท้ายที่ชีวิตของคนๆหนึ่งอยากจะให้สิ่งนี้เป็นความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ สำหรับครอบครัว คนที่รัก และกัลยาณมิตรของตน
ในช่วงปีที่ผ่านมา ก็มีการทำประชาพิจารณ์ ถกอภิปรายเรื่องกฏหมายฉบับนี้ทั่วประเทศ เพราะออกมาเป็นพระราชบัญญัติแล้ว อันดับต่อไปก็คือการทำเป็นกฏกระทรวง ออกแนวทางปฏิบัติจริง หลังจากกฏหมายตัวแม่คลอดออกมาแล้ว ก็มีผู้สนใจ เกี่ยวข้อง (ทุกวงการ เพราะเรื่องของความตาย ไม่ได้มีข้อยกเว้น เพศ วัย อาชีพ เชื้อชาติ สัญชาติ แต่อย่างใด) มาเข้าร่วมแสดงความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ มีการนำเอาประสบการณ์ทั้งโดยตรง (หมายถึงเคยเห็นคนตายด้วยตนเอง ไม่ได้หมายถึงตนเองเคยตายยังไงแล้วมาเล่าให้ฟังนะครับ!!) และโดยอ้อม เป็น story telling ประกอบมากมาย คนมาร่วมมีทั้งแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร และคนไข้ ญาติ และประชาชนทั่วไป ร่างกฏกระทรวงก็ค่อยๆออกมาเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ตัวผมเองคิดว่า กระบวนการขั้นตอนที่ว่าก็เป็นเรื่องจำเป็นที่สุด แต่ในใจยังคิดถึงอีกประเด็นหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการนำ พรบ.ฉบับนี้มาใช้จริง
ในการดูแลคนไข้ สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนเจ็บป่วย คนรอบข้าง กับผู้ดูแล เป็นสายใยที่ละเอียดอ่อนของความสัมพันธ์ที่งดงาม หลายๆคนพึ่งจะได้จับต้อง "ความเป็นญาติ" จากครอบครัว มิตรสหาย หลังจากที่ตนเองเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ สุขภาพดี ก็ต่างคนต่างอยู่ มีภาระหน้าที่ต่อตนเองและครอบครัวกันไป จนตอนนี้เองที่มีความจำเป็น ทุกคนก็หวนกลับมาได้ปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยพื้นฐานที่สุดของสังคม คือความเป็นครอบครัว ความเป็นญาติ มาดูแลกันและกันใหม่
และเราก็พบว่า "กระบวนการเยียวยา" นั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ตัวเราเริ่มรับรู้ว่ามีคนอื่นห่วงหาอาลัยและอยากจะทำให้เรามีความสุข ไม่ทุกข์ ไม่ทรมานแล้ว ไม่ใช่เกิดหลังจากได้รับยา ได้รับการผ่าตัด ฉายแสง กระบวนการเยียวยานี้เกิดขึ้นจริงต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถวัดได้ พิสูจน์ได้ จากการศึกษาการทำงานของเม็ดเลือดขาว ของโปรตีนที่คุ้มกันร่างกาย พลังชีวิตที่ดูเหมือนจะโดดเดี่ยวในตอนแรก กลับมาถูก "หล่อเลี้ยง" ด้วยพลังชีวิตสมุหะ อันเป็นพื้นฐานของสัตว์ประเสริฐคือมนุษย์อีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้เอง หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้ ครอบครัว และทีมผู้ดูแลสะสมมาโดยตลอด เราได้ทำอย่างเต็มที่ จากศาสตร์ความรู้ ความเชื่อ ความศรัทธา ของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ในที่สุด ทุกคนก็มาถึงวาระที่กายหยาบร่างนี้จะต้องหยุดทำงาน อันเป็นสัจธรรมที่จริงแท้ที่สุด ณ วาระสุดท้ายแห่งชีิวิตนี่เอง ที่ลำนำชีวิตดำเนินมาถึงจุดสุดยอด ผมจึงอยากจะให้กระบวนการการทำพินัยกรรมชีวิต หรือการนำกฏกระทรวงข้อนี้มาใช้ จะอย่างไรก็ตาม สามารถทำให้คุณค่าข้อนี้ของมวลมนุษย์ได้เกิดการเน้นให้เห็นชัด ไม่ได้เลือนราง หรือกลบกลืนไปกับ "วิธีการกฏหมาย" หรือ "guidelines, protocol" ไปเสีย
กระบวนการที่ผู้ดูแล ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือใครก็ตาม ที่จะนำผู้ป่วยและครอบครัว คนใกล้ชิด มาสู่การพูดคุยเรื่องว่า ในช่วงวาระสุดท้ายที่จะมาถึงนี้ แบบไหน ที่คนไข้และครอบครัวจะเรียกว่าดีที่สุด เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อน ไม่ควรทำอย่างแข็งกระด้าง ไม่ควรทำอย่าง check-list ซึ่งเหมือนกับทุกๆกระบวนการและหัตถการใน palliative care ประโยชน์สูงสุดสำหรับตัวคนไข้เอง และสิทธิพื้นฐานในความเป็นปัจเจกมนุษย์ จะต้องได้รับการดูแลและเคารพโดยทุกๆคน เรื่องแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะใช้ evidence-based หรือ universal rules มาใช้กับคนทุกคน แต่เป็นวาระที่เราจะใช้ความ sensitive ในความเป็นคน ในการมีความสัมพันธ์กับคนของเรา
และหากเราตั้งใจทำให้ดีแล้ว เราจะพบว่า การตัดสินใจของคนไข้และครอบครัวในที่สุดแล้วนั้น จะมาจากจุดสุดยอดของการใช้ชีวิตทั้งหมดของคนๆนี้ ที่บูรณาการเชื่อมโยงเอาความภาคภูมิใจ ศักดิ์ศรี ความรัก ความห่วงใย การให้อภัย เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและจิตวิญญาณ ทั้งหมด กลั่นกรองออกมาเป็นการขอร้องครั้งสุดท้าย
ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่สุดท้ายจะขอให้มีการนวดหัวใจหรือไม่ ต้อง CPR ไหม ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจไหม ฯลฯ แต่ "ที่มา" ของทั้งหมดนี้ต่างหาก ที่รวมความสำคัญเอาไว้ "ทำไม" และ "มาอย่างไร" ของการตัดสินใจว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุด ควรจะมีการรับรู้ พูดถึง และรับฟังอย่างสงบ อย่างเคารพ และอย่างใคร่ครวญ
หากหมอหรือพยาบาล ได้มีโอกาสอยู่ร่วมในกระบวนการนี้ จะเป็นโอกาสอันงดงามที่สุด ที่หลังจากเราได้ให้การดูแลรักษาพยาบาลมาเป็นเวลานาน เราจะได้เห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่เราทำ เอื้ออำนวยเป็นพลัง เป็นโอกาส ของกิจกรรมที่กำลังเกิดขึ้น
และทำให้เราเข้าใจในความงาม และจิตวิญญาณของวิชาชีพเราดียิ่งขึ้น
พรบ.มาตรา 12 นี้ จึงไม่เพียงเป็นกฏหมาย milestone ที่สำคัญของกระบวนทัศน์ใหม่ในการบริการสุขภาพของประเทศไทยเท่านั้น ถ้าเราทำให้ดีๆ กระบวนการที่กำลังจะเกิดขึ้นทั่วประเทศ ในการทำพินัยกรรมชีวิต จะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้จรรยาบรรณวิชาชีพ ห่วงโซ่แห่งสังคม ศีลธรรมคุณธรรม และสุดท้ายคือความเป็นชาติ ความเป็นมนุษย์ ได้มีกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ และถูกหล่อเลี้ยงให้งอกงามขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
คงจะมีน้อยคนนักที่จะเข้าใจถึงความลึกซึ้งและละเอียดอ่อนของความรู้สึกของคนไข้และญาติ รวมทั้งความปราถนาในวาระสุดท้ายของชีวิต พรบ.มาตรานี้ คงจะเปิดโอกาสให้คนไข้และญาติได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองในวาระสุดท้ายของชีวิต
ทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสมาอ่านบันทึกของอาจารย์ก็มีความรู้สึกดีทุกครั้ง ไม่รู้ว่าเมื่อไรจึงจะมีความสามารถในการวิเคราะห์และสังเคราะห์เรื่องราวอย่างลึกซึ้งแม้เพียงเศษเสี้ยวของอาจารย์บ้าง อิอิ สุดยอดเลยครับ
อ่านบันทึกแล้วทำให้คิดถึงตอนที่หลวงปู่จะมรณภาพ
แพทย์ที่ให้การรักษาขอคุยกับญาติ คุยแล้วคุยอีก ว่าจะ CPR เพื่อให้หลวงปู่ได้อยู่ต่อไปอีกหลายวัน
หลานชายหลานสะใภ้ตัดสินใจว่าไม่ให้ CPR ไก่เป็นหลานสะใภ้ญาติโยมนั่งเฝ้าภาวนารอเวลาให้หลวงปู่จากไปอย่างสงบ รู้สึกว่านานมากจนพี่ชายสามีที่เป็นหลายอีกคนและไก่บอกหลวงปู่ว่าไม่ให้ห่วง ดูแลตัวเอง และลูกหลานได้ ท่านถึงได้ละสังขาร เพราะว่าท่านป่วยแบบไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ เงินเดือนส่วนตัว ทุกอย่างจะเป็นของสงฆ์ตามกฎหมาย ลูกหลานเข้าใจ ไม่ห่วงทรัพย์สินอะไรของหลวงปู่ ให้เป็นของสงฆ์
สุรเชษฐครับ
ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ทุกคนเริ่มต้นจากสัมผัสและรับรู้ในความสุนทรีย์ก่อนทั้งสิ้น
ที่เหลือก็เพียงแค่ follow your heart เท่านั้นเอง
คุณ kumfun ครับ
ขอบคุณเพื่อนร่วมเส้นทางที่แวะมาเยี่ยมเยียนครับ
คุณประกายครับ
อ่านเรื่อง detach ปล่อยวาง อุเบกขา กี่เล่มๆก็ไม่เท่าประสบการณ์ตรงกับการเห็นจริง และได้รับรู้ความรู้สึกของเราเอง ณ ขณะนั้น
ขอบพระคุณที่ share เรื่องราวดีๆครับ
เมื่อก่อนไม่ค่อยสมใจเรื่องการตายค่ะ มาช่วงหลังๆ เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้นทำให้เห้นความสำคัญของการดูแลก่อนตายค่ะ
ไม่ได้เรียนเรื่องนี้ในช่วงเรียนแพทย์ คืดว่ามีความสำคัญต่อการทำงานของแพทย์ที่จะต้องเข้าใจทำให้คนไข้จากไปอย่างมีความสุข ไม่เป็นห่วงเรื่องที่ยังไม่ได้จัดการ
เคยอ่านหนังสือว่ามีชายที่ไม่ยอมจากไปเพราะรอขอโทษเมียหลวงที่ตัวเองนอกใจแล้ววันรุ่งขึ้นก็จากไป (อาจจะเป็นเรื่องเล่าสนุกๆ ? )
ติดตามอ่านเรื่องดีๆของอาจารย์เสมอค่ะ
หลายปีก่อนที่ ม.อ. เราเคยเจอ case CA penis terminal stage คนนึง เราดูแลมานานพอสมควร จู่ๆวันนึง แกขอคุยกับพยาบาล บอกว่าแกทราบแล้วว่าทำไมแกถึงเป็นโรคนี้ พอเราถามไป แกก็เล่าว่าเมื่อแกหนุ่มๆ (น่าจะสัก 30 ปีมาแล้ว) แกเคยนอกใจภรรยามาครั้งหนึ่ง นี่คงเป็นผลจากสิ่งที่แกทำลงไป หลังจากนั้นพวกเราก็มาคุยกัน ปรากฏว่าแกไม่เคยเล่าให้ใครคนอื่น รวมทั้งภรรยาแกฟังเลย หลังจากนั้นไม่นานแกก็จากไปอย่างสงบ
บางครั้งบทบาทของเรา ก็เป็นเรื่องของการ "รับฟัง" โดยไม่ตัดสินอะไร เรื่องจริยธรรมด้าน confidentiality ที่ถ้าเรารักษาไว้ให้เคร่งครัด บางทีงานก็เราก็รวมทั้งการเป็นคนรับฟังที่ดีี และรักษาความลับของผู้ป่วย ก็ช่วยให้เรื่องราวที่ค้างคาถูกจัดการไปได้เหมือนกัน
การแพทย์ เป็นการประกอบศิลปะ ซึ่งไม่อาจอ่านตำราแล้วลงมือทำได้เลย ต้องผ่านการฝึกหัด และซึมซับทักษะรอบด้าน สำคัญที่สุดคือการหล่อหลอมจิตใจของผู้ประกอบโรคศิลปะนี้ต่างหากที่ยาก....แต่ต้องร่วมกันสร้างเพื่อให้เกิดกระแสการยอมรับและความภูมิใจครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
ขอเข้ามาเรียนรู้ค่ะ เป็นอาจารย์พยาบาลค่ะ
อ่านแล้วรู้สึกยินดีค่ะ ที่มีหลายคนหัมมาให้ความสนใจ "ความเป็นมนุษย์" การเรียนรู้ความเป็นคนมีความละเอียดลึกซึ้ง อย่างที่หามิได้ในตำราหรือในสิ่งที่เคยพร่ำสอนต่อๆ กันมา แต่เป็นประสบการณืที่ไม่อาจเทียบค่าด้วยเงินตราหรืออะไรทั้งสิ้น ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากความเป็นมนุษย์ของเขา (ผู้ป่วย) ยังช่วยให้เราได้พัฒนาความเป็นมนุษย์ของเราด้วย / ยินดีที่ได้พบเว็บบอร์ดนี้นะคะ
รู้สึกยินดีมากที่ได้เจอบทความของอาจารย์ขอขอบคุณอย่างสูงค่ะเมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสได้ดูแลผู้ป่วยใกล้เสียชีวิต..ที่ไม่มีญาติอยู่ด้วยสัมผัสได้ถึงความกลัวเสียชีวิตของผู้ป่วยเรื่อยมาทั้งคำพูดอาการและอาการแสดง..ได้เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเล่าถึงสิ่งที่กลัว..ห่วง..กังวล.. จนกระทั่งวันหนึ่งผู้ป่วยอาการทรุดลงเห็นความสงบเมื่อใกล้ถึงเวลาจากไปอย่างเหงาๆพยาบาลเป็นตัวกลางที่จะสื่อสารคำบอกเล่าของผู้ป่วยสู่ลูกๆและญาติให้รับทราบ..เมื่อความตายรุกคืบความอ่อนล้าหมดแรงผู้ป่วยพูดไม่ได้ลืมตาไม่ไหวหายใจรวยรินเหมือนรอให้ลูกๆมาถึง..เมื่อลูกๆมาถึงผู้ป่วยก็จากไปอย่างสงบหากลูกๆมาเร็วกว่านี้สักนิดคงได้ยินเสียงสั่งลาจากผู้เป็นแม่บ้างแทนที่จะได้ฟังจากพยาบาล..