การ ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย จึงไม่เพียงเป็นแค่ "การให้การดูแล" เท่านั้น หากแต่เป็นวาระสำคัญสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ที่จะได้ทบทวนเรื่องสำคัญที่สุด นั่นคือ "ความหมายแห่งชีิวิต"

Palliative care for All

All for palliative care

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้ให้ปฐมปาฐกถาสุมาลี นิมมานนิตย์ในงาน World Palliative Care Day ที่โรงพยาบาลศิริราช กระผมขออนุญาตย่อความและถ่ายทอดสิ่งประทับใจลงมาในบันทึกนี้

อาชีพแพทย์พยาบาล เราดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งในและนอกโรงพยาบาล ผู้ป่วยในก็จะมี Hospital Number (H.N.) ซึ่งเป็นหมายเลขประจำตัวคนไข้ สะดวกต่อการค้นหาประวัติเก่า ซึ่งถ้าใช้ระบบชื่อ ระบบนามสกุล โอกาสเขียนผิด ตกสระ วรรณยุกต์ เป็นที่วุ่นวาย (ภาษาไทยเรามีถึง 44 พยัญชนะ สระมี 21 รูป 32 เสียง และอีกวรรณยุกต์อีก 4 รูป 5 เสียง) บางทีเราเผอเรอทำงานไปมากๆเข้า เราก็เยคุ้นชินกับการให้การรักษาเฉพาะคนที่มี H.N. เท่านั้น นัยว่า คนนี้แหละที่ได้เซ็น informed consent คืออนุญาตให้เราทำการรักษาด้วยวิธีต่างๆได้

หากแต่ว่าสุขภาวะนั้น ไม่ได้เป็นอะไรที่ "หยาบ" เช่นนั้น

ในระบบหรือกระบวนทัศน์ "การแพทย์ที่ใช้หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์" สุขภาวะได้กลับสู่หนทางเดิมที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน และวางอยู่บน "วิถี" ที่สูง นำไปสู่ หรือ วางอยู่บน "มรรคา" แห่งความหมายที่แท้ของความเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

ผู้คนก่อนที่จะเจ็บไข้ได้ป่วย ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิต มีความสุขมาก่อน ความจริงข้อนี้ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่บุคลากรทางการแพทย์อาจจะหลงลืม ไม่ได้นำมาใคร่ครวญคิดประกอบกับสิ่งที่เราทำ หรือหน้าที่ที่เรากำลังปฏิบัติ เรานำเอาหลักการทำงานที่ "มีประสิทธิภาพ" แต่วางอยู่บนแรงผลักระบบอุตสาหกรรม ระบบ mechanic ที่ใช้กับเครื่องจักร เครื่องกล วางอยุ่บน concept หรือ principle ของการ "ทดแทนอะไหล่" และ "mass production" อะไหล่ชิ้นหนึ่งทดแทนอะไหล่ชิ้นอื่นๆได้พอดิบพอดี บริหารจัดการเป็นส่วนๆ ใครทำส่วนไหนก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะส่วน ไม่จำเป็นต้องมองเห็นว่า jigsaw ชิ้นที่ตนเองถืออยู่นั้น ที่จริงอาจจะเป็นส่วนประกายในดวงตาของภาพศิลป์ชิ้นใหญ่ มองไม่เห็นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของงานกับจิตวิญญาณ ไม่เพียงเฉพาะของตนเอง แต่เป็นจิตวิญญาณของสังคม ของอดีต-ปัจจุบัน-อนาคตของมวลมนุษยชาติ

ใน วาระสุดท้ายแห่งชีวิต เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง เป็นวาระโอกาสอันดีที่จะทำการสำคัญหลายประการ และ "ทิ้งร่องรอย" ที่มีความหมายที่สุดให้หลงเหลือ หลังจากที่ "เรา" ได้ละทิ้งกายหยาบนี้ให้เน่าเปื่อย ผุผัง ย้อนกลับเป็นส่วนหนึ่งของธาตุธรรมชาติอีกครั้ง การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เปรียบเสมือนการวาดมังกร แต้มนัยน์ตา (ฮว่า หลง เตี่ยน จิง) อาจ จะเป็นเพียงแค่จุดๆเดียว แต่กำหนดความสุนทรีย์งดงามของผลงานทั้งชิ้น ให้คำจำกัดความของผลงาน masterpiece ของแต่ละชีวิต แต้มให้ดี มังกรกลับกลายเป็นมีชีวิต บินเหินฟ้า ทะลุเวหาไปอย่างที่จิตรกรจางเซิงเหยาได้สำแดง
ชีวิตทุกชีวิตมีความหมาย มีร่องรอย ทิ้งหลงเหลือเอาไว้ ไม่ได้เฉพาะแต่ทรัพย์ศฤงคาร แต่ที่สำคัญคือ ความหมาย ความสำคัญ คุณค่า ความเชื่อ และความสัมพันธ์ที่ชีวิตนั้นๆได้มีต่อผู้คนแวดล้อมอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างจะส่งผลกระทบต่อเนื่อง เป็นวัฏจักรสืบต่อๆไป

 

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ตั้งหน่วย "บริรักษ์" หรือ palliative care unit ขึ้น ซึ่งมีความหมายอันลึกซึ้ง สะท้อนถึงความสำคัญในเรื่องนี้ว่า การดูแลมนุษย์นั้น จะต้อง "ดูให้รอบ ดูให้ทั่ว (บริ-)" และใช้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบมาเพื่อประโยชน์แก่ผู้ป่วย และผลจากการดูแลนี้ จะส่งผลกลับมาให้ไม่เพียงแต่ตัวผู้ป่วยเอง แต่จะส่งกลับมายังผู้คนโดยรอบ สังคม วัฒนธรรม และความหมายแห่งความเป็นมนุษย์ต่อทุกๆคนที่เกี่ยวข้อง

การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย จึงไม่เพียงเป็นแค่ "การให้การดูแล" เท่านั้น หากแต่เป็นวาระสำคัญสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ที่จะได้ทบทวนเรื่องสำคัญที่สุด นั่นคือ "ความหมายแห่งชีิวิต"

เราจะได้ทบทวนการใช้ชีวิตของเรามาโดยตลอด และมองเห็นสิ่งที่กำลังผุดกำเนิด เป็นดอกผลของการดำเนินชีวิตของเรา จากประสบการณ์การดูแลคนไข้ palliative care ของผมเอง ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของการ "ตายดี" นั่นคือ "การใช้ชีวิตที่ดี มีความหมาย" เพราะการใช้่ชีวิตของเรานั่นเอง ที่จะเป็นตัวกำหนดว่า เราจะแวดล้อมตัวเราด้วยคนแบบไหน คนที่คิดอย่างไร ทำตัวอย่างไร และความสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้างนี่เอง ที่จะส่งผลให้ ณ เวลาที่เรานอนอยู่บนเตียงสุดท้ายของเรานั้น คนเหล่านี้จะแวดล้อมเรา หรือดูแลเราอย่างไร

ในวัฒนธรรมที่แรงผลักดันของเศรษฐกิจ หาเงินมาเลี้ยงชีวิต มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะมีปรากฏการณ์ที่สุดท้ายแล้ว ลูกหลานคนใกล้ชิดของเรา ต่างก็กระจัดกระจาย ไป pursue แสวงหาสิ่งต่างๆ ณ ที่ต่างๆกัน ความใกล้ชิดความสัมพันธ์กับ "คนที่มีความหมาย" เช่น คนในครอบครัวลดน้่อยลง บางครั้งเราก็ได้โอกาสที่จะสำรวจจิตใจของเราทุกครั้ง เมื่อถามภรรยาผู้ป่วยว่าจะให้ตามลูกๆที่อยู่ต่างจังหวัด อยู่ที่อื่นมาไหม เพราะคนไข้กำลังเข้าสู่วาระสุดท้าย และได้คำตอบว่า "ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องก็ได้" ว่าเรากำลังอยู่ในสังคมอย่างไร กระแสความเป็นจริงเป็นอย่างไร และสุดท้ายก็คือ เราควรจะทำตัวอย่างไร และสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างไรดี

และก็มีบางครั้ง ที่เราพบผู้ป่วยบางคน แวดล้อมด้วยครอบครัว คนใกล้ชิด รวมทั้งญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อนบ้านที่มากันทั้งหมู่บ้าน คนไข้เองยังหยอกล้อพูดเล่นหวัว กับเพื่อนเก่า ว่า "กันไปก่อนนะเพื่อน แล้วเดี๋ยวเพื่อนค่อยตามไป" แต่ด้วยรอยยิ้ม เข้าใจ และสงบ เพื่อนที่เคยคบกันมานาน แต่ตอนนี้บวชเป็นพระภิกษุมาหลายสิบปี ส่งยิ้มให้ กุมมือ และบีบเบาๆ เล่าเรื่องสัจธรรมแห่งการตาย ของพระเจ้าสุทโธทนะ ของพระพุทธองค์ ของพระพุทธทาส แม้พระองค์เหล่านี้ก็ล้วนต้องเดินทางมาสู่จุดนี้เหมือนกัน เป็นบรรยากาศที่ทรงพลัง ศักดิ์สิทธิ์ ที่เราได้มี privilege มาร่วมพิธีกรรม ได้รับรู้ ทำให้เกิดความใคร่ครวญว่า คนไข้่คนนี้ใช้ชีิวตอย่างไร ที่ทำให้ในที่สุด เขาได้มีสิ่งต่างๆอย่างที่เราเห็นนี้

การทำ palliative care หรือการให้การดูแลคนไข้ในวาระสุดท้าย จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้ แต่เป็นการรับ เป็นการเรียนรู้ เป็น highlight ของการเรียน การทำงาน เป็นแพทย์ เป็นพยาบาล และเป็นมนุษย์ palliative care หรือการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายนี้ จึงเป็นกิจกรรมเพื่อทุกสิ่งทุกอย่าง (palliative care for all) และเป็นการ "ประมวล" ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำกิจกรรมนี้ให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ (All for palliative care)