มาตรา 32 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 ในหมวดที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ บัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทำมิได้ แค่เพียงมาตราเดียวมาตรานี้ก็จะเห็นว่าประชาธิปไตยไทยยังอยู่ห่างไกลเหลือเกิน เพราะปัจจุบัน การทารุณกรรม การทรมาน การลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้ายยังดำรงอยู่ กรณีการฆ่าพี่น้องมุสลิมด้วยการยิงศรีษะ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนในมัสยิดกรือเซะ การจับพี่น้องมุสลิมที่กำลังถือศีลอดจับมัดมือมัดเท้าโยนทับซ้อนบนรถยีเอ็มซี รถบรรทุก เพื่อให้ตาย และการฆ่าเยาวชนนักฟุตบอลจำนวน 16 คนอย่างป่าเถื่อนทั้งๆที่เด็กและเยาวชนเหล่านี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

  การเมืองการปกครองไทย ไปไกลไม่ถึงไหน เพราะผู้นำ ผู้บริหารประเทศไม่ค่อยนำบทเรียนการต่อสู้ของประชาชนในอดึตมาเป็นแบบอย่างบทเรียน จนนายท่านหลายคน ผู้นำประเทศหลายท่าน ต้องเน้นย้ำให้นำการเรียนรู้จากอดีตที่ผ่านมา โดยต้องอดทน สรุปบทเรียน อย่าให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับสังคมไทยอีกโดนเฉพาะเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อย่าให้การปฏิวัติ รัฐประหารทำลายการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตย  ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยที่มีและเป็นอยู่มาอย่างยาวนาน เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยไทย เพราะระบบนี้มันได้สร้างความเป็นพรรคพวก ลูกพี่ลูกน้อง แบ่งปันกันในกลุ่มพวกและท้ายสุดมันนำไปสู่การทุจริต คอร์รัปชั่น ที่มันกำลังทำลายสังคมไทยอยู่ทุกวันนี้ คนไทยต้องเปลี่ยนนิสัย สร้างประชาธิปไตยในหัวใจของทุกคน เน้นให้ความรัก ความเอื้ออาทร แบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลคนที่อ่อนแอ ด้อยโอกาส  อย่าให้เงินมีอิทธิพลกับเรามากเกินไป กรณีพวกเสื้อแดงนักการเมืองชั่ว สส สว เลว นักวิชาการโสเภณี คนที่ออกจากป่าเลวๆที่เห็นเงินเป็นตัวตั้งลืมอุดมการณ์ที่รับเงินต่างชาติจากนักโทษชาย  ต้องชัดเจนกับบ้านเมือง และต้องมั่นคงกับสถาบันสูงสุด อย่าสับสนอย่าถูกชักจูง ไม่ว่าจากเว็ปจาบจ้วง หรือจากการตัดต่อภาพอีเล็กโทรนิคเพื่อจ้องสร้างความเสื่อมแก่สถาบันสูงสุด  และถ้าอำนาจรัฐแข็งมากเกินไปต้องรวมตัวกันสร้างเครือข่ายอย่างก้วางขวางเพื่อสะท้อนให้รัฐลอการใช้อำนาจและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ปัจจุบันการเมืองภาคประชาชนเข้มแข็ง เป็นการเมืองที่กินได้ มีพื้นที่ชัดเจนยึดสิทธิชุมชนเป็นเกราะในการต่อสู้กับนโยบายที่งี่เง่าหลายกรณีของอำนาจรัฐปัจจุบันหลายกระทรวง ทบวง กรม เราต้องเร่งสร้างเครือข่ายชุมชน สร้างการเมืองภาคพลเมืองที่เข้มแข็ง การเมืองภาคพลเมืองมีความชัดเจนมากกว่าพวกเลื้อแดงรับจ้าง และพวกขายเสียงมากมาย สภาพัฒนาการเมืองต้องจับตามอง เป็นฐานอำนาจใหม่ของประชาชน มีรูปธรรมที่ชัดเจน เป็นการเมืองในแนวราบ ทำงานรวมหมู่ เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง  อำนาจรัฐจะต้องนำบทเรียนในอดีตที่ต้องไม่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนมาใช้ และหากใช้ต้องแก้กฎหมายให้ลงโทษหนักในกรณีนี้ เช่นกรณี 7 ตุลา ที่อำนาจรัฐสมชาย วงค์สวัสดิ์ทำกับพันธมิตร ยังไม่เห็นการลงโทษ?