....แต่อาจารย์ปรารถนาให้นักศึกษามีโอกาสเรียนรู้ด้วยกันที่ดี ดังนั้น ทุกเดือนอาจารย์ก็จะต้องเจียดเงินเดือนส่วนหนึ่งไว้ให้นักศึกษาได้ใช้หุงหาข้าวปลาอาหารกินและซื้อหุ่นนิ่งมาฝึกเขียนรูป ..

ผมเป็นนักเรียนศิลปะของโรงเรียนเพาะช่างระหว่างปี ๒๕๒๒-๒๕๒๔ ซึ่งในเวลานั้น การจัดการศึกษาทางด้านศิลปะมีความแพร่หลายพอสมควร ทว่า เมื่อกล่าวถึงสถาบันแม่ทางศิลปะของประเทศ ก็ไม่พ้นที่จะอ้างอิงถึงสองสำนัก คือ มหาวิทยาลัยศิลปากรกับโรงเรียนเพาะช่าง หรือบางครั้งก็จะพูดถึงโรงเรียนช่างศิลป์เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแห่ง แต่ในหมู่คนเรียนศิลปะแล้วก็จะนับว่าโรงเรียนช่างศิลป์เป็นโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากรและจัดการศึกษาเทียบเท่าบางส่วนของเพาะช่าง

ปัจจุบัน สถาบันการศึกษาศิลปะในขั้นสูงมีความแพร่หลาย กระจายออกไปดำเนินการเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่งทั้งในส่วนกลางและในภูมิภาคต่างๆของประเทศ

                            ศาสตรเมธีปัญญา เพ็ชรชู จะสอนโดยนั่งเขียนรูปไปกับนักศึกษา ระหว่างนั้นก็จะให้เวลา
                            สำหรับการยืนวิพากษ์งานให้นักศึกษาและสะท้อนให้เห็นแนวการพัฒนาตนเองอย่างเป็นรายบุคคลทุกคน
                            จากนั้นก็จะนำผลงานมาคุยและดูพร้อมกันไปเป็นกลุ่ม  ภาพประกอบ : โดย ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์

อาจารย์ปัญญา เพ็ชรชู เป็นครูศิลปะสาขาจิตรกรรมสากล คณะวิชาวิจิตรศิลปกรรม ของโรงเรียนเพาะช่าง ซึ่งปัจจุบันได้ปรับสถานะเป็นวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ซึ่งในวงการศิลปะนั้น หากมองหาจิตรกรสีน้ำ ดรออิ้ง และวาดภาพคนเหมือนแล้วละก็ ชื่อของอาจารย์ปัญญา เพ็ชรชู จะปรากฏขึ้นมาอยู่แถวหน้าคนหนึ่งทันที

การเขียนสีน้ำ ดรออิ้ง และวาดภาพคนเหมือนนี้จัดว่าเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับงานศิลปะและหัตถกรรมในทุกแขนง ดังนั้น หากเจอคนที่เรียนศิลปะผ่านสำนักเพาะช่างไม่ว่าจะคณะใดและสาขาใดในระยะ ๓๐-๔๐ ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นอันเชื่อได้เลยว่าจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักอาจารย์ปัญญาและผลงานของอาจารย์ปัญญา เพ็ชรชู

แต่ความประทับใจและความเคารพเทอดทูนอาจารย์ปัญญาในฐานะครูของลูกศิษย์ลูกหารวมทั้งผมนั้น นอกจากการได้วิชาศิลปะหลายอย่างจากอาจารย์แล้ว ก็อยู่ตรงที่วิชาทั้งหลายเหล่านั้น อาจารย์ท่านสืบทอดไว้โดยที่หลักสูตรและการเรียนการสอนไม่มีให้แล้วในเพาะช่าง ซึ่งต้องกล่าวว่า อาจารย์สืบทอดวิชาศิลปะจากครูอาจารย์ที่สะท้อนความเป็นเพาะช่างไว้มาส่งต่อให้ลูกศิษย์หลายรุ่นโดยคุณธรรมและความทุ่มเทของปัจเจก หรือด้วยสำนึกและความเป็นครูของอาจารย์เอง

                                                               สีชอล์คพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง
                                                               ผลงานศาสตรเมธีปัญญา เพ็ชรชู

อาจารย์ปัญญาเป็นผู้ซึ่งมีผลงานการเขียนภาพคนเหมือนที่โดดเด่นมากที่สุดท่านหนึ่ง งานเขียนภาพคนเหมือนสีชอล์คเป็นผลงานที่ทำให้อาจารย์มีชื่อเสียงมากกว่างานสีน้ำและผลงานในด้านอื่นๆ หากมีโอกาสเข้าไปในห้องโถงอาคารอำนวยการโรงเรียนเพาะช่าง ก็จะเห็นภาพเขียนสีชอล์คผู้บัญชาการ ผู้อำนวยการ และผู้บริหารของโรงเรียนเพาะช่างทุกพระองค์และทุกคนนับแต่การก่อตั้งเมื่อปี ๒๔๕๖ ซึ่งหลายภาพเขียนโดยอาจารย์ปัญญา รวมทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ พระผู้สถาปนาโรงเรียนเพาะช่างขึ้นตามกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

                                       สีน้ำทิวทัศน์ทะเล Sea scape ผลงานชิ้นหนึ่งของศาสตรเมธีปัญญา เพ็ชรชู  

                                   สีน้ำหุ่นนิ่ง ผลงาน ศาสตรเมธีปัญญา เพ็ชรชู ภาพจากเว็บศิษย์เก่าเพาะช่าง

หลังจากที่รัฐบาลปฏิรูปและกระจายโอกาสการศึกษาไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศนั้น โรงเรียนเพาะช่างก็งดจัดการศึกษาศิลปะในขั้นพื้นฐานต่างๆที่เคยมี วิชาศิลปะที่มีการจัดการศึกษาให้ที่เพาะช่างในสาขาวิจิตรศิลป์ จะต่อยอดเป็นขั้นสูงข้ามพื้นฐานต่างๆไปเลย การเขียนสีน้ำจัดว่าเป็นพื้นฐานทางศิลปะ ดังนั้นจึงไม่มีให้เรียนอีก อยากเก่งก็ต้องไปขวนขวายเอาเอง

                                     สีน้ำหุ่นนิ่ง ผลงาน ศาสตรเมธีปัญญา เพ็ชรชู ภาพจากเว็บศิษย์เก่าเพาะช่าง

การดรออิ้งและเขียนภาพคนเหมือนก็ถือว่าเป็นพื้นฐาน เพราะมาถึงเพาะช่างแล้ว อย่างต่ำที่สุดเขาก็เขียนฟิกเกอร์ ภาพเปลือย ซึ่งเป็นการเขียนงานระดับบ่มเพาะความเชี่ยวชาญและค้นหาแนวทางที่เป็นตัวของตัวเอง เรียกว่าก่อนจบเพาะช่างเขาก็อาจจะดังและเห็นตัวเห็นตนของตัวเองแล้วว่าตนเองเป็นใคร

แล้วพวกที่ยังหลงเสน่ห์ของสีน้ำกับการทำงานนอกเหนือจากที่มีการเรียนการสอนจะไปหาที่บ่มตนเองที่ไหนเล่า ? .....เกาะกลุ่มเรียนด้วยตนเองที่หน้าห้องอาจารย์ปัญญา เป็นคำตอบครับ

                            กลุ่มนักศึกษาที่เป็นศิษย์ปัจจุบัน เข้ากราบคารวะอาจารย์ ในวันที่ศิษย์เก่าและโรงเรียนเพาะช่างจัดงานเกษียณอายุราชการให้ศาสตรเมธีปัญญา เพ็ชรชู เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยผลผงานศิลปะ มุมนั่งเขียนรูป และผู้คนจอแจดังที่เห็นในภาพนี้ ไม่ใช่ห้องเรียนหรือที่แสดงงานศิลปะ แต่เป็นหน้าห้องพักอาจารย์ของอาจารย์ปัญญาในอาคารเรียนหลังใหม่ที่สร้างขึ้นแทนอาคารวิจิตรศิลป์หลังเก่า

อาจารย์ปัญญา เพ็ชรชูท่านใช้พื้นที่เล็กๆหน้าห้องพักของตนเอง เป็นแหล่งรองรับความสนใจและความเอาใจใส่ที่จะเรียนรู้ พัฒนาตนเองของนักศึกษา โดยซื้อวัตถุดิบมาเองแล้วก็ตั้งหุ่นนิ่งทิ้งไว้ให้นักศึกษาทุกชั้นปี และเป็นใครมาจากไหนก็ได้ที่อยากเขียนรูปสีน้ำหรือดรออิ้ง ก็เดินมานั่งเขียนฝึกฝนตนเองอยู่ที่หน้าห้องพักของอาจารย์ ซึ่งข้างๆก็จะมีชมรมดนตรีไทย ของกลุ่มนักศึกษาที่สนใจจากทุกสาขาของเพาะช่างเช่นกันมาเรียนขิม ซอ และจะเข้ จากครูอภัย นาคคง ครูดนตรีเก่าแก่ท่านหนึ่งของวงการดนตรีไทย

อาจารย์ปัญญาท่านมีวิธีสอนที่ทุกคนจะรู้สึกว่าต้องไปเรียนกับอาจารย์ปัญญาซึ่งรวมทั้งผมเองด้วย เพราะอาจารย์จะสอนแบบทำให้ดูหรือทำไปด้วยกัน จากนั้นก็จะเดินดูและคุยแนะนำให้เป็นรายบุคคล สอนจำเพาะที่เขาเป็น แนะนำแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย ทุกคนจึงผูกพันและค้นพบตนเอง  กระทั่งกลายเป็นกลุ่มเรียนรู้กลุ่มย่อยๆซึ่งก็พัฒนาตัวเองในการจัดการโดยคนที่เป็นรุ่นพี่ก็จะคอยช่วยสอนและดูแลคนที่เข้ามาเป็นรุ่นน้อง เมื่อเขียนเสร็จและรวมผลงานของหลายคนได้หลายชิ้นแล้วก็จะทำอย่างเป็นวัฒนธรรมกลุ่มไปโดยอัตโนมัติคือเอางานมาตั้งเรียงแล้วดูไปด้วยกัน อาจารย์และทุกคนก็จะนั่งคุย ถาม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน  

                                การเขียนภาพคลี่คลายเพื่อนำไปทำงานสร้างสรรค์ที่ต่อเนื่องไปสู่งานอื่นๆ เป็นวิชาหนึ่งที่ไม่มีการสอนให้ครอบคลุมทุกกระบวนการเพราะต้องใช้หลายวิชามาประกอบกัน ผมได้วิชานี้จากวิธีครูพักลักจำอาจารย์ปัญญา เพ็ชรชูและอาจารย์สันติ พฤฒิกสิกร ผสมผสานกัน

นอกจากนี้แล้ว อาจารย์ก็จะเป็นผู้รับผิดชอบในการนำนักศึกษาออกไปเขียนรูปนอกสถานที่ ที่ทุกคนจะนึกถึงจนเป็นเอกลักษณ์ในการเรียนรู้กับอาจารย์ก็คือ การดรออิ้งนกกะหรอดหัวจุกในสวนสัตว์เขาดินวนา กับการเขียนทิวทัศน์นอกสถานที่

การดรออิ้งนกกะหรอดหัวจุกที่เขาดินที่เป็นเอกลักษณ์ของอาจารย์ไปด้วยนั้น ก็เนื่องจากเจ้านกกะหรอดนี้นอกจากจะเป็นหุ่นสำหรับฝึกวาดรูปที่ชวนให้ปวดหัวที่สุดเนื่องจากเป็นนกที่จะไม่เกาะอยู่นิ่งเลยแล้ว ทั้งโครงร่างและน้ำหนักสีสันของมันก็สุดยอดจะท้าทายมาก เพราะมีน้ำหนักตั้งแต่สีดำเข้มจนไปถึงเทา น้ำตาล ครีม และขาวอ่อน ในแง่พื้นผิวและลักษณะโครงร่าง ก็มีทั้งผิวมันวาว ฟู เนียนราบเรียบ และขรุขระหยาบกระด้าง เรียกว่าเมื่อสามารถเขียนนกกะหรอดหัวจุกในกรงซึ่งกระโดดและบินอยู่ตลอดเวลาได้โดยจับลีลาและแตกฉานในเรื่องโครงร่าง พื้นผิว และน้ำหนักสารพัดแล้ว ก็มั่นใจได้เลยว่าจะมีสายตาที่แม่นการอ่านแสงเงา รูปทรง และสั่งมือให้ทำอะไรก็ได้

ระหว่างที่ไปเขียนรูปนอกสถานที่เหล่านี้อาจารย์ก็จะนั่งเขียนไปด้วยกับพวกนักศึกษา ทุกคนจะขอมุงดูให้เห็นกะตาในทุกขั้นตอน ทุกคนเห็นงานของอาจารย์แล้วก็แทบจะลืมเขียนงานตนเอง อาจารย์จึงมีผลงานทุกชนิดมากมายและสามารถจัดแสดงนำเสนอสู่สาธารณะอย่างสม่ำเสมอโดยมิใช่เป็นผลงานที่ทำขึ้นเพื่อเป็นศิลปินแต่ทำเพื่อการสอนนักศึกษา ซึ่งแนวทางอย่างนี้ผมได้ทราบจากหลายท่านว่าเป็นแนวทางที่ถือเป็นหลักปฏิบัติต่อกันมาของครูโรงเรียนเพาะช่าง

                             กลุ่มนักศึกษาใช้ฝีมือทำฉากเวทีเพื่อจัดงานเกษียณและแสดงกตัญญูกตเวทิตาให้อาจารย์หน้าตึกอำนวยการโรงเรียนเพาะช่าง ตึกดังกล่าวนี้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยศาสตราจารย์ประกิต บัวบุศก์ ครูเก่าแก่ท่านหนึ่งของโรงเรียนเพาะช่างและเป็นครูของอาจารย์ปัญญา

กลุ่มนักศึกษาที่ติดตามไปเรียนรู้และฝึกฝนเอาเองกับอาจารย์นั้น ไม่เพียงเพราะเป็นคนรักเรียนวิชาจากอาจารย์ ทว่า บางทีก็เป็นนักศึกษาที่ยากจนที่อาจารย์อยากให้เอาดีให้ได้ด้วยการเคี่ยวกรำตนเองให้เข้มข้น ดังนั้น นอกจากอาจารย์จะเป็นแหล่งที่นักศึกษาอยากไปฝึกฝนแบบครูพักลักจำกับอาจารย์แล้ว เมื่อมีนักศึกษามาคลุกคลีอยู่ด้วยเป็นกลุ่มและไม่ค่อยมีเงิน แต่อาจารย์ปรารถนาให้เด็กๆเหล่านี้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยกันที่ดี ดังนั้น ในทุกๆเดือนอาจารย์ก็จะต้องเจียดเงินเดือนของตนเองส่วนหนึ่งไว้สำหรับให้นึกศึกษาได้ใช้หุงหาข้าวปลาอาหารกินและซื้อหุ่นนิ่งมาฝึกเขียนรูป

กระทั่งถึงทุกวันนี้ เมื่อผมไปเยี่ยมอาจารย์ก็ยังเห็นนักศึกษาและผู้คนไปนั่งเขียนรูปอย่างเอาจริงเอาจังอยู่ที่หน้าห้องพักอาจารย์ ซึ่งใครเห็นก็คงไม่รู้ว่านี่เป็นกลุ่มเรียนรู้ด้วยตนเองและไม่ใช่ห้องเรียนจริงๆ ผมทราบว่าในแต่ละเดือนอาจารย์จะใช้เงินเพื่อกิจกรรมอย่างนี้ให้นักศึกษากว่าหมื่นบาทและเป็นมาอย่างนี้กว่า ๒๐ ปีแล้ว

                            ผลงานชิ้นหนึ่งของผม เขียนในแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ เขียนขึ้นหลังจากฝึกฝนการเขียนสีน้ำกับกลุ่มหน้าห้องอาจารย์ปัญญา  ซึ่ง ๑ ในชุดเดียวกันของ ๓ ภาพที่ผมเขียนขึ้นในแนวนี้ อาจารย์ปัญญาได้ขอเก็บไว้หนึ่งชิ้นเพราะอาจารย์บอกว่าผมเขียนในแนวนี้ดีกว่าแนวเหมือนจริงกับแนวเหนือจริงที่ผมถนัด

มีจิตรกรและคนที่ดำเนินชีวิตด้วยการทำงานศิลปะที่มีชื่อเสียงทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติหลายคนที่มีชื่อเสียงทางสีน้ำและการเขียนภาพคนเหมือน ที่ผ่านไปจากสำนักเพาะช่าง ซึ่งงานหลายแนวที่ผู้นิยมทางศิลปะและสาธารณชนให้การยอมรับชื่นชมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะการเขียนสีน้ำและภาพคนเหมือนสีปาสเตลหรือสีชอล์คนั้น คนทั่วไปอาจจะไม่ทราบว่างานศิลปะในแนวนี้ไม่มีการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการในเพาะช่างมากกว่า ๓๐ ปีแล้ว ที่ยังมีศิลปินทำงานให้สังคมได้ชื่นชมอยู่เสมอมานั้น เป็นการเกาะกลุ่มฝึกฝนและเรียนรู้แบบครูพักลักจำกับศาสตรเมธีปัญญา เพ็ชรชูที่หน้าห้องพักครูนั่นเองครับ.

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ

(๑) เขียนและนำผลงานมาจัดแสดง เพื่อเป็นกตัญญูกตเวทิตาและร่วมรำลึกถึงอาจารย์เนื่องในวาระเกษียณอายุราชการของศาสตรเมธีปัญญา เพ็ชรชู ๒๕๕๒

(๒) อ่านประวัติและวิธีคิดของอาจารย์ แล้วจะได้แรงบันดาลใจดีๆเยอะเลยครับ